บทที่ 31 : นำวิชาที่เรียนไปใช้จริง
อวิ๋นจือใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบคอเสื้อของลู่หยางขึ้นมาแกว่งไปมาตรงหน้า ท่าทางของนางเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย พยายามครุ่นคิดถึงหลักการของวิชา ทว่าสุดท้ายก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี จึงตัดสินใจวางตัวเขากลับลงไปที่เดิม
ฝ่ายลู่หยางเองก็มืดแปดด้านไม่ต่างกัน เขาทำตามเคล็ดวิชาและวิธีการที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่สั่งสอนมาทุกกระเบียดนิ้ว แต่ทำไมพอร่ายวิชาออกมาจริงๆ กลับกลายเป็นคาถาคนละม้วนไปเสียได้
“มันไม่เห็นจะมีเหตุผลเลยขอรับ”
“เดี๋ยวข้าจะร่ายให้ดูอีกรอบ”
อวิ๋นจือถือเป็นอาจารย์ที่มีความรับผิดชอบสูงมาก แม้ทักษะการสอนของนางจะอยู่ในระดับธรรมดาสามัญ ทว่าข้อดีที่มาทดแทนคือความใจเย็นที่มีอย่างเหลือล้น
หญิงสาวหยิบนาฬิกาทรายออกมาวางกลับหัวลงบนพื้น จากนั้นจึงเอื้อมมือไปจับไหล่ของลู่หยางเอาไว้แน่น ก่อนที่คนทั้งสองจะก้าวข้ามผ่านห้วงมิติไปด้วยกัน
ชายหนุ่มรู้สึกเพียงแค่ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ในพื้นที่ประหลาด ล้อมรอบไปด้วยกระแสแสงหลากสีสันส่องประกายระยิบระยับอยู่สองข้างทาง
สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นสั่งให้เขายื่นมือออกไปหวังจะสัมผัสแสงเหล่านั้น ทว่าอวิ๋นจือกลับคว้ามือเขาไว้ได้ทันท่วงที
“นั่นคือภาพลวงตาที่เกิดจากการบิดเบี้ยวของมิติ อย่าว่าแต่เจ้าเลย ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขั้นแปลงวิญญาณมาโดนเข้า ก็ต้องถูกบดขยี้จนร่างแหลกเหลว วิญญาณแตกซ่าน”
คำขู่นั้นทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งตัวลอย รีบชักมือกลับอย่างไว
เมื่อทั้งคู่ก้าวพ้นออกจากห้วงมิติ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคืออสรพิษขาวขนาดยักษ์กำลังพันร่างรอบภูเขาสูงตระหง่าน มันกำลังอ้าปากสูบกลืนแสงตะวันและจันทราเพื่อหลอมรวมแก่นแท้แห่งฟ้าดิน ดวงตากลมโตของมันกลอกกลิ้งไปมา ทว่าจังหวะที่ทั้งสองร่วงหล่นลงมา กลับตกลงไปในปากของเจ้างูยักษ์พอดี แล้วไหลลื่นลงสู่กระเพาะของมันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
วินาทีที่หยาดน้ำย่อยกำลังจะหยดลงมากระทบร่าง อวิ๋นจือก็ขยับเท้าก้าวเดินอีกครั้ง พาทั้งสองกลับเข้าสู่ห้วงมิติประหลาดนั้นได้อย่างฉิวเฉียด
ระหว่างที่ก้าวตามหลังหญิงสาว ลู่หยางได้เปิดหูเปิดตาเห็นภาพเหตุการณ์สุดพิสดารมากมายเกินกว่าจะจินตนาการถึง ไม่ว่าจะเป็นท้องทะเลที่เต็มไปด้วยลาวาเดือดพล่าน ยอดผู้ฝึกตนที่กำลังต้านทานทัณฑ์สวรรค์อย่างดุเดือด หรือแม้แต่จอมดาบผู้เงียบขรึมที่แบกดาบเล่มเขื่องไว้เบื้องหลัง
สถานที่และบุคคลเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินมาก่อน มันช่างยากจะเชื่อว่าบนโลกใบนี้ยังมียอดคนและทิวทัศน์อันน่าอัศจรรย์ใจถึงเพียงนี้ซุกซ่อนอยู่
ในที่สุดการเดินทางก็สิ้นสุดลง ทั้งสองกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง ชายหนุ่มหอบหายใจแฮกๆ สภาพจิตใจยังคงหวาดผวาไม่หายกับภาพหวาดเสียวที่เพิ่งเผชิญมา
