“แล้วพี่ชายของคุณล่ะ?” ซ่งเว่ย ตอบเรียบๆ “เขาไปจัดการธุระนิดหน่อยค่ะ”
รองผู้อำนวยการโรงงานเหล็กมองเธออย่างระแวงเล็กน้อย
ซ่งเว่ย จึงพูดต่ออย่างใจเย็น “ไม่ต้องห่วงค่ะ หมูป่าตั้งเยอะ ไม่มีใครปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีคนเฝ้าหรอก
นอกจากคนในครอบครัวตัวเอง” ก็จริงอย่างที่เธอว่า
แต่ปัญหาคือ…จะชั่งน้ำหนักหมูพวกนี้ยังไง?
ซ่งเว่ย ม้วนแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน ก่อนคว้าคานชั่งเหล็กอันใหญ่ ผูกหมูป่าเข้ากับตะขอเกี่ยวแล้วขึ้นทันที
“มาเถอะ ฉันยกเอง” ลูกชายของรองผู้อำนวยการรีบเข้าไปช่วย เขาตัวสูงแข็งแรง
แต่พอรับน้ำหนักเข้าจริงๆ ไหล่ก็สั่นเล็กน้อย ต่างจากซ่งเว่ย ที่ยังยืนสบายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ตัวนี้…สามร้อยยี่สิบจิน” เธอปล่อยตัวแรกลง ก่อนชั่งตัวต่อไป
“ตัวนี้สี่ร้อยห้าสิบสองจิน” “ส่วนลูกหมูสองตัวรวมกันเก้าสิบเอ็ดจิน”
หลังชั่งเสร็จ ซ่งเว่ย ก็พูดขึ้นทันที “ฉันต้องเก็บเนื้อไว้บ้างส่วนนะ”
ทั้งสามคนมองเธอเหมือนถูกควักหัวใจออกไป “ถ้าคุณเอาไปโรงงาน สุดท้ายก็ต้องหั่นอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?”
เธอพูดอย่างจนใจ ในที่สุดหลังต่อรองกันอยู่พักใหญ่ ซ่งเว่ย ก็เก็บเนื้อไว้ได้ห้าจิน
หมูป่าที่โตตามภูเขา เนื้อแน่น ไขมันน้อย แต่รสชาติดีกว่าหมูเลี้ยงทั่วไปมาก
หลังคำนวณราคาเรียบร้อย รองผู้อำนวยการจ่ายเงินให้เธอทันที
สองร้อยจินแรกจ่ายแบบมีใบเสร็จ ส่วนที่เหลือเป็นเงินสดไม่มีใบเสร็จ รวมทั้งหมดซ่งเว่ย ได้เงินมาถึง 712.2 หยวน
เหนื่อยก็จริง แต่ก็คุ้มมาก อีกฝ่ายเตรียมทั้งเงินสดและคูปองมาให้ครบ ซ่งเว่ย ก้มดูผ่านๆ แล้วพบว่ามีคูปองธัญพืชที่เธอต้องการอยู่พอดี หลังช่วยกันขนหมูขึ้นรถเสร็จ ซ่งเว่ย ก็ยืนมองพวกเขาจากไป
ก่อนพาเหอตันเดินกลับกองพลผิงอัน ระยะทางกลับไกลพอสมควร ต้องเดินเกือบสองชั่วโมง
แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือ…พวกเขาหิวมาก ซ่งเว่ย ยกเนื้อในมือขึ้น
“หาอะไรกินก่อนค่อยเดินต่อดีไหม?” เหอตันมองเนื้อหมูในมือเธอดวงตาเป็นประกาย ก่อนกลืนน้ำลายเงียบๆ
สุดท้ายซ่งเว่ย ก็ตัดเนื้อออกมาสองจิน จุดไฟย่างกันข้างทาง
เครื่องปรุงแทบไม่มี หมูป่าก็กลิ่นแรงและมันน้อย รสชาติไม่ได้ค่อยดีนัก แต่ตอนนี้แค่มีอะไรกินก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
ระหว่างย่างเนื้อ ซ่งเว่ย หยิบวอลนัทที่เหลือออกมาแบ่งให้เหอตัน
เด็กน้อยรีบส่ายหน้า “พี่ซ่งกินเถอะครับ ผมไม่หิว”
เขากอดเข่านั่งข้างกองไฟ มือเล็กๆ แอบกดท้องตัวเองไว้
ความจริงเขาหิวมาก แต่ที่ผ่านมา เขาก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดจนชินแล้ว
ซ่งเว่ย ยัดวอลนัทใส่มือเขา “กินเถอะ ฉันจะได้มีที่ไว้กินเนื้อเพิ่ม”
