หลังจากส่งลุงเจียงเอ้อจูกลับไปแล้ว ซ่งเว่ยกำลังจะกลับเข้าห้องพัก แต่จู่ ๆ ซู่ไหลตี้ก็พุ่งออกมาขวางทางเธอไว้
“ซ่งเว่ย ที่เธอทำมันหมายความว่ายังไง?”
เธอเอามือเท้าสะเอว สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“เธอไม่รู้หรือไงว่าพวกเยาวชนผู้มีการศึกษากับชาวบ้านไม่ค่อยถูกกัน?”
“เธอเอาเนื้อไปให้ชาวบ้านตั้งเยอะ แต่กลับไม่แบ่งให้พวกเรากินเลยสักคำ!”
“เธอกำลังดูถูกพวกเราอยู่ใช่ไหม?”
ความจริงแล้ว คำพูดทั้งหมดนั้นมีต้นเหตุมาจากเรื่องเดียว คือเธออยากกินเนื้อนั่นเอง
เมื่อเห็นซู่ไหลตี้ออกหน้า หลายคนก็เริ่มแสดงสีหน้าเห็นด้วยทันที
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็คิดเหมือนกัน รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งเว่ยค่อย ๆ จางหายไป
“กล้าพูดเรื่องไร้ยางอายขนาดนี้ได้ยังไง?”
“ของของฉัน ฉันจะให้ใครมันก็เรื่องของฉันสิ มันไปหนักหัวใครกัน”
“หลีกไป” แต่ซู่ไหลตี้ยังไม่ยอม “ไม่หลีก!” “ถ้าเธอไม่แบ่งเนื้องูที่เหลือให้ฉัน ฉันก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น
ซ่งเว่ยถึงกับหัวเราะออกมา คนแบบนี้ช่างหน้าด้านแบบไร้เทียมทานจริงๆ
ที่หนึ่งเรื่องความหน้าด้านนี่ต้องยกให้เธอเลยจริงๆนะซู่ไหลตี้ ฉันปรบมือให้เลย
หลี่จวนทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นว่า “ไม่มีเหลือแล้วล่ะ เรากินกันหมดแล้ว”
“เป็นไปไม่ได้อย่ามาโกหกเสียให้ยากเลย!”ซู่ไหลตี้ไม่เชื่อแม้แต่น้อย
เธอรีบวิ่งเข้าไปในสวนหลังบ้านของหลี่จวนทันที แต่เมื่อเห็นหม้อดินเผาที่เหลือแต่น้ำซุปติดก้นหม้อ
ใบหน้าของเธอก็แทบจะบิดเบี้ยว
“นี่พวกเธอสองคนเป็นหมูหรือไง เนื้อตั้งหลายชั่ง กินหมดได้ยังไง!”
“ยอมแบ่งให้พวกชาวบ้าน แต่ไม่แบ่งให้พวกเรา...”
“พวกบ้านนอกนั่นมันมีดีตรงไหนกัน!”
ซ่งเว่ยหรี่ตาลงทันที “เรียกใครว่าพวกบ้านนอก?”
ซู่ไหลตี้ชะงัก ซ่งเว่ยพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน “อย่างน้อยพวกเขาก็ทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้”
“ส่วนพวกเธอ หลายคนยังทำงานไม่ครบคะแนนด้วยซ้ำ”
“แล้วกล้าดียังไงมาดูถูกชาวนาอีกเหรอ?”
“ตอนนี้กรรมกรกับชาวนาเป็นชนชั้นที่ได้รับความเคารพที่สุด”
“หรือว่าเธอไม่เคารพชาวนา?” สีหน้าของซู่ไหลตี้ซีดเผือดในทันที
ข้อหานี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ถ้าหลุดออกไปจริง คงมีปัญหาแน่นอน
“ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นนะ!” “เธอใส่ร้ายฉัน!” ซู่ไหลตี้รีบปฏิเสธลนลาน
จากนั้นก็ถลึงตาใส่ซ่งเว่ยกับหลี่จวน ก่อนหันหลังเดินหนีกลับห้องทันที
ในขณะที่ซ่งเว่ยคิดว่าเรื่องคงจะจบแล้ว แต่กลับมีอีกคนเดินออกมา
ไป๋หยุนเจียว หญิงสาวผู้มีชื่อเสียงเรื่องความอ่อนโยนและพูดจานุ่มนวลที่สุด
“ซ่งเว่ย ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล “เธอพูดแรงเกินไปหรือเปล่า?”
