บทที่ 26 : ภูมิหลังของตระกูลเมิ่ง
ภายในพื้นที่ของสำนักเวิ่นเต้าไม่ได้มีเพียงแค่สถานที่สำหรับบำเพ็ญเพียรเท่านั้น ทว่ากลับเต็มไปด้วยกิจการร้านรวงมากมายที่คอยอำนวยความสะดวก ทั้งแหล่งของกินและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจก็ล้วนมีให้เลือกสรรอย่างครบครัน
นั่นเป็นเพราะการฝึกตนไม่ใช่การเก็บตัวปิดด่านอย่างเอาเป็นเอาตาย การเอาแต่ฝึกฝนอย่างแห้งแล้งน่าเบื่อหน่ายไม่อาจทำให้ผู้ใดบรรลุเป็นเซียนได้ ด้วยเหตุนี้สถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ควรจะมีจึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับศิษย์ในสำนัก อย่างเช่นร้านหม้อไฟชวนสู่ที่เคยพูดถึงไปก่อนหน้านี้ หรือแม้กระทั่งสถานที่ที่พวกเขาทั้งสามคนกำลังมุ่งหน้าไป... หอไป่เซียง
ลู่หยางเคยได้ยินมาว่าเมื่อก่อนสำนักเวิ่นเต้าไม่ได้เป็นเช่นนี้ ในอดีตการฝึกตนก็คือการฝึกตน ผู้อาวุโสล้วนห้ามปรามไม่ให้ศิษย์ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องไร้สาระพวกนี้ เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณแห่งการแสวงหามรรคผล
กระทั่งอดีตเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสรุ่นก่อนพากันสละตำแหน่ง แล้วเปลี่ยนผ่านอำนาจมาสู่มือของเจ้าสำนักคนปัจจุบันรวมถึงผู้อาวุโสทั้งแปด บรรยากาศภายในสำนักเวิ่นเต้าก็พลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง
ผู้มีอำนาจในยุคนี้ต่างส่งเสริมให้เหล่าศิษย์รู้จักแบ่งเวลา เวลาฝึกก็จงตั้งใจฝึก เวลาพักก็ควรปล่อยวาง เพื่อให้ร่างกายและจิตใจประสานกันอย่างสมดุล
หากจะยืมคำพูดของคนเหล่านั้นมาอธิบาย ก็คงต้องบอกว่า หากเรื่องแค่นี้ยังทำให้จิตใจวอกแวกจนเสียสมาธิได้ แล้วจะมาบำเพ็ญเพียรหาอะไรกัน
สำหรับลู่หยางแล้ว เขารู้สึกว่าค่านิยมของสำนักเวิ่นเต้าในตอนนี้ช่างบิดเบี้ยวเหลือเกิน ชายหนุ่มตั้งปณิธานไว้ในใจว่า หากวันใดที่เขาได้ก้าวขึ้นเป็นเบื้องบนของสำนัก เขาจะต้องจัดระเบียบที่นี่เสียใหม่ให้จงได้
บรรยากาศภายในหอไป่เซียงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยจอแจดังระงมไปทั่วบริเวณ ศิษย์สำนักเวิ่นเต้าจำนวนไม่น้อยมักจะมารวมตัวกันที่นี่หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจหรือเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกฝน
พวกเขาเลือกใช้สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ นั่งกินข้าว พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงแบ่งปันเคล็ดลับต่างๆ ที่ได้พบเจอมา แน่นอนว่าหากไม่นับเรื่องบรรยากาศ รสชาติอาหารของที่นี่ก็อร่อยกว่าโรงอาหารของสำนักอยู่หลายส่วน
เมิ่งจิ่งโจวตะโกนสั่งความ
"เสี่ยวเอ้อ โต๊ะเก้าที่จองไว้ ขอจานชามสามชุด อาหารก็เอาตามที่ข้าสั่งไว้ก่อนหน้านี้เลย"
"ได้ขอรับ นายท่านรอสักประเดี๋ยว"
พนักงานต้อนรับรับคำอย่างขันแข็ง
