บทที่ 7 : ความเกรงใจของเหล่าผู้อาวุโส
หลังจากฝูงชนแยกย้ายกันไปจนหมดสิ้น บริเวณนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบ ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวเอาแต่ก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเองด้วยความหวาดหวั่น ภายในใจเต้นระรัวราวกับตีกลอง เพราะกลัวเหลือเกินว่าอวิ๋นจือจะเอาความเรื่องที่พวกเขาวางแผนโกงการทดสอบ
เวลาผ่านไปชั่วจิบชา บรรยากาศตึงเครียดก็ถูกทำลายลง เมื่อน้ำเสียงเรียบเรื่อยของศิษย์พี่หญิงใหญ่ดังขึ้น
"คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเจ้าสองคนจะผ่านการทดสอบ จนกลายมาเป็นศิษย์ของสำนักเวิ่นเต้าได้"
"ผลการทดสอบทั้งสามด่านของพวกเจ้าล้วนอยู่ในอันดับต้นๆ โดยเฉพาะด่านที่สาม คนหนึ่งได้ที่หนึ่ง อีกคนได้ที่สอง พอรวมคะแนนทั้งหมดแล้ว ผลงานของพวกเจ้านับว่าดีที่สุด"
"แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเจ้าจะเป็นคนที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในรุ่นหรอกนะ ยังมีอัจฉริยะอีกหลายคนที่เก่งกาจไม่แพ้พวกเจ้า อย่างเช่น หม่านกู่จากชนเผ่าคนเถื่อนโบราณที่พวกเจ้าเคยเจอ หรือเถาเยาเย่าผู้มีกายาเซียนขนนกที่ต่อคิวอยู่ข้างหลังพวกเจ้า ไหนจะหลี่ฮ่าวหรานผู้มีรากปราณอัคคีอีก..."
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งจิ่งโจวก็ลอบยิ้มด้วยความกระหยิ่มใจ เขารีบขยิบตาให้ลู่หยางพร้อมกับกระซิบกระซาบ
"กายาเซียนขนนกหายากกว่ารากปราณเดี่ยวตั้งเยอะ แต่ศิษย์พี่หญิงใหญ่กลับบอกว่านาง 'ต่ออยู่ข้างหลัง' พวกเรา แสดงว่านางต้องให้ความสำคัญกับพวกเรามากแน่ๆ"
ลู่หยางได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะหันไปอธิบายด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
"ศิษย์พี่หญิงใหญ่น่าจะหมายถึงตอนต่อคิวทดสอบด่านแรก ผู้หญิงคนนั้นยืนต่อแถวอยู่ข้างหลังพวกเราต่างหาก"
"ถึงพวกเจ้าจะทำผลงานได้ดี แต่ก็อย่าเพิ่งหลงระเริงไป รอให้พวกเจ้าก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างเป็นทางการเสียก่อน ถึงตอนนั้นยังต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าได้ใจร้อนหรือโอ้อวดเป็นอันขาด"
น้ำเสียงของอวิ๋นจือเริ่มเข้มงวดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ทั้งสองคนต้องรีบยืดอกรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าต่อไปนี้จะตั้งใจฝึกฝนอย่างหนักและไม่กล้าเกียจคร้านอีก
เมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของทั้งคู่ดูจริงจังและไม่ได้พูดส่งเดช สีหน้าของอวิ๋นจือก็อ่อนลงเล็กน้อย นางจ้องมองพวกเขาพลางเอ่ยขึ้น
"ในเมื่อพวกเจ้าให้ข้าติดรถม้ามาด้วย ข้าก็จะมอบวาสนาให้พวกเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน"
"เมิ่งจิ่งโจว เจ้ามีรากปราณหยางบริสุทธิ์ พลังปราณและเลือดเนื้อสูบฉีดเต็มเปี่ยม เป็นดาวข่มของพวกภูตผีปีศาจ ในบรรดาผู้อาวุโสทั้งแปด ผู้อาวุโสสามมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้มากที่สุด เจ้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านเถิด"
เมิ่งจิ่งโจวได้ยินก็ดีใจจนเนื้อเต้น เขารีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
"ขอบคุณศิษย์พี่หญิงใหญ่ขอรับ!"
