บทที่ 92 : ความเข้าใจผิดของสามดินแดน
จะให้เชื่อว่าพวกคนโง่เขลาจากแดนตะวันออก ที่ถึงขั้นเอาชื่อตัวเองไปตั้งเป็นชื่อมดอสูร จะมีสติปัญญามากพอมาขโมยสมุนไพรวิญญาณของแดนตะวันตกไปได้งั้นหรือ?
คนของแดนตะวันตกยอมเชื่อว่าสมุนไพรต้นนั้นถูกหมาป่าคาบไปกินเสียยังจะดีกว่าให้เชื่อว่าพวกแดนตะวันออกมีน้ำยาทำเรื่องพรรค์นี้ได้!
ทว่าในเวลานี้ กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรจากแดนตะวันตกกลับกำลังเผชิญหน้าอยู่กับคนของแดนใต้ หากจะพูดให้ถูกก็คือ คนของแดนตะวันตกเพียงไม่กี่คนกำลังยืนขวางหน้ากองทัพสัตว์อสูรของแดนใต้เอาไว้อย่างไม่เกรงกลัว
ดูเหมือนว่าทางฝั่งแดนใต้กำลังรีบร้อนตามหาอะไรบางอย่างอยู่ ตอนแรกพวกเขาจึงไม่ได้สนใจที่จะต่อปากต่อคำกับคนของแดนตะวันตกเลยแม้แต่น้อย
อวี้ย๋าอี้ที่นั่งอยู่บนหลังของเสือดำเหยียบหิมะขมวดคิ้วมุ่น เขาก้มลงมองกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรจากหุบเขาโอสถวิญญาณแห่งแดนตะวันตกที่มายืนขวางทาง นายน้อยแห่งสำนักควบคุมสัตว์อสูรพยายามข่มความหงุดหงิดเอาไว้เบื้องลึก ก่อนจะปั้นหน้าถามไถ่ด้วยท่าทีสุภาพ
"สหายแห่งแดนตะวันตก พวกท่านมาขวางทางพวกข้าทำไมรึ"
หรือว่าคนพวกนี้อยากจะมาร่วมมือกับแดนใต้? คิดดูแล้วก็เป็นไปได้ เพราะขุมกำลังของแดนตะวันตกไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก จำนวนสัตว์อสูรที่พวกเขาสังหารได้ในแต่ละปีก็มีไม่มาก การที่อยากจะมาพึ่งใบบุญร่วมเดินทางไปกับกองทัพแดนใต้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ผู้บำเพ็ญเพียรจากหุบเขาโอสถวิญญาณมีดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบแล้วตอกกลับไปทันที
"ท่านยังจะทำเป็นไม่รู้เรื่องอีกรึ"
อวี้ย๋าอี้ตีความหมายไปเองว่าอีกฝ่ายคงอยากจะเจรจาขอความคุ้มครองจริงๆ เขาจึงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
"ข้าเข้าใจแล้ว แต่ตอนนี้พวกข้ามีเรื่องด่วนต้องรีบไปจัดการ เอาไว้พวกข้ากลับมาเมื่อไหร่ค่อยมาคุยรายละเอียดกัน"
กลับมางั้นหรือ? ตอนนี้เห็นอยู่ชัดๆ ว่ากำลังรีบหนีหน้าตั้ง แล้วยังจะมีหน้ามาบอกว่าจะกลับมาอีก!
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายการแพทย์แห่งแดนตะวันตกโกรธจัดจนแทบจะกระอักเลือด พวกคนแดนใต้จะหยิ่งยโสโอหังเกินไปแล้ว ขโมยสมุนไพรวิญญาณของพวกเขาไปแท้ๆ แต่กลับไม่มีท่าทีรู้สึกผิดเลยสักนิด!
ถ้าเป็นแค่สมุนไพรธรรมดาทั่วไป พวกเขาก็คงจะยอมกัดฟันทนข่มความโกรธเอาไว้ แต่นี่มันคือสมุนไพรวิญญาณระดับสี่เชียวนะ! ต่อให้หุบเขาโอสถวิญญาณจะมีเคล็ดวิชาลับในการค้นหา แต่ก็ต้องอาศัยดวงอย่างมากถึงจะบังเอิญเจอของล้ำค่าแบบนี้ได้
"อวี้ย๋าอี้ คนแดนใต้ของพวกท่านจะรังแกกันเกินไปแล้ว!"
