ระหว่างลงจากภูเขา ซ่งเว่ยบังเอิญเจอกลุ่มชาวบ้านที่กำลังเลิกงานและเดินกลับบ้านไปทำอาหารกลางวัน
ทันทีที่เห็นกองฟืนมหึมาบนหลังเธอ หลายคนก็หยุดมองด้วยความตกตะลึง
“นั่นใครน่ะ? ใครจะแบกฟืนมาได้เยอะขนาดนี้ได้!”
“แม่ ดูสิ นั่นซ่งเว่ย ไม่ใช่เหรอ?”
เมื่อเห็นว่าเป็นซ่งเว่ย ป้าหม่าก็รีบเดินเข้ามาหาทันที
“ซ่งเว่ย ทำไมถึงแบกฟืนมาเยอะขนาดนี้ล่ะ? เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาแท้ ๆ ไม่กลัวร่างกายรับไม่ไหวหรือไง?”
ป้าหม่ามองเธอด้วยความเป็นห่วง ซ่งเว่ยดูผอมบางมาก เอวเธอเล็ก แขนก็เล็ก ราวกับลมพัดแรงนิดหน่อยก็ปลิวได้ แต่กลับแบกฟืนกองใหญ่จนแทบมองไม่เห็นตัวได้แบบนี้
ซ่งเว่ยยิ้มแล้วทักทายกลับ “ไม่เป็นไรค่ะป้าหม่า หนูแค่ไม่มีอะไรทำเลยขึ้นเขาไปเดินเล่น
ได้ยินว่าฤดูหนาวที่นี่หนาวมาก เลยคิดว่าควรเตรียมฟืนไว้ให้มากหน่อยค่ะ”
“ถูกแล้วล่ะ ฤดูหนาวที่นี่โหดมาก ถ้าไม่มีฟืนเพียงพอก็จะลำบากเอาได้”
ป้าหม่าพยักหน้าเห็นด้วย
“โดยเฉพาะห้องของพวกเยาวชนผู้มีการศึกษาที่เพิ่งมาใหม่ ยังไม่มีเตียงอิฐให้ความอบอุ่น
ถ้าไม่สร้างไว้ก่อน หน้าหนาวคงอยู่ไม่ไหวแน่”
พูดจบ เธอก็มองกองฟืนอีกครั้ง เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าเป็นเรื่องดี...แต่แบบนี้ก็เยอะเกินไปหน่อยนะ!
ใครจะคิดว่าเด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนนี้จะมีแรงมากขนาดนี้ ซ่งเว่ยถือโอกาสถามทันที
“ป้าหม่า แล้วในหมู่บ้านมีใครสร้างเตียงอิฐเป็นบ้างคะ? หนูอยากสร้างไว้สักเตียง แล้วก็อยากทำตู้เก็บของเพิ่มด้วย”
“มีสิ ลุงของเธอน่ะเขาทำเป็น” ป้าหม่าพูดพลางขยับเข้ามาใกล้แล้วลดเสียงลง
“แต่ค่าอิฐกับวัสดุต่าง ๆ ราคาไม่ถูกเลยนะ”
ซ่งเว่ยเข้าใจความหมายทันที “ป้าไม่ต้องห่วงค่ะ หนูจ่ายค่าแรงกับค่าวัสดุได้แน่นอน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ป้าหม่าก็ยิ้มกว้างทันที “งั้นก็ดีเลย เดี๋ยวหลังกินข้าวเสร็จ ป้าจะให้ลุงไปดูให้ ส่วนเรื่องตู้ ในหมู่บ้านมีช่างไม้ เดี๋ยวป้าพาไปหาเขาเอง”
“ขอบคุณมากค่ะป้า”
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย ซ่งเว่ยก็แบกตะกร้าฟืนเดินต่อไป
ป้าหม่ามองตามพลางตะโกนไล่หลัง “เดินช้า ๆ หน่อยนะ ระวังล้ม!”
เมื่อกลับถึงที่พักเยาวชนผู้มีการศึกษา ทุกคนที่เพิ่งเลิกงานต่างก็พากันตะลึง
ซ่งเว่ยที่ดูเป็นผู้หญิงบอบบางมาตลอด แต่ตอนนี้เธอกลับแบกฟืนกองใหญ่จนแทบสูงกว่าตัวเองเสียอีก
ภาพตรงหน้าชวนให้ทุกคนตกใจจริง ๆ
หลี่จวนรีบวิ่งเข้ามาช่วยเธอทันที “ซ่งเว่ย เธอไปเอาฟืนมาจากไหนเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย?”
