บทที่ 10 : ยอดเขาตานติ่ง แค่กลิ่นอายก็ยังหอมหวน
ลู่หยางบอกลาโจวลู่ลู่แล้วมุ่งหน้ามายังยอดเขาตานติ่ง ทันทีที่สองเท้าเหยียบลงบนเชิงเขา กลิ่นหอมหวนของสมุนไพรก็ลอยมาเตะจมูกอย่างจัง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้า
"สมกับเป็นยอดเขาหลอมโอสถจริงๆ แค่สูดอากาศก็รู้สึกสดชื่นแล้ว ดินแดนเซียนในตำนานคงจะเป็นแบบนี้สินะ"
เขาอดไม่ได้ที่จะสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไปอีกหลายฟอด กลิ่นอายรื่นรมย์นั้นแทรกซึมไปทั่วร่างจนรู้สึกเบาหวิว คล้ายกับว่าตัวเขากำลังจะหลุดพ้นจากกิเลสและโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้า
"ศิษย์น้อง! อย่าสูดเข้าไป!"
เสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากไม่ไกลนัก เมื่อเจ้าของเสียงเห็นว่าลู่หยางสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไปเต็มปอดอีกหลายฟอด น้ำเสียงนั้นก็ยิ่งร้อนรนจนแทบจะกลายเป็นเสียงหลง
"ศิษย์น้อง รีบใช้เคล็ดวิชากลั้นหายใจเร็วเข้า! เอ๊ะ...ดูเหมือนเจ้าจะเป็นแค่คนธรรมดานี่ ถ้างั้นก็รีบเอามืออุดจมูกเดี๋ยวนี้! กลิ่นพวกนั้นมันเป็นก๊าซพิษที่ข้าทำพลาดตอนหลอมโอสถ..."
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ดังก้องอยู่ในหูของลู่หยางก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบลง
"สถานที่บ้าอะไรกัน... แค่กลิ่นอายก็ยังมีพิษ..."
ลู่หยางพึมพำออกมาได้เพียงแค่นั้น ร่างกายก็โอนเอนไร้เรี่ยวแรง โลกทั้งใบหมุนคว้างราวกับพายุพัด ก่อนที่ดวงตาจะมืดสนิทแล้วล้มพับกระแทกพื้นเสียงดังตึง เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีเลยว่า กลิ่นหอมหวนชวนดม ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีพิษซ่อนอยู่
เมื่อชายหนุ่มได้สติลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าขนาดใหญ่ของใครบางคนที่ชะโงกเข้ามาใกล้เสียจนแทบจะแนบชิด ลู่หยางตกใจจนสะดุ้งสุดตัว สติที่หลุดลอยไปเมื่อครู่กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ทันที
"ศิษย์น้องลู่ ตื่นแล้วหรือ หายเจ็บแล้วใช่หรือไม่"
ชายแปลกหน้าคนนั้นหัวเราะแห้งๆ ออกมาอย่างเก้อเขิน ป้ายหยกที่ห้อยอยู่ข้างเอวของลู่หยางคงจะบอกตัวตนของเขาไปแล้ว ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ พลางขยับตัว ทว่าความเจ็บปวดกลับแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย เขารู้สึกปวดเมื่อยเหมือนถูกคนจับปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วเอาไม้คลึงแป้งนวดจนแบนแต๊ดแต๋
พอลองกวาดสายตามองไปรอบๆ ถึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในห้องหลอมโอสถ กลิ่นสมุนไพรในนี้ฉุนกึกกว่าด้านนอกมาก แถมอุณหภูมิยังร้อนอบอ้าว ตรงกลางห้องมีเตาหลอมขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน รอบด้านเต็มไปด้วยชั้นวางของที่อัดแน่นไปด้วยมัดสมุนไพรและขวดกระเบื้องสีขาว ซึ่งน่าจะบรรจุโอสถที่หลอมเสร็จแล้ว
ส่วนบนพื้นก็รกเรื้อไปด้วยกองกระดาษร่างสูตรยาที่วางซ้อนกันเป็นตั้งๆ สลับกับกรงหนูขาวตัวเล็กๆ วางระเกะระกะไปหมด หากใครไม่คุ้นเคยกับสถานที่นี้ คงหาที่ว่างให้วางเท้าแทบไม่ได้ ในห้องนี้มีเตียงนอนอยู่แค่หลังเดียว ซึ่งก็คือเตียงที่ลู่หยางกำลังนอนอยู่นั่นเอง
"ข้าชื่ออู๋หมิง ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ศิษย์น้อง ตอนหลอมโอสถข้ามัวแต่คิดอะไรเพลินไปหน่อย ก็เลยคุมไฟไม่อยู่ เผลอหลอมโอสถจนกลายเป็นยาพิษไปเสียได้"
"แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป ถึงข้าจะพลาดหลอมยาพิษออกมาบ่อยๆ แต่ข้าก็ยังไม่เคยทำใครตายเลยสักคนเดียว!"
