ตอนนี้ยาของซ่งเว่ยเหลือไม่มากแล้ว เธอจึงคิดว่าจะลางานพรุ่งนี้แล้วเข้าเมืองไปส่งของและเขียนจดหมายหาพี่ชาย
พร้อมซื้อยามาให้เหอตันด้วย แต่ตอนนี้เธอมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ เสื้อผ้าของเธอตัวใหญ่เกินไปสำหรับเด็กน้อย
พอสวมให้เหอตันแล้ว เสื้อกลับยาวคล้ายกระโปรง ชายเสื้อแทบถึงน่องของเขาเลย
ซ่งเว่ยลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบเชือกฟางมามัดรอบเอวของเขาแบบลวก ๆ
“เอาแบบนี้ไปก่อนละกันนะ รอบหน้าถ้าพี่เข้าเมือง พี่จะซื้อผ้ามาตัดเสื้อผ้าใหม่ให้นะ”
เหอตันเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่จะตัดเสื้อผ้าให้ผมงั้นเหรอ?”
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันอยู่เลย ซ่งเว่ยหัวเราะเบา ๆ
“เมื่อวานขายหมูป่าได้เงินตั้งเยอะนะ แถมวอลนัตที่เธอเอามาให้ก็ช่วยพี่มากด้วย ถือว่าเสื้อผ้าเป็นของตอบแทนก็แล้วกันนะ”
เหอตันรีบส่ายหน้าทันที “ไม่ต้องหรอกครับ ผม…ผมไม่ได้ช่วยอะไรเลย วอลนัตพวกนั้นก็ไม่ได้แพง”
“แต่สำหรับพี่ มันมีค่าก็พอแล้ว” เธอไม่มีกรรไกรตัดผมให้เขา จึงทำได้แค่ใช้หนังยางมัดผมยาวรุงรังไว้ลวก ๆ
หลังอาบน้ำสะอาด ใบหน้าเล็ก ๆ ของเหอตันก็ดูชัดขึ้น ดวงตากลมโตสดใส แม้ยังผอมและผิวคล้ำ แต่ก็เริ่มดูดีขึ้นมาก
ซ่งเว่ยมองแล้วคิดในใจว่า เด็กคนนี้ ถ้าเลี้ยงดี ๆ ต้องดูดีแน่นอน
หลังจัดการทุกอย่างเสร็จ เธอก็อุ้มเหอตันออกจากห้องไปหาหลี่จวน ระหว่างทาง เกาเล่อก็เรียกเธอไว้
“ซ่งเว่ยเมื่อวานหลังเธอกลับไปไม่นาน มีคนมาตามหาเธอกับเหอตันด้วย แต่สีหน้าพวกนั้นดูไม่เป็นมิตรเลยล่ะ ระวังตัวไว้หน่อยก็แล้วกัน” พอได้ยินดังนั้น ทั้งซ่งเว่ยและเหอตันก็เดาได้ทันทีว่าเป็นใคร
เมื่อวานพวกเขาเพิ่งจัดการกับหลินโย่วฟู่ไป ด้วยนิสัยของตระกูลหลิน คงจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ แน่
เมื่อได้ยินดังนั้นเหอตันก็ตัวแข็ง สีหน้าเริ่มหวาดกลัวทันที แต่ซ่งเว่ยกลับพยักหน้าผ่านๆอย่างไม่ใส่ใจ
“อืม ขอบคุณนะเกาเล่อ” จากนั้นเธอก็พาเหอตันเดินต่อ “ไม่ต้องกลัวนะ พวกนั้นทำอะไรฉันไม่ได้หรอก เรื่องแค่นี้สบายมาก”
เหอตันก้มหน้า พูดเสียงเบา “นี่ผมสร้างปัญหาให้พี่ซ่งอีกแล้วใช่มั้ย” ซ่งเว่ยดีดหน้าผากเขาเบา ๆ
“เด็กอะไรคิดมากจริง”
เช้าวันนั้น หลี่จวนทำซาลาเปาธัญพืชกับขนมปังข้าวโพดราดซอสเห็ดไว้ให้
ซ่งเว่ยกินอย่างเอร็ดอร่อยเธอกินขนมปังข้าวโพดไปถึงเจ็ดชิ้น แถมยังหยิบมะเขือเทศเชอร์รี่โยนเข้าปากเหมือนกินผลไม้เล่นอีก
หลี่จวนมองเธอแล้วมุมปากก็กระตุก ทุกครั้งที่เธอเห็นซ่งเว่ยกิน เธอจะรู้สึกว่าเจริญอาหารขึ้นมาอย่างประหลาด
แต่กินเยอะขนาดนี้มันเกินไปไหม?! “ซ่งเว่ย อาหารของเธอหมดแล้วนะ”
ซ่งเว่ยกะพริบตา “อะไรนะ หมดเร็วขนาดนั้นเลย?” เหอตันที่นั่งกินเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ หยุดเคี้ยว แล้วเงยหน้ามองเธออย่างลังเล
“พี่กินของผมก็ได้นะ” ซ่งเว่ยยิ้ม ก่อนลูบหัวเขาเบา ๆ แล้วตักซอสเห็ดเพิ่มให้
“เธอกินของเธอไปเถอะ เด็กต้องกินเยอะ ๆ” จากนั้นเธอก็พูดกับหลี่จวนว่า
“พรุ่งนี้ฉันจะขอลาหัวหน้าเข้าเมืองไปรับของที่พี่ชายส่งของมาให้พอดี แล้วบ่ายนี้ฉันจะขึ้นเขาเก็บเห็ดอีก ฝากเธอช่วยทำซอสเห็ดเพิ่มหน่อยนะ ฉันจะส่งไปให้พี่ชาย” หลี่จวนพยักหน้าทันที ได้สิ ถึงงานจะเยอะ แต่ซ่งเว่ยก็ให้ค่าตอบแทนดีมาก เธอจึงเต็มใจช่วย
หลังอาหารเช้า ทุกคนก็แยกย้ายไปทำงาน แต่ซ่งเว่ยไม่ได้ไปที่แปลงทันที เธอพาเหอตันตรงไปหาหัวหน้าหน่วยก่อน
ตลอดทาง ชาวบ้านที่พบเห็นต่างพากันมองด้วยความประหลาดใจ “นั่นซ่งเว่ยกับเหอตันไม่ใช่เหรอ?”