เหอตันชะงัก ก่อนค่อยๆ ก้มหน้ากิน กลิ่นหอมของวอลนัทอุ่นๆ ลอยคลุ้ง
เด็กน้อยเม้มปากแน่น ดวงตาแดงขึ้นเล็กน้อย
นี่เป็นครั้งแรก…ที่มีคนดีกับเขาขนาดนี้ “ขอบคุณครับ พี่ซ่ง”
ซ่งเว่ย ไม่พูดอะไร เพียงแบ่งเนื้อย่างให้เขาอีกไม้หนึ่ง ก่อนกินของตัวเองต่ออย่างเอร็ดอร่อย
ถึงรสชาติจะธรรมดา แต่ทั้งคู่ก็กินเกือบเกลี้ยง เมื่อมีอาหารตกถึงท้อง ซ่งเว่ย ก็เดินเร็วขึ้นมาก
กลางคืนแบบนี้เธอไม่กลัวอะไรเลย ต่อให้เจอโจรจริงๆ ใครจะเป็นฝ่ายซวยก็ยังไม่แน่
แต่เหอตันขาสั้น แถมเดินเท้าเปล่า ไม่นานก็เริ่มตามไม่ทัน
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่บ่นสักคำ ได้แต่วิ่งตามเงียบๆ
ซ่งเว่ย หยุดกะทันหัน เด็กน้อยที่ก้มหน้าวิ่งอยู่ก้ชนเข้ากับขาเธอเต็มแรง
เขารีบเอามือกุมจมูก แต่ยังเงยหน้ามายิ้มโง่ๆ ให้เธอ ซ่งเว่ย อดหัวเราะไม่ได้
“เด็กบ๊องเอ๊ย” เธอเคาะหน้าผากเขาเบาๆ ก่อนจับเขายัดลงตะกร้าด้านหลัง
“เดินไม่ไหวก็ไม่บอก” เหอตันนั่งขดตัวอยู่ในตะกร้า ดวงตาเป็นประกาย มองแผ่นหลังของเธอเงียบๆ
เขาค่อยๆ เอามือแนบกับแผ่นไม้ไผ่ด้านหลัง ราวกับอยากสัมผัสความอบอุ่นจากเธอ
“พี่ซ่ง…ทำไมพี่ถึงดีกับผมขนาดนี้ครับ” ซ่งเว่ย เดินต่ออย่างไม่ใส่ใจนัก
“ก็เธอช่วยฉันหาอาหารนี่นา” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ถ้าคิดว่าพี่ดีกับเธอ ก็ช่วยพี่หาของกินบนภูเขาบ่อยๆ ก็แล้วกัน แบ่งกัน เธอสามส่วน ฉันเจ็ดส่วน”
เหอตันรีบส่ายหน้าแรงๆ “ผมยกให้พี่หมดเลยครับ ผมไม่เอา”
เขาไม่มีบ้าน ไม่มีที่เก็บของ ต่อให้ได้มาก็เก็บรักษาไว้ไม่ได้อยู่ดี
ซ่งเว่ย ถอนหายใจ “โง่จริงๆ” “ของของเธอก็ต้องเป็นของเธอ หรือจะฝากไว้กับฉันก็ได้ ฉันจะเก็บให้เอง
ถึงฉันจะตะกละ แต่ก็ไม่เอาเปรียบเด็กหรอกนะ”
ด้านหลังเงียบไปพักหนึ่ง ซ่งเว่ย หันกลับไปมอง จึงพบว่าเหอตันหลับคาตะกร้าไปแล้ว
ร่างเล็กๆ ขดตัวแนบอยู่ด้านหลังเธอ เธอไม่พูดอะไรอีก เพียงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ระยะทางต้องใช้เวลาเดินสองชั่วโมง แต่เธอเดินมาถึงภายในหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น
ตอนกลับถึงที่พักเยาวชน ทุกคนก็หลับกันหมดแล้ว
ซ่งเว่ย พาเหอตันเข้าห้อง แต่ไม่ได้ให้ขึ้นเตียง เพราะเด็กน้อยทั้งเปื้อนทั้งมอมแมม
เธอจึงปูที่นอนชั่วคราวไว้ด้านข้างให้แทน ส่วนตัวเธอก็เหนื่อยจนแทบลืมตาไม่ขึ้น
หลังเก็บเงินทั้งหมดอย่างระมัดระวัง เธอก็ล้มตัวลงนอนทันที
เช้าวันต่อมา เหอตันสะดุ้งตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ในช่วงเวลานี้ของทุกวัน เขามักจะถูกป้าและย่าตะโกนปลุกให้ไปให้อาหารไก่ เป็ด และขึ้นเขาเก็บฟืน
แม้จะยังเด็ก แต่ฟืนส่วนใหญ่ที่บ้านตระกูลหลินใช้ในฤดูหนาว ล้วนเป็นเขาที่แบกกลับมาทั้งนั้น