"ส่วนเจ้า ลู่หยาง... เจ้ามีรากปราณกระบี่ นับว่าเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งวิถีกระบี่ที่หาได้ยากยิ่ง ในสำนักของเรา ผู้ที่แตกฉานในวิถีกระบี่มากที่สุดก็คือท่านอาจารย์ หรือก็คือท่านเจ้าสำนัก เจ้าควรไปฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน"
"แต่เมื่อครู่นี้ ศิษย์พี่เพิ่งบอกไปว่าท่านเจ้าสำนักไม่ค่อยชอบรับศิษย์นี่ขอรับ..." ลู่หยางแย้งเสียงอ่อย
เขาแอบสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ตอนที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่พูดกับเมิ่งจิ่งโจว นางใช้คำว่า 'ไปฝากตัว' แต่พอพูดกับเขา นางกลับใช้คำว่า 'ควรไปฝากตัว' ซึ่งความหมายแฝงของสองประโยคนี้มันต่างกันลิบลับ
"ไม่เป็นไร เรื่องรับศิษย์ข้าตัดสินใจแทนท่านได้"
น้ำเสียงราบเรียบไม่แยแสของอวิ๋นจือทำเอาลู่หยางถึงกับสะอึกไปชั่วขณะ ท่าทางของนางดูราวกับว่า ต่อให้ท่านเจ้าสำนักไม่อยากรับ ก็ต้องโดนบังคับให้รับอยู่วันยังค่ำ
"นี่เป็นเพียงคำแนะนำของข้าเท่านั้น พวกเจ้าก็เหมือนกับศิษย์คนอื่นๆ นั่นแหละ มีเวลาปรับตัวหนึ่งเดือนเต็ม รอให้ครบกำหนดแล้ว ค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะฝากตัวเป็นศิษย์ใคร"
พูดจบ อวิ๋นจือก็ทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังยอดเขาเทียนเหมินซึ่งเป็นที่พำนักของท่านเจ้าสำนักทันที
...
ณ ห้องโถงหารือ บนยอดเขาเทียนเหมิน
กระจกวารีบานใหญ่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งพลังเวทออกมาบางเบา ภาพสะท้อนบนผิวน้ำนั้นคมชัดกริบ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็สามารถเห็นเหตุการณ์การทดสอบทั้งสามด่านได้อย่างชัดเจน
เงาร่างทั้งแปดสายที่รายล้อมอยู่รอบกระจกต่างแสดงปฏิกิริยาแตกต่างกันไป บ้างก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ บ้างก็ส่ายหน้าถอนหายใจ บางคนก็เอ่ยชมเชย ในขณะที่บางคนก็สบถด่าออกมาเสียเสียงดัง พวกเขากำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดถึงเรื่องการรับศิษย์ใหม่ และดูเหมือนว่าสถานการณ์จะบานปลายจนเกือบจะวางมวยกันอยู่รอมร่อ
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในบรรดาผู้อาวุโสทั้งแปด มีหลายคนที่เป็นพวกเลือดร้อน อารมณ์ฉุนเฉียวได้ง่ายๆ พอเถียงสู้ไม่ได้ก็จะใช้กำลังเข้าตัดสินทันที จากที่ควรจะเป็นแค่การประชุมคัดเลือกศิษย์ธรรมดาๆ กลับกลายเป็นการประลองเวทระดับปรมาจารย์ ทำเอาศิษย์ทั้งสำนักเวิ่นเต้าได้เปิดหูเปิดตากันไปตามๆ กัน
ด้วยเหตุนี้เอง เงาร่างทั้งแปดที่เห็นอยู่นี้จึงเป็นเพียงร่างแยกเท่านั้น ต่อให้โมโหจนเลือดขึ้นหน้าแค่ไหน ก็ไม่สามารถลงไม้ลงมือกันได้จริงๆ
"เจ้าหนูหม่านกู่นี่ไม่เลวเลย มีสายเลือดคนเถื่อนโบราณบริสุทธิ์ พละกำลังมหาศาลไร้เทียมทานในรุ่นเดียวกัน แถมยังหัวอ่อนใสซื่อ เหมาะจะมาเป็นผู้สืบทอดวิชาของข้าที่สุด"
"น่าเสียดายที่ซื่อเกินไปหน่อย เผ่าคนเถื่อนโบราณก็ล่มสลายเพราะความใสซื่อนี่แหละ วันข้างหน้าถ้ามีโอกาส คงต้องจับมาขัดเกลาอบรมสั่งสอนกันอย่างหนักสักหน่อย"
"เหมาะจะเป็นผู้สืบทอดของเจ้าตรงไหน! สายวิชาหลอมศัตราของข้าไม่ได้ศิษย์ดีๆ มาตั้งนานแล้ว หม่านกู่เป็นคนมีสมาธิแน่วแน่ มาเป็นศิษย์ข้าต่างหากถึงจะถูก!"