“เด็กนั่นเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ ก่อนหน้านี้ยังใส่เสื้อผ้าขาด ๆ อยู่เลย” ซ่งเว่ยไม่สนใจสายตาพวกนั้น เดินตรงไปหาหัวหน้าหน่วยทันที
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอสังเกตได้ว่าหัวหน้าหน่วยเป็นคนค่อนข้างยุติธรรม
เรื่องของตระกูลหลินมีแนวโน้มว่าจะบานปลาย เธอจึงต้องมาพูดกับเขาก่อน อย่างน้อยก็เพื่อรักษาความสัมพันธ์ไว้
ทันทีที่เห็นเธอ หัวหน้าหน่วยก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที เด็กสาวคนนี้ภายนอกดูอ่อนโยน เรียบร้อย พูดจานิ่มนวล
แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นตัวปัญหาชัด ๆ และที่สำคัญ ทุกครั้งเธอยังมีเหตุผลจนเขาเถียงไม่ออกอีกต่างหาก
“คราวนี้เธอไปก่อเรื่องอะไรมาอีกล่ะ?” ซ่งเว่ยทำหน้าซื่อ ดวงตาใสแจ๋ว
“หัวหน้า พูดแบบนั้นกับฉันได้ยังไงคะ ฉันเป็นคนซื่อสัตย์จะตาย”
หัวหน้าหน่วยเงียบไปทันที “งั้นเหอตันมาอยู่กับเธอได้ยังไง?”
ซ่งเว่ยจึงเริ่มเล่าเรื่องเมื่อวาน ตั้งแต่ตอนเจอเหอตันช่วยหลินโย่วฟู่หาอาหารหมู จนถึงเรื่องที่มีปัญหากับครอบครัวหลิน
ยิ่งฟัง สีหน้าหัวหน้าหน่วยก็ยิ่งมืดลง “ตระกูลหลินนี่มันเกินไปจริง ๆ!”
“ใช่ไหมล่ะคะ” ซ่งเว่ยรีบผสมโรงทันที
“ฉันเจอเหอตันขึ้นเขาเก็บฟืนหลายครั้งแล้ว เขาเป็นเด็กอายุแค่ห้าขวบ แต่ต้องแบกตะกร้าใหญ่ขนาดนั้นทุกวัน ดูยังไงก็ไม่ปกติ”
เหอตันผอมแห้งจนแทบไม่เหมือนเด็กห้าขวบเลยสักนิด เด็กสามขวบบางคนยังตัวใหญ่กว่าเขาเสียอีก
หัวหน้าหน่วยสูบบุหรี่เงียบ ๆ สีหน้าหนักใจ เขาสงสารเด็กก็จริง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัว
“ยังไงตระกูลหลินก็เป็นญาติผู้ใหญ่ของเด็ก เราเข้าไปยุ่งมากไม่ได้หรอกนะ”
ยุคนี้เรื่องความกตัญญูสำคัญมาก ต่อให้ตระกูลหลินทำเกินไป แต่ถ้าอีกฝ่ายอ้างเรื่องผู้ใหญ่ ก็จัดการยากอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น เหอตันก็ยังเด็กเกินกว่าจะดูแลตัวเองได้ ญาติคนอื่นเองก็ไม่มีใครกล้ารับเลี้ยง
เพราะตระกูลหลินขึ้นชื่อเรื่องความหน้าด้านและโหดร้าย หากรับเด็กไป มีหวังโดนเกาะกินทั้งบ้านแน่
ซ่งเว่ยจึงพูดขึ้นช้า ๆ “แต่พี่ชายของเหอตันเป็นทหารนะคะ”
หัวหน้าหน่วยชะงักไปทันที “เขาไปปกป้องประเทศอยู่แนวหน้า แต่ญาติคนเดียวของเขากลับถูกทำร้ายแบบนี้ ถ้าเขารู้เข้า จะคิดยังไง?”
“ถ้าเรื่องถึงตำรวจหรือสมาคมสตรี ชื่อเสียงของหน่วยเราคงเสียหายหมดแน่”
เปลือกตาของหัวหน้าหน่วยกระตุกรัวๆทันที เพราะสิ่งที่ซ่งเว่ยพูด…มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงๆด้วย
หลินเจิ้นไม่ใช่คนที่ยอมใครง่าย ๆ ซะด้วย เมื่อก่อนเขาเคยถือมีดไล่ฟันครอบครัวของลุงตัวเองมาแล้ว
แถมยังเกือบเผาบ้านตระกูลหลินทั้งหลังเพราะปกป้องน้องชาย คนแบบนั้น ถ้ากลับมาเห็นเหอตันอยู่ในสภาพนี้ละก็
ใครจะรู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างเขาไม่อยากนึกถึงมันเลยจริงๆ
หัวหน้าหน่วยสูบบุหรี่เงียบ ๆ อีกหลายครั้ง ยิ่งคิด…ก็ยิ่งปวดหัวยิ่งกว่าเดิม