ศิษย์พี่อู๋หมิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจราวกับมันเป็นเรื่องน่าชื่นชมเสียนักหนา ลู่หยางได้แต่มองค้อนอยู่ในใจ ถ้าพูดแบบนี้มันน่าเป็นห่วงกว่าเดิมอีกไม่ใช่หรือ
ลู่หยางพยายามกัดฟันพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เขาค่อยๆ ขยับตัวถอยไปพิงมุมเตียงที่ติดกับกำแพง พอได้พิงหลังแล้วอาการปวดเมื่อยก็ทุเลาลงไปบ้าง ทว่าเขากลับรู้สึกคันยิบๆ ที่หลังศีรษะ พอเอื้อมมือไปจับดูก็พบว่ามันถูกพันด้วยผ้าพันแผล ลู่หยางนิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจถามออกไป
"ในเมื่อข้าแค่สูดก๊าซพิษเข้าไป แล้วทำไมหลังหัวข้าถึงมีผ้าพันแผลพันเอาไว้ด้วยเล่า"
"เอ่อ...ตอนที่ข้าแบกเจ้าเข้ามา ข้าดันเผลอใจลอยไปหน่อย หัวเจ้าก็เลยโขกพื้น แต่เจ้าไม่ต้องห่วง ขอแค่ยังมีลมหายใจ ยอดเขาตานติ่งของพวกเราก็รักษาให้หายขาดได้สบายมาก!"
อู๋หมิงรีบอธิบายด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาอวด
"โอสถที่ข้ามีอยู่ตอนนี้ฤทธิ์มันแรงเกินไป คนธรรมดาแบบเจ้ากินไม่ได้หรอก ระหว่างที่เจ้าสลบไป ข้าก็เลยตั้งใจหลอมโอสถที่คนธรรมดากินได้มาให้เจ้าโดยเฉพาะ ลองกินดูสักสองเม็ด"
ท่าทางของศิษย์พี่แห่งยอดเขาตานติ่งดูภูมิใจนำเสนอเสียจนน่าหมั่นไส้ เม็ดยาในมือเขามีสีเหลืองทองอร่าม แถมยังมีลวดลายวงแหวนสามเส้นประทับอยู่บนผิว ลู่หยางเคยอ่านเจอมาว่าลวดลายพวกนี้คือ 'ลายโอสถ' ซึ่งเป็นเครื่องหมายการันตีว่าโอสถเม็ดนี้ถูกหลอมออกมาได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ถึงแม้ยาจะดูดีแค่ไหน ลู่หยางก็ไม่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงอยู่ดี เดิมทีเขาแค่อยากมาขอยาอิ่มทิพย์ที่ยอดเขาตานติ่งสักสองสามเม็ดเท่านั้น ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย กลับต้องมานอนปวดร้าวระบมไปทั้งตัว แถมหัวยังแตกจนต้องพันแผลไว้อีก ขืนกินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปตอนนี้ ท่านพญามัจจุราชคงได้ปรบมือชมเชยว่าเขารนหาที่ตายเป็นแน่
"ไม่มีพิษหรอก ข้ารับรองได้!"
