บทที่ 11 : ฝากตัวเป็นศิษย์
บนยอดเขาเทียนเหมิน ณ ตำหนักเซียนเทียน ลู่หยางยืนตัวตรงด้วยท่าทีสำรวม เขากำลังรอคอยการปรากฏตัวของผู้เป็นอาจารย์อย่างเคารพนบนอบ
บรรยากาศภายในตำหนักเงียบสงบและเย็นเยียบ ไร้ซึ่งฝุ่นธุลีแม้แต่น้อย ควันธูปสายบางเบาลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้สงบนิ่ง
สายตาของชายหนุ่มเหลือบไปเห็นป้ายวิญญาณสามป้ายตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นบูชากลางตำหนัก บนป้ายเหล่านั้นจารึกนามของ นักพรตเซียนเทียน เทียนจุนกุยหยวน และ เต้าจวินฮั่นไห่ ตามลำดับ
ลู่หยางคุ้นเคยกับนามก้องโลกทั้งสามนี้เป็นอย่างดี เพราะพวกเขาล้วนเป็นบุคคลที่มีความหมายยิ่งใหญ่ต่อสำนักเวิ่นเต้า
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งแสนสองหมื่นปีก่อน นักพรตเซียนเทียนได้ก้าวล่วงออกจากอารามเต๋า แล้วมาก่อตั้งสำนักเวิ่นเต้าขึ้นมาด้วยตัวเอง ในยุคนั้นเขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น
หากนับยอดฝีมือที่มีระดับพลังเทียบเท่าเขาในดินแดนส่วนกลางแล้ว ถึงไม่มีเป็นหมื่นก็ต้องมีเฉียดแปดพันคน ด้วยเหตุนี้ ในช่วงแรกเริ่มที่ก่อตั้ง สำนักเวิ่นเต้าจึงเป็นเพียงแค่สำนักเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน โลกหล้าเกิดความโกลาหลวุ่นวาย ทว่าสำนักเวิ่นเต้ากลับให้กำเนิดอัจฉริยะเหนือคนขึ้นมาผู้หนึ่ง แม้พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของเขาจะจัดว่าไม่ติดห้าสิบอันดับแรกของยุคด้วยซ้ำ
แต่เขากลับเป็นคนฉลาดหลักแหลม ผูกมิตรเก่ง รักพวกพ้อง ซ้ำยังมีวาสนาหนุนนำอย่างน่าประหลาด เขาผงาดขึ้นมาท่ามกลางกลียุค ก้าวทะยานไปตามกระแสธารแห่งกาลเวลา จนกลายเป็นผู้ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของยุคสมัย
ความยิ่งใหญ่ของเขาในตอนนั้นเรียกได้ว่าไร้ผู้ต่อกร ระดับพลังก็สูงส่งจนหาคนทัดเทียมได้ยากยิ่ง และนามอันเกรียงไกรของเขาก็คือ เทียนจุนกุยหยวน
สำนักเวิ่นเต้าเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดด้วยน้ำมือของเทียนจุนกุยหยวน พลิกโฉมจากสำนักเล็กๆ กลายเป็นขุมกำลังระดับแนวหน้าของแผ่นดินในชั่วข้ามคืน
และในงานเฉลิมฉลองครบรอบสองหมื่นปีของสำนัก สหายสนิทมิตรสหายมากหน้าหลายตาต่างพากันมาร่วมแสดงความยินดี เขาจึงอาศัยโอกาสนี้ ร่วมมือกับยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งยุคอีกสี่ท่าน ก่อตั้งนาม 'ห้าสำนักเซียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด' ขึ้นมา จนได้รับการยอมรับจากคนทั้งหล้า
ทว่าบนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน เมื่อเวลาผ่านพ้นไปอีกห้าหมื่นปี สำนักเวิ่นเต้าก็ตกต่ำลง ผู้อาวุโสในสำนักถ้าไม่อายุขัยใกล้สิ้นสุดก็ล้วนตกตายอย่างอนาถ คนที่พอจะประคับประคองสถานการณ์ไว้ได้ก็มีเพียงหยิบมือ
ซ้ำร้ายศิษย์รุ่นใหม่ก็ไม่มีใครเอาไหนเลยสักคน จนตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนคนเก่งกาจมาสานต่อ ถึงขั้นมีข่าวลือหนาหูว่าสำนักเวิ่นเต้ากำลังจะหลุดจากตำแหน่งห้าสำนักเซียน
แต่ดูเหมือนว่าสำนักเวิ่นเต้าจะยังมีโชคชะตาค้ำจุนอยู่จริงๆ วันหนึ่งมีผู้อาวุโสของสำนักออกไปปราบมารร้าย แล้วบังเอิญช่วยชีวิตเด็กน้อยคนหนึ่งออกมาจากซากปรักหักพัง ก่อนจะพากลับมายังสำนัก
หลังจากนั้นทุกคนก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าเด็กคนนี้คืออัจฉริยะในการฝึกตนที่หาตัวจับได้ยากยิ่ง และเด็กน้อยก็ไม่ทำให้ใครผิดหวัง ระดับพลังของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่ปีก็กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นก้าวข้ามทัณฑ์สวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น
เด็กน้อยคนนั้นมีฉายาว่า เต้าจวินฮั่นไห่ ซึ่งคนรุ่นหลังต่างยกย่องให้เขาเป็นปรมาจารย์ผู้กอบกู้สำนักเวิ่นเต้า ผู้สืบสานความรุ่งโรจน์ของสำนักให้คงอยู่มานานกว่าห้าหมื่นปีจวบจนถึงปัจจุบัน
"ศิษย์พี่ใหญ่ แล้วอาจารย์ของพวกเราล่ะขอรับ?"