ผู้อาวุโสสองท่านเถียงกันไปเถียงกันมาจนหน้าดำหน้าแดง สุดท้ายก็ทำได้แค่ถลกแขนเสื้อขึ้น แล้วยืนจ้องหน้าเขม็งใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ผู้อาวุโสท่านอื่นคร้านจะใส่ใจตาเฒ่าสองคนนั้น จึงหันไปวิจารณ์ศิษย์คนอื่นต่อ
"กายาเซียนขนนก ปราณเวทใดไม่อาจกล้ำกราย บริสุทธิ์ผุดผ่องไร้รอยทิน ก้าวเข้าสู่วิถีเซียนได้ดั่งใจนึก... ไม่ได้เห็นมานานมากแล้วจริงๆ ลองนับเวลาดูสิ ครั้งสุดท้ายที่มีกายาเซียนขนนกปรากฏตัวขึ้น พวกเราเพิ่งจะเข้าสำนักเวิ่นเต้ามาใหม่ๆ เองกระมัง"
"น่าเสียดายที่คนก่อนใจร้อนเกินไปหน่อย ยังไม่ทันได้สร้างชื่อเสียงในแผ่นดินส่วนกลางก็รีบเร่งฝึกฝนจนธาตุไฟแตกซ่าน สิ้นใจตายไปเสียก่อน"
"ผู้อาวุโสหก ในบรรดาพวกเรา ท่านคุ้นเคยกับเรื่องกายาเซียนมากที่สุด บางทีแม่หนูคนนี้อาจจะมีวาสนากับท่านนะ"
"ส่วนหลี่ฮ่าวหรานที่มีรากปราณอัคคี ก็เป็นต้นกล้าชั้นดีสำหรับวิชาหลอมโอสถและหลอมศัตรา ติดอยู่ตรงที่นิสัยใจร้อนและขาดความเยือกเย็นไปสักหน่อย ด่านที่สามถึงได้เอาแต่ตะบี้ตะบันปีนเขา หวังจะแซงหน้าหม่านกู่ให้ได้ จนเรี่ยวแรงหมดไปเสียก่อน พอถึงช่วงท้ายก็เลยโดนคนอื่นแซงหน้า กลายเป็นคนสุดท้ายที่ผ่านด่านไปได้"
"แล้วเจ้าหนูตระกูลเมิ่งกับลู่หยางล่ะ คนหนึ่งมีรากปราณหยางบริสุทธิ์ อีกคนก็มีรากปราณกระบี่ นับว่าเป็นของหายากทั้งคู่ แถมวิธีผ่านด่านก็พิลึกพิลั่นจนทำเอาพวกเราดูไปอึ้งไป ต้นกล้าชั้นยอดขนาดนี้... พี่ใหญ่ ท่านพอจะสละเวลามาสั่งสอนพวกเขาสักหน่อยได้หรือไม่"
"จริงด้วยๆ ตอนนี้ท่านมีแค่ไต้ปู้ฝานเป็นศิษย์คนเดียว แถมเจ้านั่นก็สำเร็จวิชาจนไม่ต้องสั่งสอนอะไรแล้ว ถ้าท่านรับอัจฉริยะสองคนนี้ไว้เป็นศิษย์ วันหน้าพอพวกเขาได้ดิบได้ดี ก็จะเป็นหน้าเป็นตาให้ท่านไปอีกนานเลยนะ"
"ไสหัวไปไกลๆ เลย! พวกเจ้าก็ดีแต่โยนขี้ให้คนอื่น ดูจากวิธีผ่านด่านของพวกมันแล้ว ถ้าข้ารับมาเป็นศิษย์ ชาตินี้คงไม่ต้องหวังจะพบเจอกับความสงบสุขอีก ข้าแค่อยากจะเกษียณตัวเองไปเป็นผู้อาวุโสสูงสุดอย่างสงบๆ พวกเจ้าอย่าหาเรื่องปวดหัวมาให้ข้าเชียวนะ!"
"ผู้อาวุโสสอง งั้นท่านรับพวกเขาไว้ไหม"
"อยากให้ข้ารับส่งเจ้าไปปรโลกก่อนไหมเล่า!"
เหล่าผู้อาวุโสทั้งแปดต่างเกรงอกเกรงใจและผลักไสกันไปมาอย่างขะมักเขม้น แม้จะต้องเผชิญหน้ากับอัจฉริยะผู้มีรากปราณเดี่ยวถึงสองคน แต่ก็ไม่มีใครแสดงท่าทีสนใจเลยแม้แต่น้อย
มารดามันเถอะ! ใครรับไอ้เด็กป่วนสองคนนี้เป็นศิษย์ ครึ่งชีวิตที่เหลือก็เตรียมตัวปวดหัววันละสามเวลาได้เลย!