เมื่อเห็นว่าลู่หยางเอาแต่ทำหน้าระแวง อู๋หมิงก็เลยเดินไปหิ้วกรงหนูขาวตัวหนึ่งออกมาเป็นหนูทดลอง เจ้าหนูโชคร้ายตัวนั้นคงรู้ชะตากรรมของตัวเองดี ตอนที่ถูกจับแยกออกมา มันส่งเสียงร้องจี๊ดๆ ดิ้นรนสุดชีวิต คล้ายกำลังสั่งเสียลูกเมียเป็นครั้งสุดท้าย
ทันทีที่หนูขาวกลืนยาเม็ดนั้นลงคอ มันก็ล้มตึงขาดใจตายคาที่ ลูกเมียของมันในกรงเห็นดังนั้นก็ส่งเสียงร้องระงมราวกับใจสลาย ประหนึ่งมองเห็นอนาคตอันมืดมนของตัวเองรออยู่รำไร
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันตา ลู่หยางกับอู๋หมิงได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"อุบัติเหตุ... แค่อุบัติเหตุเท่านั้น ตัวมันเล็กจิ๋วเดียว โดนพิษเข้าไปนิดเดียวก็ตายแล้ว คนตัวโตๆ กินเข้าไปต้องไม่เป็นอะไรแน่ ข้าพอจะรู้แล้วว่าพลาดตรงไหน เจ้ารอเดี๋ยว ข้าจะหลอมให้ใหม่เดี๋ยวนี้"
เห็นศิษย์พี่ทำท่าจะก่อเรื่องอีก ลู่หยางก็รีบหาทางเบี่ยงเบนความสนใจทันที
"ศิษย์พี่อู๋หมิง ท่านบอกว่ามัวแต่คิดอะไรเพลินๆ จนเผลอใจลอย ท่านกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่หรือ"
วิธีนี้ได้ผลชะงัด อู๋หมิงหยุดชะงักไปทันที เขาทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเรียบเรียงคำพูดออกมา
"โอสถก็คือยา หัวใจสำคัญมันอยู่ที่คำว่า 'ยา' จริงหรือไม่ ยามีไว้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ แต่ยาอิ่มทิพย์ไม่ได้มีไว้รักษาคนป่วย แล้วทำไมเราถึงจัดให้มันเป็นโอสถด้วยเล่า"
"ถ้าบอกว่ายาอิ่มทิพย์คือโอสถ งั้นโอสถก็ไม่ได้มีไว้แค่รักษาโรค แต่ยังใช้กินแทนข้าวได้ด้วย ถ้าบอกว่ายาอิ่มทิพย์ไม่ใช่โอสถ แล้วมันควรจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่อะไรกันแน่"
ลู่หยางฟังแล้วก็ได้แต่นั่งอึ้ง คนปกติที่ไหนเขาจะมานั่งคิดเรื่องพรรค์นี้กัน ถ้าไม่บ้าถึงขั้นควักสมองออกมาโยนใส่เตาหลอมให้ไฟย่างสักสามวันสามคืน คงไม่มีทางตั้งคำถามพิลึกกึกกือแบบนี้ออกมาได้หรอก
"พอพูดถึงยาอิ่มทิพย์ ของสิ่งเดียวในห้องข้าที่คนธรรมดากินได้ก็คือเจ้านี่แหละ ข้ามีทั้งรสสตรอว์เบอร์รี รสแอปเปิล แล้วก็รสแตงโมเชียว เจ้าจะลองสักหน่อยหรือไม่ ไม่มีพิษแน่นอน"
อู๋หมิงล้วงเอายาเม็ดสีสันสดใสหน้าตาเหมือนลูกอมออกมาโชว์ให้ดู ลู่หยางนึกถึงหน้าท่านพญามัจจุราชที่คงกำลังยืนกวักมือเรียกอยู่รำไร เขาตัดสินใจปฏิเสธน้ำใจของศิษย์พี่อย่างเด็ดขาด บนยอดเขาตานติ่งยังมีศิษย์อีกตั้งมากมายที่หัดหลอมยาอิ่มทิพย์ ไปขอจากใครก็ได้ ความปลอดภัยน่าจะสูงกว่ารับของจากชายคนนี้เป็นไหนๆ
"ศิษย์น้อง วันหลังถ้าอยากได้โอสถอะไรก็มาหาข้าได้เลย ข้าทำให้ฟรีๆ ไม่คิดเงิน!"