อวี้ย๋าอี้ถึงกับหน้าเหวอด้วยความงุนงง
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถามอะไร ผู้บำเพ็ญเพียรแดนตะวันตกที่กำลังเดือดจัดก็ชี้หน้าด่ากราดออกมาเสียก่อน
"พวกท่านขโมยสมุนไพรวิญญาณของแดนตะวันตกไปแล้วยังจะกล้ามาทำหน้าซื่อตาใสอีก! ที่แท้ความร่ำรวยของแดนใต้ที่ชอบเอามาอวดอ้างก็ใช้วิธีขโมยคนอื่นเขามานี่เอง หึ ดูเสื้อคลุมวิเศษระดับสูงที่พวกท่านใส่กันสิ คงจะไปขโมยเขามาเหมือนกันล่ะสิ พวกโจรแดนใต้!"
เหล่าผู้ฝึกตนแดนใต้ต่างพากันสับสน พวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ๆ คือทุกคนฟังคำด่าทอนั้นออกอย่างแจ่มแจ้ง ผู้คนที่นั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูรต่างหันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องตลกที่ไร้สาระที่สุดในชีวิต
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน มีคนหาว่าแดนใต้ของเราเป็นโจรขโมยของรึ ตลกสิ้นดี สมบัติของแดนใต้เรามีมากเสียจนต่อให้สำนักคงคงมาปล้นก็ยังขนไปไม่หมด แล้วพวกข้าจะต้องไปลดตัวขโมยสมุนไพรของพวกยากจนอย่างพวกเจ้าทำไม"
ในฐานะนายน้อยแห่งสำนักควบคุมสัตว์อสูร อวี้ย๋าอี้ย่อมสามารถควบคุมสติอารมณ์ได้ดีเยี่ยม เขายังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้ มือหนายื่นไปลูบขนเพื่อปลอบประโลมเจ้าเหยียบหิมะที่กำลังหงุดหงิด ก่อนจะอธิบายเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
"สหาย ข้าว่าพวกเราคงเข้าใจผิดกันแล้วล่ะ ผู้บำเพ็ญเพียรแดนใต้เกลียดชังพวกหัวขโมยมากที่สุด อีกอย่างพวกข้าก็เพิ่งจะเดินทางมาถึงที่นี่ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปขโมยสมุนไพรวิญญาณของพวกท่านได้"
เมื่อเหมยหลิงเอ๋อร์ได้ยินดังนั้น หญิงสาวก็เหยียดยิ้มมุมปาก เผยให้เห็นรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างเห็นได้ชัด
"พูดก็ถูก แถวนี้ไม่มีสัตว์อสูรเลยสักตัว แต่พวกท่านกลับเร่งรีบเดินทางกันมาจนถึงที่นี่ตกลงว่ามาทำอะไรกันแน่"
คำถามนั้นแทงใจดำอวี้ย๋าอี้เข้าอย่างจัง ทำเอาหน้ากากความใจเย็นที่เขาสวมไว้พังทลายลงในพริบตา รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาแข็งค้างไปทันที
จะให้ตอบได้อย่างไรล่ะว่า... พวกเขาคนแดนใต้ไล่ตามล่าพวกแดนตะวันออกจนมาโผล่ที่นี่
เรื่องน่าอับอายนี้ต้องย้อนกลับไปตอนที่ผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถผู้แสนดีอย่างอวี๋โย่วโย่ว นำหนามลูกเหล็กระเบิดพวกนั้นมาแลกกับเสื้อคลุมวิเศษระดับสูงห้าตัวของพวกเขา
หลังจากที่อวี๋โย่วโย่วทิ้งเคล็ดวิชาสุดแสนจะล้ำลึกเอาไว้ พร้อมกับกำชับนักหนาว่าต้องท่องจำให้ขึ้นใจ ผู้บำเพ็ญเพียรแดนใต้ทุกคนก็หลงเชื่อ พวกเขาถึงกับตั้งค่ายพักแรมอยู่กับที่ เพื่อมุ่งมั่นทำภารกิจท่องจำตารางธาตุเคมีกันอย่างขะมักเขม้น
ตัวของอวี้ย๋าอี้นั้นครอบครองพลังวิญญาณธาตุน้ำ เขาพยายามท่องเคล็ดวิชาเพื่อกระตุ้นการทำงานของหนามลูกเหล็กระเบิดอยู่สองรอบ แต่ก็ไม่เป็นผล
ด้วยความที่เป็นคนคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ เพียงแค่ทบทวนเรื่องราวในหัว เขาก็คาดเดาเอาเองว่าของวิเศษชิ้นนี้คงต้องใช้พลังวิญญาณธาตุไฟแบบเดียวกับอวี๋โย่วโย่วถึงจะใช้งานได้!
