“คุณย่า มีคนมาที่บ้านอีกแล้ว!”
เสียงใสของเด็กหญิงดังลั่นจนซ่งเว่ยอดคิดไม่ได้ว่าครอบครัวหัวหน้าหน่วยคงคึกคักน่าดู
ไม่นาน ประตูก็เปิดออก
คนที่ออกมาคือป้าซิงฮวา ภรรยาของหัวหน้าหน่วย
พอเห็นว่าเป็นซ่งเว่ยกับหลี่จวน รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นทันที โดยเฉพาะเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นตะกร้าในมือพวกเธอ
“อ้าว หลี่จวนกับซ่งเว่ย เองเหรอมาทำอะไรกันจ๊ะ เข้ามานั่งก่อนสิ”
ในลานบ้าน เด็กชายตัวเล็กวัยสามขวบกำลังนั่งแช่น้ำในกะละมังอย่างสบายใจ พอเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาก็ชะโงกหน้ามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซ่งเว่ยยื่นตะกร้าให้ป้าซิงฮวาพร้อมรอยยิ้มหวาน “ป้าคะ วันนี้หนูขึ้นเขาไปเก็บเห็ดมา เลยเอามาให้ป้าลองทำกับข้าวค่ะ ”
ทั้งหน้าตาและน้ำเสียงของเธอล้วนทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจ
ป้าซิงฮวาปฏิเสธอยู่สองสามครั้ง แต่สุดท้ายก็ยอมรับไว้ เพราะมันไม่ใช่ของแพงอะไร
“ดูสิ จะเกรงใจกันไปทำไม เข้ามาคุยข้างในก่อนเถอะ”
หลี่จวนเองก็รีบยื่นไข่ที่เตรียมมาให้ป้าฮวาด้วย
เด็กชายตัวน้อยวิ่งเปลือยกายเข้ามา พอซ่งเว่ยหยิบลูกอมให้ ดวงตาเขาก็เป็นประกายทันที
“ทำไมต้องซื้อขนมให้เด็กด้วย เสียเงินเปล่า ๆน่ะ”
ป้าซิงฮวาพูดแบบนั้น แต่รอยยิ้มกลับกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ใช่ว่าเธอโลภ เพียงแค่คนเป็นแม่ย่อมดีใจเมื่อเห็นใครเอ็นดูลูกของตัวเอง
“ไม่แพงหรอกค่ะ แค่ลูกอมธรรมดาเอง”
หลี่จวนยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ มองซ่งเว่ยคุยกับภรรยาหัวหน้าหน่วยอย่างคล่องแคล่วด้วยความชื่นชม
ถ้าเป็นเธอ คงไม่มีกล้าพูดกับภรรยาหัวหน้าหน่วยแบบนี้แน่
ในหมู่บ้าน หัวหน้าหน่วยถือเป็นคนที่มีอำนาจมาก ขณะกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส หัวหน้าหน่วยก็เดินออกมาจากในบ้าน
เขาสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้ม คาบไปป์ไว้ในปาก แล้วมองพวกเธอด้วยสายตานิ่ง ๆ
“พวกเธอมาทำอะไรกันดึก ๆ ดื่น ๆ แบบนี้”
ป้าซิงฮวาหันไปค้อนสามีทันที “พูดดี ๆ หน่อยสิ ทำหน้าเข้มแบบนั้นจะไปขู่ใครกัน”
หัวหน้าหน่วยสำลักควัน รีบเอาไปป์ออกจากปาก ก่อนจ้องภรรยาอย่างไม่พอใจ
ซ่งเว่ยจึงรีบเข้าเรื่องทั้นที “หัวหน้าหน่วยคะ พวกหนูอยากถามว่า เราจะสามารถแบ่งพื้นที่ด้านหลังค่ายเยาวชนผู้มีการศึกษาแล้วกั้นรั้วแยกกันได้ไหมคะ”
หัวหน้าหน่วยขมวดคิ้วทันที เขาไม่อยากยุ่งกับพวกเยาวชนผู้มีการศึกษาเลย พวกนี้สร้างปัญหาได้ทุกวัน
แต่พอเหลือบไปเห็นตะกร้าเห็ดกับไข่ในมือภรรยา เขาก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาทันที
ของก็รับมาแล้ว จะปฏิเสธตรง ๆ ก็ไม่เหมาะ
“อยู่ดี ๆ ทำไมถึงอยากกั้นรั้วล่ะ”
ซ่งเว่ยรีบดึงหลี่จวนเข้ามาด้วย ก่อนเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างละเอียด
เธอเล่าว่าหลี่จวนเหนื่อยแค่ไหนกว่าจะปลูกผักพวกนั้นขึ้นมาได้ แต่กลับมีคนมาเก็บไปกินฟรี ๆ แล้วยังหาว่าเธอเห็นแก่ตัวอีก
ยิ่งพูด สีหน้าของหลี่จวนก็ยิ่งแดง ดวงตาเริ่มคลอด้วยความน้อยใจ
“หนูดูแลแปลงผักนั้นเองทุกอย่างเลยนะคะ แต่บางคนไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง กลับมาเก็บไปกินเฉย ๆ
แถมยังกดดันคนปลูกอีก แบบนี้ใครจะอยากปลูกต่อคะ?”
“ถ้าคนขยันต้องเสียเปรียบตลอด สุดท้ายก็ไม่มีใครอยากทำอะไรแล้ว”
ป้าซิงฮวาที่ฟังอยู่ข้าง ๆ เริ่มเดือดแทนทันที คนชนบทส่วนใหญ่เห็นค่าของแรงงานตัวเอง
โดยเฉพาะผักสวนครัวที่ต้องค่อย ๆ ปลูกเองกับมือ ถ้ามีใครมาเก็บผักจากสวนเธอ แล้วยังหาว่าเธอขี้เหนียวอีก
เธอคงด่ามันกลับจนหูชาแน่
“พวกเยาวชนผู้มีการศึกษานี่เป็นอะไรกัน? ถ้าอยากกินผัก ทำไมไม่ปลูกเอง!”
ซ่งเว่ยพยักหน้าทันที “ก็เพราะแบบนั้นแหละค่ะ พวกหนูเลยอยากขอแบ่งพื้นที่เล็ก ๆ เป็นของใครของมัน จะได้ไม่เกิดปัญหาแบบนี้อีก ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป หลี่จวนคงไม่กล้าปลูกผักอีกแล้ว ส่วนหนูก็คงไม่อยากปลูกเหมือนกัน”
หัวหน้าหน่วยสูบไปป์เงียบ ๆ พลางขมวดคิ้ว
เขาไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องแค่นี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ขนาดนี้
ป้าซิงฮวารีบพูดเสริมทันที “จะคิดอะไรมากนักหนา ก็แค่กั้นรั้วแบ่งพื้นที่เอง หลังบ้านพวกนั้นก็กว้างจะตาย”
หัวหน้าหน่วยหันไปมองเธออย่างจนใจ
“เธอจะไปรู้อะไร เรื่องแบบนี้ต้องฟังความคิดเห็นของคนอื่นด้วย จะกั้นยังไง แบ่งเท่าไหร่ ถ้าไม่วางแผนดี ๆ เดี๋ยวก็วุ่นกันหมด”
ซ่งเว่ยรีบตอบ “พวกหนูไม่เอาเยอะหรอกค่ะ แค่พื้นที่เล็ก ๆ ติดหลังห้องก็พอ”
หลี่จวนรีบพยักหน้าแรง ๆ ตามทันที
หัวหน้าหน่วยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพ่นควันออกมา
“เอาเถอะ แล้วฉันจะลองคิดดูนะ เอาเป็นว่าพวกเธอกลับไปก่อนเถอะ”
แม้จะยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน แต่แค่เขาไม่ปฏิเสธตรง ๆ ก็ถือว่ายังมีหวัง
ซ่งเว่ยจึงไม่รบเร้าเขาอีกต่อไป เธอรีบกล่าวลาป้าซิงฮวา แล้วพาหลี่จวนกลับทันที
หลังจากทั้งสองออกไป ป้าซิงฮวาก็มองเห็ดในตะกร้าด้วยความพอใจ
“เห็ดพวกนี้ดีจริง ๆ มันพอทำกับข้าวได้ตั้งสองวันเชียวนะ เด็กซ่งนี่สายตาดีจริงๆ เก็บมาแต่ดอกสวย ๆทั้งนั้น”
ลูกสะใภ้ของหัวหน้าหน่วยหยิบเห็ดขึ้นมาดูแล้วยิ้ม
“พรุ่งนี้หนูจะลองขึ้นเขาไปเก็บดูบ้างดีกว่า”
เด็กชายตัวเล็กที่ยังอมลูกอมอยู่รีบกระโดดทันที
“ผมก็จะไปด้วย!”