เมื่อเดินขึ้นมาถึงชั้นสอง กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารจากโต๊ะอื่นๆ ก็ลอยมาเตะจมูก กลิ่นยั่วน้ำลายนั้นชวนให้กระเพาะอาหารทำงานจนเผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
ลู่หยางจ้องมองแผ่นหลังของพนักงานต้อนรับคนนั้นอยู่นาน กระทั่งร่างของอีกฝ่ายเดินลับหายไปตรงบันได เขาถึงได้ยอมละสายตา ชายหนุ่มเพิ่งตระหนักได้ว่า แม้แต่พนักงานในร้านอาหาร เขาก็ยังมองระดับพลังบำเพ็ญเพียรของอีกฝ่ายไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
ระหว่างรออาหาร ลู่หยางและเถาเยาเย่าต่างก็หันมองรอบกายด้วยความสนใจ พวกเขาไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้นัก เพราะปกติแล้วลู่หยางมักจะฝากท้องไว้ที่ยอดเขาเทียนเหมิน ส่วนเถาเยาเย่าก็ทำอาหารกินเอง พวกเขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องแวะเวียนมาที่นี่
เมิ่งจิ่งโจวดูคุ้นเคยกับสถานที่แบบนี้เป็นอย่างดี เขาหันไปคุยกับสหาย
"พวกเจ้าคงไม่เคยมาที่นี่ล่ะสิ ข้าจะบอกให้ ของกินที่นี่อร่อยมาก มีทุกอย่างที่เจ้าอยากกิน ลองดูรายการอาหารพวกนี้สิ"
ลู่หยางรับสมุดรายการอาหารมาเปิดดู เพียงแค่หน้าแรกเขาก็ต้องชะงักด้วยความประหลาดใจ
บนหน้ากระดาษแผ่นนั้นไม่มีรายชื่ออาหารเลยสักอย่าง มีเพียงข้อความตัวใหญ่สะดุดตาเขียนเอาไว้ว่า 'ทางร้านจำหน่ายเฉพาะอาหารปรุงสุก ไม่จำหน่ายวัตถุดิบ ขออภัยในความไม่สะดวก'
เมื่อพลิกไปหน้าถัดไปถึงจะพบรายชื่ออาหาร ซึ่งแต่ละรายการล้วนระบุราคาไว้สองแบบ คือจ่ายด้วยแต้มผลงาน หรือจะจ่ายด้วยหินวิญญาณก็ได้
'หยาดอสนีบาตนึ่งซีอิ๊ว สกัดจากเศษเสี้ยวพลังสายฟ้าที่หลงเหลือจากผู้ฝึกตนขณะก้าวข้ามทัณฑ์สวรรค์ ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในมรรคาแห่งสายฟ้า'
'ช้างยักษ์เหมันต์ตุ๋นน้ำแดง ทำจากเนื้อช้างยักษ์เหมันต์ สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดินแดนทางเหนืออันหนาวเหน็บ พวกมันคือเจ้าถิ่นผู้แข็งแกร่ง ช้างยักษ์ที่โตเต็มวัยเพียงแค่กระทืบเท้าก็สามารถบดขยี้ภูเขาน้ำแข็งให้แหลกละเอียด ทั้งยังยืนหยัดต้านทานหิมะถล่มได้อย่างสบาย'
'ผัดมะเขือเทศใส่ไข่ ทางร้านมีให้เลือกทั้งไข่ไก่ธรรมดา ไข่ไก่ฟ้าแปดสมบัติ ไปจนถึงไข่พญาครุฑปีกทอง'
ทันทีที่เห็นราคา ลู่หยางถึงกับต้องเดาะลิ้น ของพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานอย่างพวกเขาจะกินได้เลย และแน่นอนว่าราคาของมันก็แพงหูฉี่จนพวกเขาไม่มีปัญญาจ่าย
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางเมนูที่พอจะเอื้อมถึงอยู่บ้าง อย่างเช่น โอสถอิ่มทิพย์คั่วพริกเกลือ เป็นต้น
เถาเยาเย่าเห็นลู่หยางเอาแต่ขมวดคิ้วมุ่น นางคิดว่าชายหนุ่มคงตกใจกับราคาอาหาร จึงถามด้วยรอยยิ้ม
"เป็นอะไรไป เจอเรื่องหนักใจเข้าหรือ"
"เจ้าดูนี่สิ ความหมายของการอิ่มทิพย์ก็คือการดูดซับไอพลังฟ้าดินแทนการกินข้าว ถ้ากินโอสถอิ่มทิพย์ก็เท่ากับได้อิ่มทิพย์"