เสียงตะโกนไล่หลังของอู๋หมิงดังแว่วมา ลู่หยางที่กำลังเดินกะเผลกออกจากห้องถึงกับต้องกลั้นใจเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
วันต่อมา ผู้อาวุโสเจ็ดแห่งยอดเขาตานติ่งได้ยินเรื่องราวชะตากรรมอันน่าสลดของลู่หยาง จึงสั่งให้คนนำโอสถสำหรับรักษาคนธรรมดามาให้ พร้อมกับยาอิ่มทิพย์อีกหนึ่งน้ำเต้าเต็มๆ ลู่หยางกินยาเข้าไป อาการบาดเจ็บก็หายเป็นปลิดทิ้ง
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ลู่หยางใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าทุกวินาที กิจวัตรประจำวันของเขาวนเวียนอยู่แค่สามที่ คือหอจ้างจิง ยอดเขาเหยียนฉวน และถ้ำบำเพ็ญเพียร ชายหนุ่มตั้งหน้าตั้งตาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโลกของผู้ฝึกตนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับนักเดินทางที่รอนแรมกลางทะเลทรายอันแห้งแล้ง แล้วบังเอิญค้นพบโอเอซิสที่เต็มไปด้วยน้ำจืดเย็นฉ่ำ เขาตักตวงความรู้เหล่านั้นอย่างหิวกระหาย
เมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือน ศิษย์ใหม่ทุกคนก็ได้กราบไหว้ฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสแต่ละท่านสมดั่งใจหมาย เมิ่งจิ่งโจวได้เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสสาม หม่านกู่ไปอยู่กับผู้อาวุโสสี่ หลี่ฮ่าวหรานผู้มีรากปราณอัคคีตกเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสห้า ส่วนเถาเยาเย่าที่มีกายาเซียนขนนกก็เข้าไปกราบผู้อาวุโสหก
เรื่องนี้ทำให้ลู่หยางประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เดิมทีเขาคิดว่าหม่านกู่จะไปอยู่กับผู้อาวุโสสามเหมือนเมิ่งจิ่งโจวเสียอีก ผู้อาวุโสสามเป็นผู้ฝึกตนสายกำลังกายาที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งวงการผู้ฝึกตน ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าไม่มีใครกล้าประลองกำลังหมัดมวยกับเขากันทั้งนั้น หม่านกู่ที่มีสายเลือดของชนเผ่าคนเถื่อนโบราณก็น่าจะเหมาะกับวิชาสายนี้ที่สุด
ทว่าผู้อาวุโสสี่กลับเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายวิชาการ ท่านมีความรู้แตกฉานและไม่ได้โดดเด่นเรื่องพละกำลัง ลู่หยางคิดจินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าทำไมหม่านกู่ถึงเลือกกราบผู้อาวุโสท่านนี้เป็นอาจารย์ ส่วนหลี่ฮ่าวหรานที่ไปอยู่กับผู้อาวุโสห้าผู้เชี่ยวชาญการหลอมอาวุธนั้นถือว่าเหมาะสมดีแล้ว เพราะเขามีรากปราณอัคคี สำหรับผู้อาวุโสหก ลู่หยางยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน แต่ได้ยินข่าวลือมาว่าท่านเป็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามจนแทบหยุดหายใจ ซ้ำยังมีกายาเซียนคล้ายคลึงกับเถาเยาเย่าอีกด้วย
ถึงเรื่องของหม่านกู่จะน่าแปลกใจ แต่มันก็ยังเทียบไม่ได้กับเรื่องของลู่หยางที่กลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งสำนัก เพราะเขาได้กราบท่านเจ้าสำนักผู้ลึกลับเป็นอาจารย์!
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าท่านเจ้าสำนักใช้ชีวิตอย่างสันโดษและไม่ได้รับศิษย์ใหม่มานานกว่าร้อยปีแล้ว เหล่าศิษย์ในสำนักต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบนินทา ไม่มีใครเข้าใจเลยว่าทำไมท่านเจ้าสำนักที่กำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ถึงได้ยอมรับลู่หยางเป็นศิษย์ ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ลู่หยางก็ถูกศิษย์พี่หญิงใหญ่อวิ๋นจือพาตัวมุ่งหน้าไปยังยอดเขาเทียนเหมิน ซึ่งเป็นสถานที่พำนักของท่านเจ้าสำนักในที่สุด
[จบบท]