เวลานี้คนงานตามโรงงานใหญ่ต่างก็กลับบ้านกันหมดแล้ว แต่ถ้าจะถามทางหรือสืบข่าวก็ไม่ยาก
เพราะพนักงานส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบ้านพักพนักงานที่รวมกันเป็นชุมชนเดียว
หลังตัดสินใจได้ ซ่งเว่ย จึงพาเหอตันเดินเข้าไปหาหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังนั่งแทะเมล็ดทานตะวันอยู่หน้าบ้าน
เธอล้วงวอลนัทออกมาสามลูกแล้วยื่นให้ “พี่สาวคะ ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”
พอเห็นวอลนัท ดวงตาของหญิงชราก็เป็นประกายทันที
“ถามมาเถอะ ฉันรู้เรื่องแถวนี้ไม่น้อยหรอก” ซ่งเว่ย ลดเสียงลง สีหน้าดูกังวล
“แม่สามีฉันป่วยหนัก ต้องใช้เงินรักษา ลุงของสามีทำงานอยู่โรงงานทอผ้า ฉันเลยรีบมาหาเขา
แต่ปัญหาคือฉันเพิ่งเคยเข้าเมืองมาเป็นครั้งแรก เดินกันมาตั้งแต่เช้ากว่าจะถึง แต่พอมาถึงเมืองก็ดันใหญ่จนหาโรงงานไม่เจอเลยค่ะ” เธอถอนหายใจเบาๆ
“ไม่รู้ว่าที่พักของพนักงานโรงงานทอผ้าอยู่ตรงไหน แม่สามีก็รอเงินรักษาอยู่ที่บ้าน…”
หญิงชรามองสภาพเสื้อผ้าของทั้งสองที่เต็มไปด้วยฝุ่นดินก็เชื่อทันทีว่าเป็นคนชนบท
ซ่งเว่ย เองก็แอบดีใจที่วันนี้ใส่เสื้อเก่ามา พอปลอมตัวจึงแนบเนียนอย่างมาก
“โอ๊ย น่าสงสารจริงๆเลยนะ” หญิงชราพูดพลางถอนหายใจ “ฉันรู้จักบ้านพักพนักงานทอผ้านะ”
ซ่งเว่ย รีบจับมืออีกฝ่าย สีหน้าซาบซึ้งสุดขีด “ขอบคุณมากค่ะพี่สาว ไม่งั้นฉันกับลูกคงต้องเดินหากันทั้งคืนแน่
คนใจดีแบบพี่เดี๋ยวนี้หาได้ยากจริงๆ” ปากหวานของเธอทำให้หญิงชราหัวเราะชอบใจ
จากนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องโรงงานทอผ้า โรงงานเหล็ก รวมถึงสถานการณ์ของโรงงานต่างๆ ในละแวกนั้น
ไม่นาน ทั้งสองก็เรียกกันว่าพี่สาวอย่างสนิทสนม ส่วนเหอตันที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างนั้นได้แต่มึนงง
เขาเริ่มสงสัยว่าพี่ซ่งมีอะไรที่ทำไม่ได้บ้างมั้ยนะ
หลังจากได้ข้อมูลครบ ซ่งเว่ย ก็พาเหอตันเดินตรงไปยังบ้านพักพนักงานโรงงานเหล็กทันที
ระหว่างทาง เธอลูบหัวเด็กน้อยจนผมที่ยุ่งอยู่แล้วให้ยุ่งยิ่งกว่าเดิม
“อยู่ตรงนี้ก่อนนะ ห้ามวิ่งไปไหน เดี๋ยวฉันกลับมา”
เหอตันพยักหน้าแรงๆ “ครับ! ผมจะเชื่อฟัง!” เขายังยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆ ด้วย
ยิ่งอยู่ด้วยกัน ซ่งเว่ย ก็ยิ่งเอ็นดูเด็กคนนี้ ถึงหน้าจะดำและผอมไปหน่อย แต่ก็เชื่อฟังและน่ารักมากจริงๆ
ถ้าได้กินอิ่มๆ สักพัก คงจะดูดีขึ้นเยอะ
ซ่งเว่ย เดินไปหาคนเฝ้าประตูของบ้านพักพนักงานโรงงานทันที
ชายชรามองเธอแล้วถามว่า “มาหาใคร?” ซ่งเว่ย หยิบวอลนัทออกมาอีกครั้ง ก่อนลดเสียงลง
“คุณปู่ อยากกินหมูไหมคะ” คำว่า “หมู” ทำให้ชายชราตาโตทันที
เขารีบมองซ้ายมองขวา ก่อนโบกมือให้เธอเข้ามาใกล้
“หมูอะไร มีของอยู่จริงหรือเปล่า?” ซ่งเว่ย กระซิบตอบ
“พี่ชายฉันล่าหมูป่ามาได้สองตัว เลยอยากถามว่าที่โรงงานสนใจบ้างไหม ถ้าไม่เอา ฉันจะไปถามโรงงานทอผ้าแทน” “เอาสิ!” ชายชราเผลอขึ้นเสียง ก่อนรีบกดเสียงต่ำอีกครั้ง
“รอก่อนนะ อย่าเพิ่งไปไหน ฉันจะไปตามรองผู้อำนวยการมาเดี๋ยวนี้!”
