เด็กชายหยุดยืนอยู่กับที่ สายตามองกระต่ายป่าด้วยความอยากได้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้เข้าไปหยิบ
เขาหันมองซ่งเว่ยแทน
ซ่งเว่ยเดินเข้าไปคว้ากระต่ายป่าขึ้นมาจับที่ขาหลัง เธอสังเกตเห็นแววผิดหวังในดวงตาของเด็กชายทันที
เด็กน้อยมองกระต่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าแล้วหันหลังเตรียมเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน” ซ่งเว่ยเรียกเขาไว้
“เธอรู้วิธีย่างกระต่ายไหม?”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในมุมเงียบสงบกลางป่า ซ่งเว่ยนั่งเคาะลูกสนลูกใหญ่ด้วยไม้ท่อนหนึ่ง
เธอไม่รู้ว่าต้นสนที่นี่เป็นพันธุ์อะไร แต่ลูกสนใหญ่จนเกือบเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่เลยล่ะ
เมื่อเคาะไปไม่กี่ครั้ง เมล็ดสนก็ร่วงออกมาเป็นจำนวนมาก
เธอโยนลูกสนที่เคาะหมดแล้วทิ้งไป ขณะที่มือเล็ก ๆ ผอมแห้งของเด็กชายรีบเก็บขึ้นมาโยนเข้ากองไฟ
เหนือเปลวไฟนั้น กระต่ายป่ากำลังถูกย่างอย่างช้า ๆ ส่งเสียงฉ่าเบา ๆ พร้อมกลิ่นหอมที่เริ่มลอยออกมา
“นี่เราเจอกันเป็นครั้งที่สองแล้วนะเธอชื่ออะไรเหรอ?”
“ไข่ดำ”
“อายุเท่าไหร่ล่ะ?”
“ห้าขวบครับ”
ซ่งเว่ยเหลือบมองเขา เด็กคนนี้ตัวเล็กเสียจนดูเหมือนเด็กอายุสามขวบมากกว่าห้าขวบเสียอีก
“ที่บ้านไม่มีใครดูแลเหรอ?”
เด็กชายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “มีครับ ปู่ ย่า ลุงคนโต แล้วก็ลุงคนรอง แต่พวกเขาไม่ชอบผม”
เขาไม่ได้พูดถึงพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ ซ่งเว่ยจึงพอเดาเรื่องราวได้คร่าว ๆ
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมแม้แต่ปู่ย่าถึงปล่อยให้เด็กคนหนึ่งอยู่ในสภาพนี้ได้
กระสอบลูกสนที่เธอเก็บมาทั้งบ่าย หนักเพียงไม่กี่ชั่งเท่านั้น
เปลือกหนา เมล็ดน้อย แต่เธอก็ยังพอใจ เพราะเมล็ดสนหอมและอร่อยมาก
กลิ่นกระต่ายย่างเริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสองนั่งยอง ๆ อยู่ข้างกองไฟ มองมันอย่างตั้งใจ
“เสียดายจัง ถ้ามีน้ำผึ้งด้วยคงดี” ซ่งเว่ยถอนหายใจ
“เอามาทาบนเนื้อกระต่ายคงหอมสุด ๆไปเลย”
พวกเขาใช้ผลไม้ป่ารสเปรี้ยวทาลงบนเนื้อ ใส่ต้นหอมป่าลงไป แล้วโรยเกลือเล็กน้อย
เกลือเป็นของซ่งเว่ย เธอตั้งใจพกติดตัวไว้เผื่อหาอะไรมาย่างกินบนเขา
แต่ไม่คิดว่าจะได้กระต่ายเร็วขนาดนี้ แถมยังได้ผู้ช่วยตัวน้อยอีกคนด้วย
“หอมจัง…” ซ่งเว่ยมองกระต่ายด้วยสายตาไม่ต่างจากไข่ดำ
ท้องเด็กชายร้องจ๊อก ๆ แต่เขาอดทนเก่งกว่าเธอมาก