“สถานที่ที่ข้าพาไปเมื่อครู่ ล้วนอยู่ในอาณาเขตของสำนักเวิ่นเต้า วันหน้าถ้ามีโอกาสเจ้าก็ลองไปเดินดูเองได้”
พื้นที่ของสำนักเวิ่นเต้านั้นกว้างใหญ่ไพศาลเกินหยั่งถึง นอกจากยอดเขาหลักทั้งเก้าแห่งแล้ว ดินแดนส่วนที่เหลือยังคงเป็นปริศนาที่รอให้ชายหนุ่มเข้าไปค้นหา
“เจ้าลองร่ายวิชาดูอีกรอบสิ”
หญิงสาวคาดหวังว่าการสาธิตให้ดูอย่างใกล้ชิดเมื่อครู่ อาจจะช่วยให้ผลลัพธ์ในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของศิษย์พี่หญิงใหญ่ ลู่หยางจึงจำใจต้องรวบรวมสมาธิร่ายวิชาขึ้นมาอีกครั้งอย่างเสียไม่ได้
หลังจากที่ทั้งสองใช้เวลาฝึกซ้อมร่วมกันมาตลอดทั้งวัน ในที่สุดชายหนุ่มก็สามารถรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมใต้ดินได้สำเร็จ แถมยังเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดไม่ให้ถูกเหยียบแบนติดดินเวลาที่ร่างกายหดเล็กลงอีกด้วย
ถึงแม้วิชาย่นระยะทางจะไม่เคยประสบความสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทว่าวิชาย่อแผ่นดินและการย่อส่วนร่างกายกลับทำได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด ยิ่งฝึกฝนก็ยิ่งเชี่ยวชาญราวกับเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
ท้ายที่สุดแล้วเขาแทบไม่ต้องท่องเคล็ดวิชาใดๆ เพียงแค่นึกคิด คาถาก็ทำงานประสานกันอย่างลงตัว ราวกับว่าเขาหมกมุ่นฝึกฝนวิชานี้มานานแรมเดือนแรมปี
จุดประสงค์เริ่มแรกในการเรียนวิชาย่นระยะทาง ก็เพื่อใช้คาถาช่วยให้เดินทางได้รวดเร็วขึ้น มาตอนนี้เขาดันเรียนรู้วิชา 'มุดดิน' เพื่อใช้เดินทางแทน มองในมุมหนึ่งก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกอยู่เหมือนกัน
แค่วิธีการใช้งานมันดูแปลกประหลาดจนพูดยากไปสักหน่อย แถมความเร็วในการเคลื่อนที่ก็ยังชักช้าไม่ทันใจนัก
ศิษย์พี่หญิงใหญ่มองดูศิษย์น้องเล็กที่กำลังสนุกสนานกับการย่อขยายร่าง แล้วมุดเข้ามุดออกพื้นดินไปมาอย่างเพลิดเพลิน นางจึงถือโอกาสถามขึ้นมา
“ศิษย์น้องเล็ก ข้าได้ยินมาว่าตอนอยู่หอภารกิจ เจ้าหาภารกิจทำยากหรือ”
“ใช่ขอรับ ภารกิจส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้ฝึกตนขั้นแก่นทองคำขึ้นไปถึงจะทำได้ ที่เหมาะกับข้ามีน้อยมาก”
อันที่จริงชายหนุ่มก็กำลังวางแผนจะไปปักหลักรอที่หอภารกิจสักสองสามวัน เผื่อจะโชคดีเจอภารกิจที่พอดีกับความสามารถของตัวเองหลุดมาบ้าง
“ก็บังเอิญดี เมื่อหลายวันก่อนข้าเพิ่งประชุมกับพวกผู้อาวุโส มีคนบอกว่าที่นาปราณเกิดปัญหาขึ้นนิดหน่อย เลยเอาไปประกาศในหอภารกิจ แต่กลับไม่มีใครยอมรับไปทำ ข้าดูแล้วเจ้าก็น่าจะเหมาะกับงานนี้ ลองไปดูที่นาปราณหน่อยดีหรือไม่”
ลู่หยางรู้ดีว่านับตั้งแต่อาจารย์เก็บตัวบำเพ็ญเพียร ศิษย์พี่หญิงใหญ่ก็ก้าวขึ้นมารับหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมแทนมาโดยตลอด
“ภารกิจอะไรหรือขอรับ”
ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ความสามารถของเขาในสำนักเวิ่นเต้าก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร แล้วจะมีภารกิจแบบไหนที่เหมาะสมกับเขา ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับนาปราณที่เขามืดแปดด้านด้วยแล้ว ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่