เมื่อคิดได้แบบนั้น นายน้อยสำนักควบคุมสัตว์อสูรจึงรีบเกณฑ์ศิษย์น้องที่มีพลังวิญญาณธาตุไฟทุกคนมารวมตัวกัน แล้วคอยยืนคุมเข้มบังคับให้พวกเขาท่องเคล็ดวิชาให้จงได้
ต้องยอมรับเลยว่าเคล็ดวิชานั้นออกเสียงยากเหลือเกิน แถมแต่ละคำก็ไม่ได้มีความหมายเชื่อมโยงกันเลยสักนิด หากไม่ได้มีความจำที่เป็นเลิศอย่างอวี้ย๋าอี้ ก็คงไม่มีใครจำประโยคประหลาดพวกนั้นได้แน่ๆ
บรรดาศิษย์น้องต่างพากันท่องจำเคล็ดวิชาซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายใต้การจับตามองของนายน้อย แต่ทว่าต่อให้ท่องจนขึ้นใจ ก็ยังไม่มีใครสามารถกระตุ้นหนามลูกเหล็กให้ระเบิดได้เลยแม้แต่คนเดียว
จนกระทั่งมีลมกระโชกแรงพัดมาวูบหนึ่ง ทุ่งหญ้าแห้งแล้งถูกพัดจนลู่ล้มราบไปกับพื้น ลมพัดเอาหนามลูกเหล็กหลายลูกกลิ้งหลุนๆ มาตามพื้น
และในตอนนั้นเอง... อวี้ย๋าอี้ก็มองเห็นความจริงเบื้องหลังกอหญ้า บนเนินเขาฝั่งตรงข้ามนั้นเต็มไปด้วยหนามลูกเหล็กระเบิดมากมายก่ายกอง! พวกมันขึ้นเบียดเสียดกันหนาแน่นจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ปลายหนามแหลมคมของพวกมันราวกับกำลังทิ่มแทงทะลุเข้าไปในหัวใจของนายน้อยผู้หยิ่งทระนงอย่างจัง!
ทว่าเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรแดนใต้กลับไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร พวกเขาพากันวิ่งกรูกันเข้าไปเก็บกวาดของบนพื้นด้วยความดีใจ พร้อมกับส่งเสียงท่องเคล็ดวิชาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ไฮโดรเจน ฮีเลียม ลิเทียม เบริลเลียม โบรอน..."
ในวินาทีนั้น เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนหลังเสือดำถึงกับต้องแหงนหน้ามองฟ้า น้ำตาลูกผู้ชายร่วงเผาะลงมาอย่างไม่อาจกลั้นได้เป็นครั้งแรกในชีวิต
ถ้าถึงขั้นนี้แล้วยังไม่รู้ตัวว่าถูกหลอก เขาก็คงเป็นไอ้โง่ดักดานแล้ว!