หลังจากรออยู่พักใหญ่ ในที่สุดกระต่ายก็สุกเสียที
ซ่งเว่ยฉีกขาหลังชิ้นใหญ่ส่งให้ไข่ดำ “เอ้า นี่คือรางวัลของเธอ”
ไข่ดำรับมา สูดกลิ่นหอมลึก ๆ ดวงตาแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย
เขารีบกัดทันทีโดยไม่รอให้เย็น เนื้อร้อนจนแทบลวกปาก แต่เด็กน้อยก็ไม่ยอมคายออกมา
ได้แต่เป่าลมไปพลางกินไปพลาง ซ่งเว่ยส่ายหน้า “ไม่มีใครแย่งหรอก กินช้า ๆ สิ เดี๋ยวลิ้นพองหมด”
เครื่องปรุงมีไม่มาก รสชาติของกระต่ายย่างจึงธรรมดา
แต่สำหรับทั้งคู่แล้ว มันอร่อยจนแทบไม่มีอะไรเทียบได้
ไข่ดำกินได้ไม่มากนัก เพราะอดอยากมานาน กระเพาะของเขาเล็กมาก แค่ขาหลังกระต่ายชิ้นเดียวก็อิ่มจนท้องป่องแล้ว
หลังจากกินเสร็จ เด็กชายก็ขยันขันแข็งขึ้นทันที เขาช่วยซ่งเว่ยเก็บลูกสน เห็ด และเกาลัดอย่างกระตือรือร้น
บริเวณป่าสนเต็มไปด้วยเห็ดสน ที่นี่อยู่ค่อนข้างลึก เด็กในหมู่บ้านถูกห้ามเข้ามา
ส่วนผู้ใหญ่ก็ไม่มีเวลาว่าง จึงกลายเป็นแหล่งเก็บของดีของพวกเขา
“พี่สาว! ตรงนี้มีเห็ดสนด้วยนะ!”
เสียงตื่นเต้นของไข่ดำดังขึ้น ซ่งเว่ยเดินถือตะกร้าตามมา ระหว่างทางยังเก็บเห็ดพอร์ชินีสวย ๆ ได้อีกสองดอก
เห็ดสนมีคุณค่าทางอาหารสูง และในป่าแห่งนี้ก็ขึ้นอยู่ไม่น้อย
ถ้าตากแห้งแล้วเก็บไว้กินหน้าหนาวก็จะทันพอดี
เธอสังเกตเห็นว่าไข่ดำเอาเห็ดที่ตัวเองเก็บได้ใส่ลงในตะกร้าของเธอทั้งหมด
“ของที่เธอเก็บได้ เธอก็เอากลับบ้านไปสิ”
ไข่ดำส่ายหน้า “ไม่ได้ครับ ผมกินไม่ได้”
พูดจบเขาก็ยัดเห็ดลงตะกร้าเธอต่อเงียบๆ ซ่งเว่ยมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนไม่พูดอะไรอีก
“ถ้าฉันกินไม่หมดหรือเก็บไว้ไม่ได้ จะให้เธอเอง”
เด็กชายพยักหน้าอย่างดีใจ ดูเหมือนว่าเพียงแค่เพราะได้กินเนื้อกระต่าย เขาก็อยากเอาของดีทุกอย่างมาให้เธอ
“แล้วปกติเธอมาบนภูเขาเพื่อทำอะไร?”
“หาอาหารครับ แล้วก็เก็บฟืนกลับบ้าน”
เด็กชายพูดพลางเดินมาช่วยเธอแบกตะกร้า ร่างเล็ก ๆ ของเขาแทบจะโดนตะกร้าปังมิด
ซ่งเว่ยอดคิดไม่ได้ ครอบครัวนี้ช่างใจร้ายจริง ๆ เลี้ยงเด็กคนหนึ่งจนผอมได้ขนาดนี้ แล้วยังใช้แรงงานเขาอีก
เมื่อเก็บเห็ดจนเต็มตะกร้าแล้ว ซ่งเว่ยจึงหยุด
กระสอบใยหนึ่งเต็มไปด้วยลูกสน อีกใบก็เต็มไปด้วยเกาลัดที่แกะเปลือกออกหมดแล้ว
นิ้วของไข่ดำถูกหนามตำหลายครั้ง แต่เขาไม่เคยบ่นสักคำ
ที่สำคัญ เขาไม่มีรองเท้าใส่ ฝ่าเท้าจึงเต็มไปด้วยบาดแผล
ซ่งเว่ยดึงเขามานั่งลง แล้วค่อย ๆ เอาหนามออกให้
“โง่หรือเปล่าเนี่ย เดินเข้าป่าแบบนี้โดยไม่ใส่รองเท้าได้ยังไง?”