"ก็ถูกแล้วนี่"
เถาเยาเย่าพยักหน้าเห็นด้วย
"แล้วถ้ากินโอสถอิ่มทิพย์คั่วพริกเกลือล่ะ แบบนั้นนับว่ากินข้าว หรือนับว่าอิ่มทิพย์กันแน่"
คำถามนั้นทำเอาเถาเยาเย่าและเมิ่งจิ่งโจวถึงกับชะงักไป ในคราแรกพวกเขารู้สึกว่ามันช่างเป็นคำถามที่ไร้สาระสิ้นดี แต่เมื่อลองคิดทบทวนดูให้ดี กลับพบว่ามันแฝงไปด้วยความลึกซึ้งอย่างประหลาด
พวกเขาทั้งสามถึงขั้นเรียกพนักงานต้อนรับมาถามไถ่ ทว่าอีกฝ่ายกลับยืนนิ่งอึ้งจนตอบไม่ถูก
ทำงานที่นี่มาตั้งนาน เขาเพิ่งเคยเจอแขกที่ตั้งคำถามแบบนี้เป็นครั้งแรก
นี่เป็นเพราะทางร้านทำอาหารช้าเกินไปจนแขกว่างจัดหรือยังไง
"อาหารที่นี่ราคาไม่เบาเลยนะ แต้มผลงานของเจ้าพอจ่ายหรือ"
ลู่หยางเลิกสนใจเรื่องโอสถอิ่มทิพย์ แล้วหันมากลุ้มใจเรื่องเงินจ่ายค่าอาหารแทน
เมิ่งจิ่งโจวเพิ่งจะเคยทำภารกิจไปแค่สามครั้ง จะไปมีแต้มผลงานมากมายก่ายกองมาจากไหน
ไอ้เรื่องที่บอกว่าจะเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่เขาและเถาเยาเย่า แล้วสุดท้ายต้องมาจบลงด้วยการพากันล้างจานใช้หนี้เนี่ย ดูยังไงก็เป็นเรื่องที่คนอย่างเมิ่งจิ่งโจวทำได้แน่ๆ
"ใครเขาใช้แต้มผลงานกัน ข้าจ่ายด้วยหินวิญญาณต่างหาก"
เมิ่งจิ่งโจวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงของคนมีเงิน
เถาเยาเย่าหันมามองลู่หยางด้วยความแปลกใจ นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเขาถึงไปห่วงว่าคนตระกูลเมิ่งจะไม่มีเงิน
"เจ้าไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลเมิ่งเลยหรือ"
"ตระกูลเมิ่งของเขาดังมากหรือไง"
ลู่หยางถามกลับด้วยความสงสัย
ดินแดนส่วนกลางกว้างใหญ่ไพศาล ต่อให้ผู้ฝึกตนใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจเดินทางสำรวจได้จนทั่ว ในโลกนี้มีตระกูลที่ใช้แซ่เมิ่งตั้งมากมาย เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่าตระกูลเมิ่งของสหายคือตระกูลไหน
รู้จักกันมาตั้งนาน เขาไม่เคยได้ยินเมิ่งจิ่งโจวพูดถึงเรื่องครอบครัวเลยสักครั้ง
ตอนที่เมิ่งจิ่งโจวมาเข้ารับการทดสอบที่สำนักเวิ่นเต้า อีกฝ่ายก็มาตัวคนเดียวโดยไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่คอยติดตาม ลู่หยางยังแอบคิดเลยว่าตระกูลของสหายคงตกต่ำจนถึงขีดสุด ถึงต้องฝากความหวังในการกอบกู้ตระกูลไว้กับรากปราณหยางบริสุทธิ์ของเมิ่งจิ่งโจวเพียงคนเดียว
"ก็ตระกูลที่โด่งดังที่สุดนั่นแหละ"
ดวงตาของลู่หยางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก เมื่อรู้เสียทีว่าตระกูลของสหายคือตระกูลใด
ในบรรดาตระกูลเมิ่งทั้งหมด หากจะกล่าวถึงตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นตระกูลเมิ่งแห่งเมืองหลวง
"หมายถึงตระกูลเมิ่งแห่งเมืองหลวง ที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ต้าเซี่ย จนก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นมาได้สำเร็จนั่นหรือ!"