ลู่หยางดึงสายตากลับมา เขายืนรออยู่ในตำหนักตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นใครคนอื่นโผล่มาเลยนอกจากศิษย์พี่หญิงใหญ่
"ช่วงนี้อาจารย์กำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ เป็นช่วงสำคัญพอดีเลยปลีกตัวมาไม่ได้ ข้าก็เลยต้องมารับศิษย์แทนอาจารย์ แล้วก็จะเป็นคนสอนเจ้าฝึกบำเพ็ญเพียรเอง"
อวิ๋นจืออธิบายเหตุผล ก่อนจะพูดต่อเพื่อสร้างความเข้าใจ
"ก่อนจะเริ่มฝึก ข้าจะแนะนำสายของพวกเราให้ฟังคร่าวๆ ก่อน อาจารย์ของพวกเราไม่ค่อยมีกฎเกณฑ์อะไรมากหรอก ขอแค่เจ้าไม่ทำอะไรที่มันเกินเลยจนผิดลูกผิดเมียชาวบ้าน หรือทำเรื่องชั่วช้าจนคนเขาสาปแช่ง เขาก็ไม่สนหรอก"
"แต่ข้ามีเส้นแบ่งความอดทนสูงกว่าเขานิดหน่อย เรื่องที่เขาไม่สน ข้าจะเป็นคนสนเอง"
อวิ๋นจือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ก่อนจะพูดถึงสมาชิกคนอื่นในสาย
"อาจารย์มีศิษย์ทั้งหมดสี่คน นอกจากเจ้ากับข้าแล้ว เจ้ายังมีศิษย์พี่ชายกับศิษย์พี่หญิงอีกอย่างละคน คนหนึ่งไปอยู่ดินแดนพุทธทางตะวันตก ส่วนอีกคนไปอยู่แดนปีศาจทางใต้ พวกเขาไม่ค่อยกลับมาสำนักหรอก นานๆ ถึงจะได้เจอหน้ากันสักที"
"รอให้เจ้าฝึกจนเก่งแล้วค่อยออกไปท่องยุทธภพ ถึงตอนนั้นคงมีโอกาสได้เจอพวกเขาบ้าง ส่วนตอนนี้..."
อวิ๋นจือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงเอาม้วนภาพวาดพู่กันจีนสามม้วนออกมาคลี่วางเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดาน ซึ่งนั่นก็คือภาพของอาจารย์ ศิษย์พี่รอง และศิษย์พี่สามที่ลู่หยางยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเลยสักครั้ง
บุคคลทั้งสามในภาพวาดต่างส่งยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ภาพของอาจารย์เป็นชายชราผมขาวโพลน ทว่าแววตากลับกระจ่างใสไม่ขุ่นมัวเหมือนคนแก่ทั่วไป ดูราวกับเป็นยอดคนเหนือโลกที่ชอบเที่ยวเล่นสนุกสนานไปวันๆ
ส่วนภาพของศิษย์พี่รองเป็นชายหนุ่มรอยยิ้มละมุน คิ้วเข้มดุจกระบี่ นัยน์ตาเป็นประกาย ดูหล่อเหลาและอ่อนโยน และภาพของศิษย์พี่สามเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจเกินบรรยาย รูปร่างหน้าตาสวยงามระดับล่มเมืองทีเดียว
"อาจารย์กำชับมาเป็นพิเศษว่า พอนับเจ้าด้วยแล้วสายเราก็มีกันแค่ห้าคน ตอนเจ้าทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์ ถ้ามีแค่ข้ากับเจ้าสองคนมันจะดูเหงาไปหน่อย อาจารย์ก็เลยเตรียมภาพวาดของพวกเขาสามคนไว้ให้ จะได้เหมือนกับว่าพวกเขาก็มาร่วมงานด้วย"
ลู่หยางมองหน้าศิษย์พี่หญิงใหญ่สลับกับภาพวาดสีขาวดำที่เหมือนจริงจนแทบจะจับต้องได้เหล่านั้น สายตาของคนในภาพที่จ้องมองมาทำเอาเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
บรรยากาศมันดูเหมือนว่าคนในสำนักพากันสละชีพเพื่อชาติจนหมดเกลี้ยง เหลือรอดแค่เขากับศิษย์พี่หญิงใหญ่ยังไงยังงั้น!