พอช่วยจับ เธอก็รู้ทันทีว่ามันหนักมาก หนักจนแทบไม่น่าเชื่อว่าซ่งเว่ยจะแบกมันลงมาจากภูเขาคนเดียวได้
โดยเฉพาะท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่หนีบอยู่ใต้แขนของเธอ หลี่จวนถึงกับมองซ่งเว่ยด้วยสายตาชื่นชม
“พอดีตอนฉันตื่นมาก็ไม่เห็นใครอยู่แล้วฉันเลยขึ้นเขาไปเก็บฟืนเล่น” ซ่งเว่ยตอบอย่างสบาย ๆ
แต่หลิวหลินหลินกลับหัวเราะเยาะทันที
“นี่คือคนป่วยจริงหรือเปล่า? ดูมีแรงกว่าพวกเราทุกคนอีกนะ หรือว่าแกล้งป่วยไม่ยอมทำงาน แต่มีแรงวิ่งขึ้นเขาเนี่ยนะ?”
ซ่งเว่ยหันไปมองเธอ จากนั้นก็หยิบท่อนไม้หนา ๆ ขึ้นมาแล้วหักครึ่งด้วยมือเปล่าต่อหน้าทุกคน
เป๊าะ! เสียงหักไม้ดังสนั่น หลิวหลินหลินสะดุ้งจนหน้าเปลี่ยนสีทันที
ซ่งเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “อย่าทำให้ฉันอารมณ์เสียนะตอนฉักำลังอารมณ์ดีอยู่”
หลิวหลินหลินนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าแล้วก็หุบปากทันที
แม้จะไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดต่อ หลี่จวนจึงพูดขึ้นแทน
“ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูที่มีงานหนัก หัวหน้าหน่วยก็อนุญาตให้พักฟื้นแล้ว ซ่งเว่ยจะขึ้นเขาไปเก็บฟืนก็ไม่เห็นมีอะไรผิด”
หลิวหลินหลินทำได้เพียงกลอกตาใส่
ซ่งเว่ยขนฟืนออกจากตะกร้าแล้วไว้หน้าห้อง จากนั้นทุกคนก็เห็นของที่อยู่ในตะกร้าทันที
“โอ้โห! กีวีป่า!”หลี่จวนตาโตทันที
“เธอไปเจอมามาจากที่ไหนถึงได้มีเยอะแยะขนาดนี้?”
เธอหยิบมาชิมลูกหนึ่ง “ว้าวมันหวานมากเลยนะ!”
ซ่งเว่ยหยิบส่งให้เธออีกสองสามลูก “ชอบก็เอาไปกินอีกสิ”
หลี่จวนยิ้มกว้าง แต่คนอื่นกลับไม่ได้รับส่วนแบ่งนั้นเลย ซ่งเว่ยหวงอาหารของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร
ต่อให้ตอนนี้ของป่าจะมีมากมาย เธอก็เต็มใจแบ่งให้เฉพาะคนที่สนิทเท่านั้น
ส่วนคนอื่นน่ะเหรอฝันไปเถอะ...ทำไมเธอต้องแบ่งของที่หามาด้วยตัวเองให้คนที่ไม่สนิทกินด้วยล่ะ
ขณะนั้นเอง ก็มีคนเอื้อมมือเข้ามาในตะกร้าของเธอโดยพลการ ซู่ไหลตี้ คนที่ขึ้นชื่อว่าหน้าด้านที่สุดในกลุ่ม
เธอหยิบกีวีป่าเข้าปากไปสองสามลูกอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะเหลือบไปเห็นของบางอย่างใต้ใบไม้
“ข้างล่างนี่อะไรน่ะ?”
พูดจบก็คว้าออกมาทันที
และวินาทีต่อมา “เสียงกรี๊ดแหลมดังลั่นไปทั่วลานบ้าน ซู่ไหลตี้สะบัดมือสุดแรงแล้วถอยหลังอย่างรวดเร็ว
เพราะเธอดันไปคว้าเอาหัวงูพอดี! ซ่งเว่ยเดินเข้าไปเก็บงูขึ้นมาอย่างใจเย็นแล้วคว้ากีวีป่าที่อีกฝ่ายหยิบไปคืนมา
“เธอทำอะไรของเธอเนี่ย?”
“นี่จะปล้นกันกลางวันแสก ๆ เลยหรือไง?”
ซู่ไหลตี้หน้าแดงทันที แต่เธอก็ยังเถียงคอเป็นเอ็น
“เธอพูดแบบนั้นได้ยังไง พวกเราก็เป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาเหมือนกันแท้ๆ ควรช่วยเหลือกันไม่ใช่เหรอ?”