ลู่หยางถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ ตระกูลเมิ่งแห่งเมืองหลวงนั้นมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เหนือคณานับ เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนแผ่นดินลุกเป็นไฟ โบราณว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ บรรพบุรุษตระกูลเมิ่งและปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ต้าเซี่ยได้ลุกฮือขึ้นจับอาวุธ นำทัพกรีธาปราบปรามความวุ่นวาย จนก่อเกิดเป็นตำนานการศึกอันเลื่องชื่อ
เรื่องราววีรกรรมของพวกเขา ยังคงถูกนักเล่านิทานตามโรงน้ำชาหยิบยกมาเล่าขาน และถูกนำไปแสดงเป็นงิ้วมาจนถึงทุกวันนี้ โดยไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน ราชวงศ์ก่อนหน้าเผชิญกับศึกหนักทั้งภายในและภายนอก จนถึงกาลล่มสลาย แผ่นดินตกอยู่ในยุคเข็ญ เผ่าปีศาจและอสูรทะเลต่างละทิ้งถิ่นฐานของตน เพื่อหวังจะเข้ามาแย่งชิงความอุดมสมบูรณ์ในดินแดนส่วนกลาง
บรรพบุรุษตระกูลเมิ่งได้รวบรวมกำลังพลจากดินแดนบรรพชนทางตะวันออก ออกปราบปรามศัตรูไปทั่วทุกสารทิศ รอนแรมทำศึกเป็นระยะทางนับหมื่นนับแสนลี้ สังหารเผ่าปีศาจจนต้องเตลิดหนีกลับแดนปีศาจ ขับไล่อสูรทะเลให้ถอยร่นกลับสู่ทะเลตะวันออก บังคับให้เหล่ากบฏและขุนศึกน้อยใหญ่ต้องยอมศิโรราบ
บรรพบุรุษตระกูลเมิ่งนำทัพทำศึกยาวนานนับพันปี จนสามารถยึดครองแผ่นดินส่วนกลางได้ถึงครึ่งหนึ่ง ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค
ส่วนผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งที่สามารถยึดครองแผ่นดินอีกครึ่งหนึ่งได้ ก็คือปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ต้าเซี่ยนั่นเอง
ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ต้าเซี่ยก็สามารถขับไล่ชนเผ่าคนเถื่อนและสัตว์ปีศาจ ยุติกลียุค และปกครองแผ่นดินได้ครึ่งหนึ่งเช่นกัน ผลงานของทั้งสองฝ่ายนั้นยิ่งใหญ่ทัดเทียมจนยากจะชี้วัดว่าใครเหนือกว่าใคร
ในเวลานั้น ผู้คนทั่วหล้าต่างคาดเดากันว่า ขั้วอำนาจทั้งสองอาจจะแบ่งแผ่นดินส่วนกลางกันปกครองคนละฝั่ง หรือไม่ก็ต้องเปิดศึกสายเลือดเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียว
เหล่านักการทหารต่างพากันกางตำราพิชัยสงคราม คาดเดาสถานการณ์ว่าฝ่ายใดจะได้เปรียบ และหากตกเป็นรองจะต้องพลิกแพลงกลยุทธ์เช่นไรเพื่อเอาชนะ
ทว่าสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ ทั้งบรรพบุรุษตระกูลเมิ่งและปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ต้าเซี่ยต่างมีความเห็นตรงกันว่า แผ่นดินนี้ทนรับไฟสงครามมานานนับพันปี ราษฎรล้มตาย บ้านเมืองพินาศย่อยยับราวกับขุมนรก หากยังขืนทำศึกต่อไป ก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าความวุ่นวายนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด และจะต้องสังเวยชีวิตผู้คนไปอีกมากมายสักเท่าไร
จุดมุ่งหมายในการทำศึกของพวกเขา คือการคืนความสงบสุขให้แก่ใต้หล้า ไม่ใช่การแย่งชิงบัลลังก์
ด้วยเหตุนี้ บรรพบุรุษตระกูลเมิ่งและปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ต้าเซี่ยจึงตัดสินใจยุติการทำสงครามเต็มรูปแบบ แล้วเลือกที่จะตัดสินแพ้ชนะกันด้วยฐานะของผู้ฝึกตน โดยใช้ห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่เป็นลานประลอง
การต่อสู้ในครั้งนั้นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วฟ้าดิน สุริยันจันทราอับแสง ดวงดารามากมายร่วงหล่น ท้ายที่สุดปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ต้าเซี่ยที่มีฝีมือเหนือกว่าเพียงเล็กน้อย ก็เป็นฝ่ายกำชัยชนะไปได้
บรรพบุรุษตระกูลเมิ่งยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยความเต็มใจ และสละสิทธิ์ในการขึ้นครองราชย์
ในเวลานั้น ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ต้าเซี่ยได้ประกาศก้องต่อหน้าธารกำนัลว่า ตราบใดที่ราชวงศ์ต้าเซี่ยยังคงอยู่ ตระกูลเมิ่งจะไม่มีวันล่มสลาย
และเรื่องราวก็ดำเนินไปตามที่ลั่นวาจาไว้ ภายหลังการก่อตั้งราชวงศ์ต้าเซี่ย ตระกูลเมิ่งได้ลงหลักปักฐานอยู่ที่เมืองหลวง และไม่เคยถูกบีบบังคับหรือกดขี่แต่อย่างใด
[จบบท]