"เอ๊ะ พวกเจ้าดูนั่นสิ อวิ๋นจือกำลังแนะนำสองคนนั้นอยู่ คนหนึ่งให้ไปเป็นศิษย์ท่านเจ้าสำนัก ส่วนอีกคนให้ไปเป็นศิษย์พี่สามงั้นหรือ!"
สายตาทุกคู่หันขวับไปมองผู้อาวุโสสามเป็นตาเดียว ชายร่างใหญ่ทำได้เพียงถอนหายใจยาวอย่างยอมรับชะตากรรม คำแนะนำของอวิ๋นจือนั้นสมเหตุสมผลทุกประการ เพราะเขาเป็นคนที่เหมาะสมจะสั่งสอนผู้มีรากปราณหยางบริสุทธิ์มากที่สุดจริงๆ
ในบรรดาเงาร่างทั้งแปดสาย รูปร่างของผู้อาวุโสสามนั้นสูงใหญ่กำยำที่สุด กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แผ่กลิ่นอายพลังชีวิตอันแข็งแกร่งออกมาจนสว่างวาบราวกับคบเพลิงในความมืด เขาคือผู้ฝึกตนสายกำลังกายาอย่างแท้จริง
ได้ยินมาว่าสมัยหนุ่มๆ พลังชีวิตของเขาพลุ่งพล่านจนถึงขั้นควบคุมไม่อยู่ ถึงขนาดต้องวิ่งไปที่นาปราณแล้วไล่ต้อนพวกวัวปีศาจออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะลงมือลากไถพรวนดินด้วยตัวเองเพื่อระบายพลังงานส่วนเกิน
"จะว่าไปแล้ว ท่านเจ้าสำนักก็เก็บตัวปิดด่านมาเก้าปีเต็มแล้วใช่ไหม"
"น่าจะใช่"
ทุกคนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าสำนักแห่งนี้ยังมีตำแหน่งเจ้าสำนักอยู่ด้วย แต่จะว่าไปแล้ว มีหรือไม่มีก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยต่างกันสักเท่าไหร่
"แล้วแบบนี้เจ้าเด็กที่มีรากปราณกระบี่จะฝากตัวเป็นศิษย์ได้ยังไงล่ะ"
ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เงาร่างบอบบางของสตรีผู้หนึ่งก็ขี่เมฆพุ่งทะยานลงมา เมื่อกลุ่มเมฆหมอกจางหายไป ร่างของศิษย์พี่หญิงใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
"อวิ๋นจือคารวะท่านลุงทุกท่าน"
ผู้อาวุโสทั้งแปดรีบลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะตอบกลับแทบไม่ทัน ในเมื่อตอนนี้ท่านเจ้าสำนักกำลังเก็บตัวปิดด่าน อวิ๋นจือจึงมีอำนาจสิทธิ์ขาดแทนท่านเจ้าสำนัก บริหารจัดการเรื่องราวทั้งหมดภายในสำนัก สถานะของนางในตอนนี้จึงอยู่เหนือกว่าผู้อาวุโสทั้งแปดเสียอีก
"อวิ๋นจือรู้ดีว่าท่านลุงทุกท่านต่างก็มีศิษย์ที่หมายตาเอาไว้แล้ว แต่เรื่องการรับศิษย์นั้นผูกพันด้วยกฎแห่งกรรมอย่างลึกซึ้ง ไม่อาจฝืนใจกันได้ ข้าจึงอยากขอร้องพวกท่าน ว่าอย่าเข้าไปก้าวก่ายตอนที่พวกเขากำลังเลือกอาจารย์มากจนเกินไปนัก"
เหล่าผู้อาวุโสย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว พวกเขาหัวเราะแห้งๆ ออกมาเบาๆ ก่อนจะมีคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
"แน่นอนสิ แน่นอนอยู่แล้ว แต่เรื่องที่ให้เจ้าเด็กรากปราณกระบี่ไปฝากตัวกับท่านเจ้าสำนักน่ะ เป็นความต้องการของท่านเจ้าสำนักเอง หรือว่าเป็นความต้องการของเจ้ากันล่ะ"
พอพูดถึงท่านเจ้าสำนัก คิ้วเรียวสวยของอวิ๋นจือก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คล้ายกับไม่สบอารมณ์ นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"มีอะไรต่างกันด้วยหรือ"
ผู้อาวุโสทั้งแปดได้แต่อมพะนำ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีก มันก็จริงอย่างที่นางพูด ไม่มีอะไรต่างกันเลยสักนิด
ล้อเล่นหรือไง เรื่องที่นางเป็นคนตัดสินใจ มีหรือที่ท่านเจ้าสำนักจะกล้าคัดค้าน!
[จบบท]