แต่อวี้ย๋าอี้ก็ไม่มีความกล้าพอที่จะบากหน้าไปบอกพรรคพวกว่าตัวเองโดนต้มจนเปื่อย ดันเอาวัชพืชที่ขึ้นเกลื่อนภูเขามาเป็นของวิเศษ แถมยังโง่ประเคนเสื้อคลุมวิเศษระดับสูงให้พวกนั้นไปฟรีๆ ตั้งห้าตัว
เขาจึงทำได้แค่กุเรื่องหลอกคนของตัวเองว่าเจ้าเหยียบหิมะได้กลิ่นของวิเศษชิ้นใหญ่อยู่ข้างหน้า แล้วสั่งให้สัตว์อสูรคู่ใจดมกลิ่นตามรอยของอวี๋โย่วโย่วไป นำพากองทัพแดนใต้ออกตามล่าพวกสิบแปดมงกุฎจากแดนตะวันออกให้ตายกันไปข้าง
และการตามล่าในครั้งนั้น ก็ทำให้พวกเขาดั้นด้นมาจนถึงที่นี่
ใครจะไปคิดล่ะว่ายังไม่ทันจะได้หยุดพักหายใจ ผู้บำเพ็ญเพียรสายการแพทย์แดนตะวันตกก็สาดคำถามใส่หน้าพวกเขาอย่างไม่ลดละ
"ทำไมสหายอวี้ถึงไม่ยอมตอบคำถามของพวกข้าตรงๆ ตกลงว่าพวกท่านมาทำอะไรที่นี่กันแน่!"
อวี้ย๋าอี้ยังไม่ทันจะได้อ้าปากอธิบาย ศิษย์สำนักควบคุมสัตว์อสูรที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ทนรับความอยุติธรรมนี้ไม่ไหว เขาแค่นเสียงฮึดฮัดโต้กลับไปทันที
"ป่าหมื่นบรรพกาลแห่งนี้พวกท่านเป็นคนปลูกต้นไม้ขึ้นมาเองรึไง ของวิเศษพวกนี้พวกท่านเก็บได้แค่ฝ่ายเดียว ส่วนพวกข้าห้ามแตะต้องงั้นรึ"
ศิษย์คนนั้นเข้าใจไปเองว่า นายน้อยอวี้ย๋าอี้ที่เดินทางมาถึงเป็นคนแรกคงจะคว้าของวิเศษชิ้นใหญ่ไปได้แล้ว และพวกแดนตะวันตกที่มาหาของวิเศษเหมือนกันก็แค่กำลังหาเรื่องแบล็กเมล์พวกเขาอยู่!
อวี้ย๋าอี้ถึงกับพูดไม่ออก
เขาได้แต่ก่นด่าในใจว่า ทำไมพวกเจ้าถึงได้ขยันหาเรื่องใส่ตัวยอมรับผิดแทนคนอื่นเขาง่ายดายขนาดนี้!
"ดี ในเมื่อพวกท่านยอมรับออกมาแล้วก็ดี"
สีหน้าของผู้บำเพ็ญเพียรแดนตะวันตกทะมึนทึงลงทันที
ต่อให้เป็นคนใจเย็นแค่ไหนเจอแบบนี้ก็ต้องมีน้ำโหกันบ้าง! ดินแดนตะวันตกของพวกเขารักสงบมาตลอด ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับการแก่งแย่งชิงดีของสามดินแดนที่เหลือเลยแม้แต่น้อย
ในแต่ละปีพวกเขาตั้งหน้าตั้งตาเก็บสมุนไพรหาเงินเข้ากระเป๋าอย่างเงียบๆ มาตลอด ใครจะไปคาดคิดว่าการทำตัวตัดขาดจากโลกภายนอกแบบนี้ จะทำให้คนอื่นมองว่าพวกเขากลายเป็นลูกพลับนิ่มที่ใครจะมารังแกเอาก็ได้!
พงหญ้าด้านหลังกลุ่มคนแดนตะวันตกเริ่มสั่นไหว เพียงไม่นานผู้บำเพ็ญเพียรนับสิบชีวิตก็ปรากฏตัวขึ้น บรรดาศิษย์หญิงจากสำนักเหอฮวนต่างคลี่ยิ้มงดงามเย้ายวน ทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยรังสีอำมหิต พวกนางสะบัดแส้ในมือไปมาอย่างเตรียมพร้อม
ในขณะที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายพุทธจากวัดเทียนอินก็ยกมือขึ้นประนม ท่องบทสวดมนต์พึมพำไม่ขาดปาก ม่านพลังสีทองตระการตาที่แผ่ออกมารอบตัวเริ่มเปล่งประกายเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณว่าพร้อมปะทะเต็มที่!
[จบบท]