“ก็ไอ้แค่ผลไม้ไม่กี่ลูกเอง อีกอย่างของพวกนี้ก็อยู่บนภูเขา ไม่ใช่ของเธอคนเดียวสักหน่อย”
ซ่งเว่ยหัวเราะเยาะทันที “งั้นตอนฉันขึ้นไปเก็บ เธอไปอยู่ตรงไหนล่ะ?”
“ถ้าอยากได้ ก็ขึ้นเขาไปหาเองสิ” ซู่ไหลตี้ถึงกับพูดไม่ออก
แต่เมื่อทุกคนเห็นงูตัวใหญ่ในมือซ่งเว่ย สายตาของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที
งูตัวนี้อ้วนและยาวมาก แค่ดูก็รู้ว่ามีเนื้อไม่น้อยเลย เพราะพวกเขาไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว
ทันใดนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งก็พูดขึ้น “ซ่งเว่ย งูตัวนี้จับได้จากภูเขา ถือเป็นทรัพย์สินส่วนรวมไม่ใช่เหรอ?”
“พวกเราอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน ก็ควรแบ่งให้ทุกคนบ้างสิ”
ทันทีที่ได้ยิน ซ่งเว่ยก็หัวเราะออกมา “ตามความคิดของนาย ถ้าใครเก็บอะไรได้จากภูเขา ก็ต้องแบ่งให้ทุกคนหมดอย่างนั้นเหรอ?”
“งั้นพรุ่งนี้ฉันจะไปบอกชาวบ้านทั้งหมู่บ้านดีไหม?”
ชายหนุ่มคนนั้นเงียบกริบทันที เรื่องแบบนี้ถ้าแพร่ออกไปจริง ๆ คงถูกชาวบ้านด่าจนไม่เหลือชิ้นดีแน่
ทุกคนรู้ดีว่าของที่หามาได้จากภูเขาเป็นของใครของมัน ใครจะยอมแบ่งเนื้อให้คนทั้งกลุ่มกินกัน?
บรรยากาศจึงเงียบลงทันที ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องแบ่งเนื้ออีกเลย
ซ่งเว่ยไม่สนใจสายตาเสียดายของคนรอบข้าง เธอหันไปถามหลี่จวนว่า
“เธอทำเนื้องูเป็นไหม?” หลี่จวนพยักหน้ารัวๆ “เป็นสิ! เดี๋ยวฉันช่วยเอง!”
ซ่งเว่ยพอใจมาก ในชาติก่อน เธอกินเนื้อกลายพันธุ์จนชิน ไม่ว่าจะปรุงอย่างไรก็ไม่อร่อยอยู่ดี
แต่ตอนนี้มันต่างออกไป งูตัวนี้เป็นเนื้อสด ๆ เธอไม่อยากทำให้เสียของ
ดังนั้นเธอจึงลากหลี่จวนไปช่วยทำอาหารทันที ส่วนคนที่เหลือก็ได้แต่มองตามด้วยความเสียดาย
โดยเฉพาะหลัวเย่เฉิงและกลุ่มเพื่อนของเขา
ในขณะนั้นเอง เสียงอ่อนหวานของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“ซ่งเว่ยเปลี่ยนไปมากจริง ๆ นะ” ไป๋หยุนเจียวมองหลัวเย่เฉิงด้วยสายตาอ่อนโยน
“เมื่อก่อนถ้าเธอได้อะไรดี ๆ มา อย่างน้อยก็ต้องแบ่งให้นายก่อน”
“หรือว่าบางที...เธออาจจะยังโกรธนายอยู่ก็ได้”
หลัวเย่เฉิงที่เดิมทีก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่แล้ว ยิ่งได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ่งคิดมากไปใหญ่
ตั้งแต่ที่ซ่งเว่ยกลับมาจากโรงพยาบาล เธอก็ไม่แม้แต่จะมองเขาเลยสักครั้ง
มันต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง หรือว่าเธอจะโกรธเขาจริง ๆ?
หลัวเย่เฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ ไม่เป็นไร ซ่งเว่ยเคยงอนเขาหลายครั้งแล้ว
และทุกครั้งเขาก็ใช้คำพูดไม่กี่ประโยคปลอบเธอได้เสมอ งั้นครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ไม่รีบร้อนอีกต่อไป เขารอให้ซ่งเว่ยทำเนื้องูเสร็จก่อน แล้วค่อยไปคุยกับเธอก็ยังไม่สาย.