“ได้ พรุ่งนี้เดี๋ยวแม่พาไป”
หัวหน้าหน่วยมองภรรยาแล้วรู้ปวดหัว “ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้วว่าอย่ารับของคนอื่นมั่ว ๆ”
การรับของหมายถึงต้องช่วยในสิ่งที่เขาขอ แค่งานของเขาเองก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว
ป้าซิงฮวากลอกตาใส่ทันที
“ฉันไม่ได้โง่นะ เห็ดพวกนี้ก็ของจากภูเขา ไม่ใช่ของมีค่าอะไร แล้วเรื่องที่เด็กสองคนนั้นมาขอก็ไม่ได้เกินเลยสักหน่อย”
“ถ้าพวกเขามาขออะไรไม่ที่สมเหตุสมผล ฉันก็คงโยนของคืนพวกเขาไปแล้ว”
เธอพูดต่ออย่างอารมณ์ดี “อีกอย่าง เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าพวกเด็กผู้หญิงเป็นฝ่ายผิด คนที่ผิดคือพวกขี้เกียจต่างหาก”
“มันก็เหมือนตอนทำงานรวมกลุ่มนั่นแหละ ถ้ามีคนเอาแต่เอาเปรียบ คนขยันก็ไม่อยากทำงานแล้ว”
“ดูตอนนี้สิ พอแยกคะแนนงานชัดเจน จะมีใครยังกล้าอู้อยู่อีก?”
หัวหน้าหน่วยฟังแล้วก็เงียบไป เพราะสิ่งที่ภรรยาพูดก็มีเหตุผล
“เอาเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะลองไปดู” พอได้ยินแบบนั้น ป้าซิงฮวาก็ยิ้มพอใจทันที
จากนั้นลูกสะใภ้ก็ลดเสียงลงถาม “แต่ซ่งเว่ยดูเปลี่ยนไปเยอะจริง ๆ นะ ตั้งแต่กลับจากโรงพยาบาล”
“หรือว่าเธอเสียสติไปแล้ว?”
ป้าซิงฮวารีบส่ายหน้า “ไม่น่าจะใช่นะ ฉันได้ยินมาว่าเรื่องที่เธอกระโดดน้ำเป็นแค่ความเข้าใจผิด จริง ๆ แล้วเธอแค่พลัดตกลงไปต่างหาก”
“ส่วนที่เธอตามติดหลัวเย่ฉิงก่อนหน้านี้ ก็เพราะเขาเคยให้คะแนนเธอน้อย เธอเลยไม่พอใจ”
ลูกสะใภ้เบิกตากว้างทันที “มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?”
“แน่นอนสิ เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟัง...”
หัวหน้าหน่วยมองผู้หญิงสองคนที่เริ่มนั่งคุยกันอย่างออกรส แล้วถอนหายใจเงียบ ๆ
ผู้หญิงนี่นะ… ขอแค่มีเรื่องให้คุย ก็พูดกันได้ทั้งคืนจริง ๆ