ไข่ดำเม้มปาก ไม่ตอบอะไร ดวงตาสีดำกลมโตมองเธอนิ่ง ๆ
“ชิ…” ซ่งเว่ยพูดปากเบา ๆ “นั่งเฉย ๆ ไป ถ้าหิวก็แกะเกาลัดกิน”
พูดจบเธอก็หันไปจัดการเกาลัดต่อ ขากลับ ซ่งเว่ยแบกตะกร้าเห็ดเต็มใบไว้บนหลัง
ด้านบนมีกระสอบใหญ่สองใบซ้อนอยู่ด้วย มือซ้ายลากกิ่งไม้แห้งขนาดใหญ่ มือขวาถือตะกร้าฟืนของไข่ดำ
แต่ฝีเท้ายังคงเบาและรวดเร็วเหมือนไม่ได้แบกน้ำหนักอะไรเลย
ส่วนไข่ดำเดินตัวเปล่าตามหลัง มองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
“ผม...แบกเองได้นะครับ” “ถ้าให้เธอแบก เราคงลงเขาไม่ทันมืดแน่”
ซ่งเว่ยตอบโดยไม่หันกลับมามอง “อยากค้างบนเขาให้สัตว์ป่ามากินหรือไง?”
น้ำเสียงเธอฟังดุ ๆ แต่ไข่ดำกลับรับรู้ได้ถึงความห่วงใย
ดวงตาของเขาแดงขึ้นอีกครั้ง “นี่เธอจะร้องไห้ทำไม?”
ซ่งเว่ยขมวดคิ้ว “แล้วนี่บ้านเธออยู่ทางไหนล่ะ?”
ไข่ดำชี้ไปอีกทางหนึ่ง เขาสูดน้ำมูกแล้วพูดเสียงเบา “พี่สาว...ทำให้ผมนึกถึงแม่” ซ่งเว่ยชะงักทันที
เด็กคนนี้นี่พูดอะไรของเขาน่ะ! เธอถอนหายใจอย่างหงุดหงิด
“เอาเถอะ บ้านเธออยู่ไกลมั้ย?” ไข่ดำส่ายหน้า
“คราวหน้าเธอควรฉลาดกว่านี้หน่อยนะ ถ้าหาของดีบนเขาได้แล้วกลัวคนแย่งก็ควรหาที่ซ่อนเอาไว้
แล้วอย่าแบกฟืนเยอะเกินตัวด้วย มันจะเหนื่อยเปล่า”
“ครับ” เด็กชายพยักหน้าแรง ๆ แต่เสียงยังสั่นอยู่ จากนั้นเขาก็รับตะกร้าฟืนกลับไป
เขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมามองเธออีกครั้ง แล้วก็มองแล้วมองอีก
จนซ่งเว่ยเริ่มรู้สึกหมั่นไส้เด็กคนนี้ขึ้นมาจริงๆ
หลังจากส่งเด็กชายกลับไปแล้ว เธอจึงหอบข้าวของทั้งหมดกลับไปยังที่พักเยาวชนผู้มีการศึกษา
ทันทีที่ทุกคนเห็นเธอแบกฟืน กิ่งไม้ กระสอบสองใบ และตะกร้าเห็ดเต็มหลังกลับมา
ทั้งลานก็เงียบกริบ ทุกคนได้แต่มองตาค้าง
นี่มันอะไรกันเนี่ยหญิงสาวที่รูปร่างบอบบางคนหนึ่ง แบกของมากมายมาด้วยตัวคนเดียว ภาพนั้นชวนตกใจเกินไป
แม้จะเป็นครั้งที่สองแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่ชินอยู่ดี.