ขนาดความรู้พื้นฐานเรื่องการแยกแยะสมุนไพรวิญญาณ เขายังร่ำเรียนมาไม่ครบถ้วนเลยด้วยซ้ำ
“เจ้าไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง”
หญิงสาวเลี่ยงที่จะตอบคำถาม ปล่อยให้ความสงสัยก่อตัวขึ้นในใจของเขา
ในสายตาของลู่หยาง สำนักเวิ่นเต้าก็เปรียบเสมือนวงการผู้ฝึกตนขนาดย่อม ไม่ต้องก้าวเท้าออกจากประตูสำนัก ก็สามารถหาคนมาช่วยหลอมโอสถ สร้างอาวุธ หรือแม้แต่วางค่ายกลได้อย่างง่ายดาย เรียกได้ว่าแทบจะพึ่งพาตัวเองได้ในทุกเรื่อง
ทว่าการหลอมโอสถนั้นจำเป็นต้องใช้สมุนไพรวิญญาณเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งสำนักก็มีความต้องการในส่วนนี้สูงมาก จะให้คอยพึ่งพาการกว้านซื้อจากภายนอกตลอดเวลาก็คงไม่ใช่เรื่องดีนัก
เพื่อเป็นการแก้ปัญหานี้ ทางสำนักจึงได้จัดสรรพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อเปิดเป็นนาปราณสำหรับเพาะปลูกสมุนไพรขึ้นมาโดยเฉพาะ พร้อมทั้งมีการส่งประกาศไปยังหอภารกิจ เพื่อรับสมัครคนมาช่วยดูแลและเพาะปลูกอย่างเป็นระบบ
แน่นอนว่าการเพาะปลูกสมุนไพรวิญญาณนั้น จำเป็นต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางที่ลึกซึ้ง ซึ่งลู่หยางยอมรับตามตรงว่าเขาไม่มีความรู้ด้านนี้เลยแม้แต่น้อย ทุกวันนี้แค่จะแยกแยะว่าอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อทำมาจากพืชพรรณหรือสัตว์วิญญาณชนิดไหน เขายังทำไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับการไปดูแลเพาะปลูกสมุนไพรเหล่านั้น
ชายหนุ่มเดินเท้ามายังเป้าหมาย แม้จะยังอยู่ห่างจากนาปราณอีกไกล แต่เขากลับได้กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรโชยมาเตะจมูกอย่างชัดเจน มันเป็นกลิ่นหอมบริสุทธิ์ที่แตกต่างจากกลิ่นของยอดเขาตานติ่ง ซึ่งบางครั้งก็แฝงไปด้วยพิษร้าย หากคนธรรมดาได้สูดดมกลิ่นหอมจากนาปราณแห่งนี้เป็นเวลานาน รับรองได้เลยว่าจะต้องมีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนอย่างแน่นอน
เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณทางเข้า ชายหนุ่มก็สังเกตเห็นชายชราคนหนึ่งนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยก ใบหน้าถูกบดบังด้วยพัดสานที่วางทับไว้ ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายและกำลังหลับใหลอย่างมีความสุข
“ท่านลุง ที่นี่ใช่นาปราณหรือไม่ขอรับ”
ชายชราปรือตาขึ้นมามองผู้มาเยือนอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้าเป็นใคร”
“ลู่หยางขอรับ”
“ไม่ได้ถามชื่อ ถามว่าเจ้ามีฐานะอะไร”
“ข้าเป็นศิษย์คนที่สี่ของท่านเจ้าสำนัก เป็นศิษย์น้องเล็กของศิษย์พี่หญิงใหญ่อวิ๋นจือขอรับ”
ตอนที่ได้ยินประโยคแรก ชายชราก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรนัก ตาเฒ่าเจ้าสำนักนั่นหายหัวไปเป็นสิบปีแล้ว ใครจะไปสนใจกัน ถึงเวลาเกษียณก็ควรจะลงจากตำแหน่งไปได้แล้ว ไม่ใช่มานั่งยึดเก้าอี้ไว้แล้วปล่อยให้อวิ๋นจือต้องมาแบกรับภาระงานอยู่คนเดียว มันใช้ได้ที่ไหน ทว่าพอได้ยินประโยคหลัง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นมา
ศิษย์ของเจ้าสำนัก ก็หมายความว่าเป็นศิษย์น้องเล็กของอวิ๋นจืออย่างนั้นสิ!
