เรื่องราวของครอบครัวเจ้าของร่างเดิมนั้น เรียกได้ว่ายุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยดราม่าไม่น้อย
คุณย่ามีลูกชายสองคน คนโตคือลุงของเจ้าของร่างเดิม ส่วนคนเล็กก็คือพ่อของเธอ
บรรพบุรุษของตระกูลทำกิจการร้านรับจัดงานศพสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
พ่อของเจ้าของร่างเดิมสืบทอดฝีมือการทำเครื่องกระดาษและดูแลกิจการของครอบครัว ขณะที่ลูกคนโตมีหัวทางธุรกิจ
ออกไปสร้างตัวจนประสบความสำเร็จและมีทรัพย์สินมากมาย คุณย่าลำเอียงเข้าข้างลูกชายคนโตมาตลอด
หลังจากคุณปู่เสียชีวิต คุณย่าก็อ้างว่ากิจการร้านรับจัดงานศพเป็นอาชีพอัปมงคล หากลูกคนโตเข้ามาเกี่ยวข้องจะกระทบโชคลาภ จึงแบ่งมรดกให้ใหม่ ร้านรับจัดงานศพจึงตกเป็นของพ่อเจ้าของร่างเดิม ส่วนทรัพย์สิน เงินทอง และธุรกิจอื่นทั้งหมดตกเป็นของลูกคนโต พ่อแม่ของเจ้าของร่างเดิมเป็นคนซื่อสัตย์ แม้จะรู้ว่าถูกเอาเปรียบ แต่ก็ไม่เคยโวยวาย ทั้งสองตั้งใจทำงาน เก็บเงินซื้อบ้านเก่าเล็ก ๆ หลังหนึ่งไว้เป็นที่อยู่อาศัย
แต่หลังจากทั้งคู่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ บ้านเก่าหลังนั้นกลับถูกรื้อถอน
และในตอนนั้นเอง คุณย่าก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมเรียกร้องส่วนแบ่งค่าชดเชยจากการเวนคืนครึ่งหนึ่ง
“พี่เจียง!” ขณะที่เจียงหนิงหนิงกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องวุ่นวายของครอบครัวเดิม จ้าวหม่านหม่านก็ลอยทะลุกำแพงเข้ามา
สีหน้าเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่เข้ามา เธอก็ทรุดตัวลงบนเก้าอี้
“พี่เจียง เมื่อไรพี่จะช่วยติดต่อเพื่อนคนนั้นให้ฉันเสียที?” เจียงหนิงหนิงรินน้ำหนึ่งแก้วแล้วนั่งลงตรงข้าม
“วันนี้ฉันไปทวงหนี้ที่บ้านหวังโชวไฉ แล้วเจอรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมจากภูเขาซานเนียงเนียงที่บ้านเขา”
“ไม่ใช่แบบนั้น!” จ้าวหม่านหม่านรีบส่ายหน้า “ฉันดูไลฟ์สดหมดแล้ว ตอนที่รูปปั้นตกลงมา ฉันตกใจเหมือนกัน
แต่รูปปั้นสององค์นั้นไม่ได้มาจากภูเขาซานเนียงเนียงนะ!” เมื่อพูดถึงหวังโชวไฉ ดวงตาของเธอก็เต็มไปด้วยความโกรธ
“ทำไมโลกนี้ถึงมีคนเลวได้แบบนั้นด้วยนะ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เขาลักพาตัวนักศึกษาสาวมาบังคับให้เป็นภรรยา
พอหนี ก็จับล่ามโซ่ ทุบตีจนเกือบตาย ลูกสาวคนแรก ๆ ของซ่งกุ้ยฮวาเกิดขึ้นในช่วงที่เธอถูกล่ามโซ่เอาไว้!”
“เธอคลอดลูกสาวติดกันแปดคน กว่าจะได้ลูกชายในครั้งที่เก้า!”
“แล้วรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าสารเลวนั่นพาลูกชายไปอยู่ในเมือง ส่วนซ่งกุ้ยฮวากับลูกสาวแปดคนถูกทิ้งไว้ในหมู่บ้าน
เขาไม่เคยส่งเงินกลับมาเลย พวกเธอต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บของเก่า!”