จู่ๆ ก็มีธูปวิญญาณสามดอกปรากฏขึ้นตรงหน้าลู่หยาง เป็นอวิ๋นจือที่ยื่นมาให้นั่นเอง
"นี่คือธูปสื่อสาร มันช่วยส่งความในใจออกไปได้ เจ้าจุดธูปสามดอกนี้ให้อาจารย์สิ จะได้สื่อให้เขารู้ว่าเจ้าซาบซึ้งแล้วก็เคารพเขามากแค่ไหน"
ธูปวิญญาณทั้งสามดอกถูกจุดจนติดไฟ ก่อนจะถูกปักลงในกระถางธูปใบเล็กที่ตั้งอยู่หน้าภาพวาดของอาจารย์
"ศิษย์ขอให้ปรมาจารย์เป็นพยาน อาจารย์ที่เคารพ โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วยขอรับ"
ลู่หยางคุกเข่าคำนับ ทว่าในใจกลับอดคิดไม่ได้ว่า ทำแบบนี้แล้วมันยิ่งดูเหมือนงานศพเข้าไปใหญ่เลยไม่ใช่หรือไง!
เมื่อพิธีฝากตัวเป็นศิษย์เสร็จสิ้นลง ลู่หยางก็ถามขึ้นด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ
"ศิษย์พี่ใหญ่ ถึงข้าถามแบบนี้มันจะดูอกตัญญูไปหน่อยก็เถอะ แต่อาจารย์ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ใช่ไหมขอรับ?"
ชายหนุ่มนึกกลัวจับใจว่าอวิ๋นจือจะแสยะยิ้มเย็นชา แล้วพูดประโยคทำนองว่า 'เรื่องที่อาจารย์ตายแล้วเบื้องบนปิดข่าวเอาไว้ดันหลุดรอดไปถึงหูเจ้าจนได้ แบบนี้คงปล่อยเจ้าไว้ไม่ได้แล้ว' อะไรทำนองนั้นออกมา
อวิ๋นจือได้แต่งุนงง นางไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจู่ๆ ลู่หยางถึงถามอะไรแปลกๆ แบบนี้
"ก็ต้องยังมีชีวิตอยู่สิ"
หญิงสาวตอบกลับทันควัน ก่อนจะดึงบทสนทนากลับเข้าเรื่องหลัก
"ข้าดูคะแนนสอบของเจ้าที่ยอดเขาเหยียนฉวนแล้วนะ เจ้าจำตำแหน่งจุดชีพจรกับเส้นลมปราณในร่างกายได้แม่นมาก คาถาพื้นฐานก็ท่องได้เขียนได้ ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ความตั้งใจเรียนแบบนี้น่าชื่นชมมาก"
"หลังจากนี้พวกเราจะมาเริ่มบำเพ็ญเพียรกันอย่างจริงจังเสียที"
ทันทีที่ได้ยินลู่หยางก็ยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้น เขาตั้งใจฟังสิ่งที่นางกำลังจะพูดต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุดเขาก็จะได้เริ่มฝึกวิชาเสียที
ทว่าเมื่อการบำเพ็ญเพียรเริ่มขึ้น ประโยคแรกที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่เอ่ยปากพูดกลับทำเอาเขาแทบหงายหลัง
"ข้าเพิ่งเคยสอนคนอื่นเป็นครั้งแรก เจ้าก็เพิ่งเคยเป็นศิษย์ครั้งแรกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพวกเราก็ทนๆ กันไปหน่อยก็แล้วกัน"
อวิ๋นจือพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเสริมต่อเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย
"แต่เจ้าก็ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ข้าเตรียมตัวสำหรับวันนี้มาอย่างดีเลยล่ะ"
พูดจบอวิ๋นจือก็หยิบเอาขวดยาขวดเล็กขวดน้อยออกมาวางเรียงกันเป็นแถว บนขวดมีชื่อโอสถแปะเอาไว้ ซึ่งแต่ละชื่อล้วนเป็นสิ่งที่ลู่หยางเคยได้ยินกิตติศัพท์ความน่ากลัวมาแล้วทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น 'โอสถกระดูกขาว' ที่ช่วยชุบชีวิตคนตายและสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ได้ หรือ 'โอสถเจดีย์เจ็ดชั้น' ที่เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์สะสมบุญของดินแดนพุทธทางตะวันตก แค่ช่วยชีวิตคนคนหนึ่งไว้ได้ก็ถือว่าได้บุญมหาศาล ใครก็ตามที่กินยานี้เข้าไป ดินแดนพุทธก็จะได้รับบุญกุศลไปด้วย
รวมไปถึง 'โอสถเก้าวัฏสงสาร' ที่มีคำเปรียบเปรยในวงการผู้ฝึกตนว่า หากผ่านความตายมาได้ถึงเก้าครั้ง ก็แลกกับการมีชีวิตรอดได้เพียงครั้งเดียว
มียาพวกนี้อยู่ครบมือขนาดนี้ ลู่หยางคิดอยากจะตายก็คงยากแล้วล่ะ!