ชายชรากระเด้งตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ท่าทางกระฉับกระเฉงว่องไวกว่าคนหนุ่มอย่างลู่หยางเสียอีก
แต่เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติในวงการผู้ฝึกตน เพราะที่นี่ไม่สามารถตัดสินระดับความสามารถและอายุจากรูปลักษณ์ภายนอกได้เลย บางครั้งเห็นคนแก่ยืนคู่กับเด็ก ก็ยังแยกไม่ออกเลยว่าใครเป็นปู่ใครเป็นหลานกันแน่
แถมในยุทธภพแห่งนี้ก็ไม่มีใครเขารณรงค์เรื่องการเคารพผู้อาวุโสหรือเอ็นดูเด็กกันหรอก เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะคนแก่หรือเด็กที่เห็น อาจจะมีพลังฝีมือที่สามารถจับคนอื่นทุ่มลงพื้นได้สบายๆ
“ที่แท้ก็เป็นคนที่อวิ๋นจือแนะนำมานี่เอง ทำไมไม่รีบบอกตั้งแต่แรกเล่า”
ชายชราเดินเข้ามาตีสนิท กอดคอลู่หยางอย่างเป็นกันเองราวกับเป็นพี่น้องที่พลัดพรากจากกันมานาน
“พวกเราก็คนสำนักเวิ่นเต้าด้วยกันทั้งนั้น เรียกข้าว่าลุงบาก็ได้ พื้นที่นาปราณแถวนี้ข้าเป็นคนดูแลทั้งหมด”
ลู่หยางเริ่มตะหงิดใจว่าท่านลุงบาคนนี้กำลังพยายามตีเนียนเอาเปรียบเขาอยู่หรือเปล่า แต่ก็ยังหาหลักฐานมาจับผิดไม่ได้
“แล้วอวิ๋นจือส่งเจ้ามาทำอะไร มาเก็บสมุนไพรหรือ อยากได้แบบกี่ปี พันปีหรือสองพันปีดี”
เห็นท่าทางใจป้ำของท่านลุงบา ชายหนุ่มก็อดนึกถึงอาหารมื้ออร่อยที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่เคยทำให้กินไม่ได้ หรือว่าวัตถุดิบพวกนั้น จะเป็นสมุนไพรอายุพันปีสองพันปีที่เก็บไปจากนาปราณแห่งนี้กัน
ต้องเข้าใจก่อนว่าสมุนไพรที่มีอายุยาวนานนับพันปีนั้นไม่ใช่ผักกาดขาวตามท้องตลาดทั่วไป ต่อให้เป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่อย่างสำนักเวิ่นเต้า ก็ยังถือว่าเป็นของล้ำค่าที่หายากยิ่ง
คงไม่ใช่หรอก ศิษย์พี่หญิงใหญ่เป็นคนมัธยัสถ์ นางคงไม่เอาสมุนไพรล้ำค่ามาทิ้งขว้างกับเรื่องกินของตัวเองแบบนั้นหรอก ชายหนุ่มพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่บอกว่าเมื่อหลายวันก่อน ทางนาปราณมีลงประกาศภารกิจไว้ แต่ไม่มีใครยอมรับไปทำ ไม่ทราบว่าเป็นภารกิจอะไรหรือขอรับ”
เขาถามขึ้นมาด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อม
ชายชราทำหน้าร้องอ้อเข้าใจ ที่แท้ก็มาเพราะภารกิจนี้นี่เอง
“เจ้ารู้วิธีเพาะปลูกสมุนไพรหรือไม่”
“ไม่รู้เรื่องเลยขอรับ”
ชายหนุ่มตอบกลับไปตามความเป็นจริงอย่างซื่อตรง
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะอธิบายให้ฟังง่ายๆ ก็แล้วกัน ขั้นตอนการเพาะปลูกสมุนไพรมันค่อนข้างจุกจิก หนึ่งในนั้นคือการพรวนดิน เพื่อให้รากของสมุนไพรดูดซับพลังปราณในดินได้ดีขึ้น แล้วก็ช่วยให้มันแลกเปลี่ยนพลังปราณกับอากาศเบื้องบนได้สะดวกด้วย”
“ปกติเรื่องพรวนดิน จะเป็นหน้าที่ของสองสามีภรรยาไส้เดือนราชาห่วงเงิน”
“แต่ช่วงนี้ครอบครัวพวกเขามีปัญหา ก็เลยไม่มีใครมาทำงาน ข้าเลยต้องไปตั้งภารกิจหาคนมาช่วยพรวนดินในนาปราณแทน งานนี้ต้องใช้วิชาดำดินที่เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาธาตุทั้งห้า พวกศิษย์ที่ใช้วิชานี้ได้ก็มีอยู่เยอะ แต่คงเห็นว่ามันยุ่งยาก ก็เลยไม่มีใครอยากทำ พอดีเลยที่อวิ๋นจือส่งเจ้ามา”
“สรุปว่า สิ่งที่ข้าต้องทำก็คือ...”
“ก็ทำตัวเหมือนไส้เดือน มุดลงไปในดิน แล้วก็พรวนดินให้นาปราณยังไงเล่า”
ลู่หยางยืนเป็นใบ้ไปพักใหญ่
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจว่ากำลังถูกศิษย์พี่หญิงใหญ่ปั่นหัวเล่นเข้าให้แล้ว แต่ก็นั่นแหละ เขาก็ยังไม่มีหลักฐานมาจับผิดนางอยู่ดี
[จบบท]