“เขาติดการพนัน กู้เงินนอกระบบ พอไม่มีเงินใช้หนี้ก็ซ้อมเมียซ้อมลูก ถ้าหาเงินไม่ได้ก็ขายลูกสาว!”
“คนสารเลวแบบนี้ไม่สมควรมีลูกหลานสืบสกุล!” ยิ่งพูด จ้าวหม่านหม่านก็ยิ่งโมโหจนแทบจะลอยขึ้นไปชนเพดาน
เจียงหนิงหนิงมองเธอด้วยความประหลาดใจ “เธอรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง?”
จ้าวหม่านหม่านตอบทันที “ชาวเน็ตช่วยกันขุดประวัติมาหมดแล้ว แม้แต่กางเกงเปียกสมัยเด็กของเขาก็ยังถูกขุดขึ้นมาได้เลย!”
เจียงหนิงหนิงถึงกับพูดไม่ออก ชาวเน็ตนี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ จ้าวหม่านหม่านโบกมือ
“ช่างมันเถอะ พูดถึงเรื่องรูปปั้นดีกว่า รูปปั้นที่พบในบ้านของหวังโชวไฉ ถูกซ่อนไว้ในกำแพงพร้อมเงินใช่ไหม?”
“ฉันไปอ่านข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมา มีคนบอกว่านี่เป็นเคล็ดขอลูกชายที่กำลังนิยมกัน”
“สร้างรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมไว้ในกำแพง แล้วเอาเงินล้อมไว้รอบ ๆ เพื่ออวยพรให้ลูกหลานร่ำรวยและเจริญรุ่งเรือง”
“แต่มันไม่มีความเกี่ยวข้องกับภูเขาซานเนียงเนียงเลย หวังโชวไฉบอกว่าเสียเงินห้าแสนหยวนซื้อมา งั้นก็แปลว่าเขาถูกหลอกแน่นอน” เจียงหนิงหนิงพยักหน้า แน่นอนว่าเขาถูกหลอก เพราะรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมของภูเขาซานเนียงเนียง ไม่อนุญาตให้นำออกมาจากภูเขา ตามหลักแล้ว หวังโชวไฉมีลูกชายแล้ว ไม่จำเป็นต้องขอลูกอีก
แต่คนอย่างเขาเห็นลูกชายสำคัญกว่าชีวิต บางที การซ่อนรูปปั้นและเงินไว้ในกำแพง อาจเป็นเพราะหวังให้ลูกหลานในอนาคตเป็นผู้ชายทั้งหมด ความหมกมุ่นที่มีต่อลูกชายเช่นนี้ ช่างน่าขนลุกเสียจริง
หลังจากรับปากว่าจะช่วยจ้าวหม่านหม่านสืบเรื่องรูปปั้นแล้ว สี่ทุ่มตรง เจียงหนิงหนิงก็เผาเจดีย์กระดาษในร้านตามปกติ…
ในวิลล่าหรูแห่งหนึ่งของยมโลก ชายชราชุดผ้าหยาบกางเกงขาสั้นนอนเหยียดยาวบนโซฟาอย่างสบายใจ
“ท่านจ้าว เหลนรุ่นที่เจ็ดสิบแปดของท่านนี่เก่งจริง ๆ ตอนมีชีวิตอยู่ ข้าไม่เคยนอนโซฟานุ่ม ๆ แบบนี้เลย ไม่คิดเลยว่าตายไปแล้วยังจะได้อาศัยบุญวาสนาของเพื่อนรักอย่างท่านอีก” จ้าวปิงเต๋อหัวเราะอย่างมีความสุข
“เจ้าก็ให้ลูกหลานเผาบุหรี่มาให้ข้าสักมวนสิ แล้วข้าจะถามเหลนรุ่นที่เจ็ดสิบแปดของข้าให้ว่าโซฟานี้ซื้อมาจากไหน”
ชายชราชุดผ้าหยาบถอนหายใจ “ไร้สาระ! ข้าไม่มีลูกหลาน ข้ามีลูกชายคนเดียว แถมยังหัวทึบอีกต่างหาก”
“มีคนใส่ร้ายว่าเขากินบะหมี่สองชาม เขากลับผ่าท้องตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่ากินแค่ชามเดียว!”