"ก่อนจะรวบรวมลมปราณ เจ้าต้องฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งเสียก่อน ถึงเจ้าจะไม่เคยฝึกร่างกายมาก่อนเลยก็ไม่เป็นไร พวกเรามาเริ่มนับจากศูนย์กันใหม่ได้"
อวิ๋นจือโบกมือฝ่ามิติเบาๆ ก่อนจะดึงเอาโอ่งมังกรใบใหญ่สองใบออกมาจากแหวนมิติ เสียงโอ่งกระแทกพื้นดังตึงทำเอาลู่หยางใจหายวาบ ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในใจทันที
"พวกใช้กระบี่อย่างพวกเราต้องเน้นทั้งเจตนากระบี่และพละกำลังแขน เพราะฉะนั้นการฝึกร่างกายขั้นตอนแรก พวกเราต้องเน้นไปที่การสร้างกล้ามเนื้อแขนก่อน ข้าจะทำให้ดูแค่รอบเดียว เจ้าตั้งใจดูให้ดีล่ะ"
หญิงสาวก้าวเท้าขึ้นไปเหยียบขอบโอ่งใบหนึ่งอย่างคล่องแคล่วราวกับกำลังเดินอยู่บนพื้นราบ จากนั้นนางก็ใช้มือข้างหนึ่งจับขอบโอ่งอีกใบเอาไว้ แล้วออกแรงยกขึ้นเบาๆ ก่อนจะปล่อยมือ
ในจังหวะที่โอ่งใบนั้นกำลังจะร่วงลงพื้น นางก็สลับมืออีกข้างไปจับขอบโอ่งเอาไว้แทน นางทำแบบนี้สลับไปมาอย่างต่อเนื่อง ท่วงท่าลื่นไหลงดงามราวกับสายน้ำ ดูแล้วเพลินตาเป็นที่สุด
ซึ่งถ้าไม่นึกถึงสภาพแขนที่จะต้องรับภาระหนักอึ้ง วิธีนี้ก็คงช่วยสร้างกล้ามแขนได้ดีจริงๆ นั่นแหละ
"ทำได้แค่นี้ก็พอแล้ว"
อวิ๋นจือวางโอ่งลงอย่างเบามือ น้ำเสียงของนางฟังดูสบายๆ ราวกับไม่ได้ออกแรงอะไรเลย
ลู่หยางลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น ไม่ต้องลองยกดูก็รู้ว่าโอ่งใบนี้มันสูงตั้งครึ่งตัวคน ถ้าจับเขายัดลงไปแล้วเททรายกลบฝังดินก็ยังเหลือพื้นที่ถมเถ
การต้องมาเล่นโยนรับโอ่งใบยักษ์สลับมือไปมาแบบนี้ มันไม่ใช่การฝึกวิชาแล้ว นี่มันเอาชีวิตมาทิ้งชัดๆ!
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าแล้วก้าวฉับๆ ตรงไปหาโอ่งมังกรใบนั้น เขากลั้นหายใจ ใช้มือข้างหนึ่งจับขอบโอ่งแล้วออกแรงยกขึ้นหมายจะรวดเดียวจบ
ทว่าโอ่งกลับนิ่งสนิท ไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด
เมื่อเห็นดังนั้นลู่หยางจึงเปลี่ยนมาใช้สองมือจับขอบโอ่งแทน เขาออกแรงฮึดสู้จนหน้าดำหน้าแดง งัดเอาพลังแฝงทั้งหมดที่มีในชีวิตออกมาใช้ จนในที่สุดโอ่งใบยักษ์ก็ยอมขยับเขยื้อนสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับต้องการจะบอกให้รู้ว่าชายหนุ่มพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วจริงๆ
[จบบท]