พูดจบ เขาก็รีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ยุคนี้เนื้อหมูถือเป็นของหายากมาก
ต่อให้เป็นโรงงานใหญ่ก็ใช่ว่าจะหาได้ง่าย โดยเฉพาะโรงงานเหล็กที่ช่วงนี้กำลังปวดหัวเรื่องสวัสดิการพนักงาน
ถ้าปล่อยโอกาสนี้หลุดมือไป มีหวังถูกด่าทั้งโรงงานแน่
ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็รีบวิ่งตามคนเฝ้าประตูกลับมา สีหน้าตื่นเต้นชัดเจน
“หมูอยู่ไหน?” ซ่งเว่ย ไม่อ้อมค้อม “หมูป่าโตเต็มวัยสองตัว ตัวหนึ่งเกินสามร้อยจิน อีกตัวสี่ร้อยจินกว่า
ยังมีลูกหมูอีกสองตัวด้วย รวมแล้วประมาณแปดสิบจิน โรงงานคุณรับไหวไหม?”
ดวงตาของรองผู้อำนวยการสว่างวาบทันที “รับสิ! แค่นี้ยังแทบไม่พอแจกทั้งโรงงานเลย!”
ซ่งเว่ย พอใจมากที่อีกฝ่ายตอบตกลงง่ายๆ “งั้นคุยราคาให้ชัดเจนก่อน หมูเพิ่งล่ามาวันนี้
ส่นลูกหมูยังไม่ตาย ถึงจะเป็นหมูป่าแต่ก็ไม่ขายให้ถูกๆหรอกนะ
มีใบเสร็จหกเหมา ไม่มีใบเสร็จเก้าเหมา รับได้ไหม?”
อีกฝ่ายแทบไม่ลังเลเลย “ได้สิ!” ตอนนี้เนื้อหมูธรรมดาก็หายากอยู่แล้วต่อให้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้
แม้หมูป่าจะกลิ่นแรงกว่า แต่ก็ยังเป็นเนื้อสัตว์อยู่ดี แถมหนักตั้งหลายร้อยจิน ยังไงก็คุ้ม
ซ่งเว่ย ยิ้มทันที “งั้นเอารถเข็นมาด้วย ของอยู่ตรงหุบเขานอกเมือง”
รองผู้อำนวยการรีบกลับไปเรียกลูกชาย พร้อมลากรถเข็นออกมาทันที
ทั้งสี่คนเดินตามซ่งเว่ย ออกจากเมืองไปด้วยกัน ระหว่างทาง พวกเขาเห็นซ่งเว่ย ดึงเด็กผอมดำคนหนึ่งออกมาจากมุมมืด เธออธิบายสั้นๆ “ที่บ้านมีปัญหานิดหน่อย เลยต้องพาเด็กมาด้วย”
ทั้งสามคนฉลาดพอจะไม่ถามต่อ เรื่องแบบนี้ยิ่งถามมากยิ่งไม่ดี
กลางคืนถนนแทบไม่มีคน ซ่งเว่ย จึงพาพวกเขาไปถึงจุดซ่อนหมูป่าได้อย่างปลอดภัย
พอไฟฉายส่องไปเห็นร่างหมูป่าขนาดมหึมา ทุกคนก็อ้าปากค้างทันที
“โอ้โห…หมูตัวใหญ่อะไรขนาดนี้เนีย!” “ใหญ่กว่าหมูเลี้ยงอีกนะ!”
“อย่างน้อยต้องสามสี่ร้อยปอนด์แน่!” รองผู้อำนวยการโรงงานเหล็กยิ้มจนแทบหุบปากไม่ลง
ดวงตาเขาเป็นประกายเหมือนเห็นสมบัติล้ำค่าอยู่ตรงหน้า