หลี่หนิงชายใส่ชุดกีฬา: “…”
ชายชุดแขนกว้าง : “…”
จ้าวปิงเต๋อ : “…”
หลังถอนหายใจอีกครั้ง ชายชราก็หันมาถาม “แล้วเจ้าเล่า หนุ่มน้อย ทำไมลูกหลานถึงไม่เผาของมาให้บ้าง?”
ทุกคนหันไปมองหลี่หนิง เขาเป็นผีรุ่นใหม่ เพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่กี่ปี หลี่หนิงเกาหัวอย่างอึดอัด
“พ่อแม่ผม...ยังไม่รู้เลยว่าผมตายแล้ว” ทุกคนต่างพากันตกตะลึง “อะไรนะพวกเขาจะไม่รู้ได้ยังไง?”
หลี่หนิงยิ้มเศร้า “ผมมีน้องสาวคนหนึ่ง เธอเรียนเก่งมาก เรียนฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำ”
ชายชุดแขนกว้างตบต้นขา “พ่อแม่เจ้ารักลูกสาวมากกว่างั้นหรือ?”
หลี่หนิงส่ายหน้า “ไม่ใช่ครับ ตอนน้องสาวอยู่ปีสอง ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย”
“พ่อแม่ผมออกตามหามาตลอดหลายปี พวกท่านไม่เคยหมดความหวังเลย ตอนนี้ทั้งคู่แก่ตัวแล้ว สภาพจิตใจย่ำแย่จนแทบจะเสียสติ” ชายชราชุดผ้าหยาบขมวดคิ้ว “เป็นไปได้ไหมว่าเธอถูกค้ามนุษย์จับตัวไป?”
หลี่หนิงถอนหายใจ ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันครับ ผมหวังมาตลอดว่าอย่างน้อยเธอจะได้อยู่กับครอบครัวที่ดี”
“แต่ตอนนั้นเธออายุยี่สิบกว่าแล้ว…” ทุกคนเงียบลงบรรยากาศหนักอึ้งจนไม่มีใครพูดอะไร
จ้าวปิงเต๋อจึงเปลี่ยนเรื่อง “แล้วเจ้าเสียชีวิตได้ยังไงล่ะ?”
ยังไม่ทันที่หลี่หนิงจะตอบ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านนอก “จ้าวปิงเต๋อ! ออกมาจ่ายค่าธรรมเนียมเดี๋ยวนี้!”
จ้าวปิงเต๋อสะดุ้ง รีบกระโดดขึ้นจากโซฟาทันที เขาคว้าไก่ย่างกับบะหมี่หอยทากไว้แน่น แล้วรีบวิ่งออกไป
“มาแล้ว ๆ!” พอเห็นเจ้าหน้าที่จากยมโลก เขาก็รีบยื่นของในมือให้ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
“ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ตอบแทนน้ำใจ ท่านรับไว้เถอะ” เดิมทีเจ้าหน้าที่คิดจะปฏิเสธ
แต่...กลิ่นไก่ย่างมันหอมเกินไปจริง ๆ! เขาไม่เคยได้กลิ่นหอมขนาดนี้มาก่อนเลย
ในที่สุดก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ไก่ย่างนี่มาจากไหน?” จ้าวปิงเต๋อจ่ายค่าธรรมเนียมโอนวิลล่าห้าร้อยหยวน
และก็หัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวคืนนี้จะถามเหลนรุ่นที่เจ็ดสิบแปดให้”
เจ้าหน้าที่จากยมโลกสูดกลิ่นหอมของไก่ย่างอีกครั้ง ก่อนจะพูดขึ้นอย่างลังเล
“ถ้าอย่างนั้น...ช่วยถามเจ้าของร้านให้หน่อยได้ไหม ว่าส่งสินค้าไปที่ภูเขาซานเนียงเนียงได้หรือเปล่า”
จ้าวปิงเต๋อชะงักไปทันที “ภูเขาซานเนียงเนียง ทำไมต้องส่งไปที่นั่นด้วยล่ะ?”