“ซู่ไหลตี้ก็แค่พูดโดยไม่ทันคิดเท่านั้นแหละ พวกเราเป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาด้วยกัน ควรช่วยเหลือกันนะ”
ซ่งเว่ยมองเธอเงียบ ๆ ไป๋หยุนเจียวจึงพูดต่อ
“ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป ชาวบ้านอาจมองว่าเยาวชนผู้มีการศึกษาทุกคนเป็นคนไม่ดี”
ฟังดูเหมือนเธอกำลังพยายามไกล่เกลี่ย แต่ความหมายแฝงกลับชัดเจนมาก
ราวกับกำลังบอกว่า...ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป คนที่ปล่อยข่าวก็คงเป็นซ่งเว่ยนั่นเองนั่นแหละ
ซ่งเว่ยยิ้มบาง ๆ “ไม่ใช่ว่าชาวบ้านมองว่าพวกเราไม่ดีมานานแล้วหรือ?”
ไป๋หยุนเจียวสะอึกไปเล็กน้อย
ซ่งเว่ยพูดต่อ “อีกอย่าง ถ้ามีข่าวลือจริง ๆ ก็หาคนทำไม่ยากหรอกนะ”
“ฉันจะพาซู่ไหลตี้ไปเคาะทุกบ้านในหมู่บ้าน แล้วถามทีละคนไปเลยว่าใครเป็นคนปล่อยข่าว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋หยุนเจียวแข็งค้างไปทันที“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ...”
น้ำเสียงของเธอฟังดูน้อยใจขึ้นมาทันที เหมือนกำลังถูกรังแก
ซ่งเว่ยรีบถอยหลังไปสามก้าวทันที พร้อมลากหลี่จวนถอยตามไปด้วย
“ทุกคนเป็นด้วยพยานนะ!” “ฉันยังไม่ได้แตะตัวเธอแม้แต่ปลายผมเลยนะ!”
คนรอบข้างเงียบกริบ แม้แต่หลัวเย่เฉิงที่กำลังจะเดินออกมาช่วยพูดให้ไป๋หยุนเจียวก็ยังชะงักเหมือนกัน
ไป๋หยุนเจียวเองก็ตกใจเช่นกัน เธอไม่คิดว่าซ่งเว่ยจะตอบสนองแบบนี้
ซ่งเว่ยจ้องหน้าเธออย่างสงสัย “อะไรกันเธอร้องไห้งั้นเหรอ?”
“เธอร้องไห้ทำไมล่ะ?” “ช่วยอธิบายหน่อยสิ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิดว่าฉันไปรังแกเธอเอานะ”
“ฉันบอกก่อนนะ ฉันไม่ใช่คนที่ชอบตีคนส่งเดชหรอกนะ”
ทุกคนเงียบอีกครั้ง หลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่า ซ่งเว่ยคนนี้ใช่คนเดียวกับที่ตบหลิวหลินหลินก่อนหน้านี้จริงหรือ?
หลัวเย่เฉิงเองก็หน้าเขียวขึ้นมาทันที เพราะเขายังจำได้ดีว่าครั้งหนึ่งตัวเองก็เคยโดนเหมือนกัน
ไป๋หยุนเจียวเริ่มลำบากใจพูดไม่ออก
“ฉัน...คือ ว่าเธอไม่ได้รังแกฉันหรอก”
แต่ยิ่งพูด น้ำเสียงก็ยิ่งเหมือนถูกกลั่นแกล้ง ซ่งเว่ยพยักหน้า
“ดีมาก” “ในเมื่อฉันไม่ได้รังแกเธอ แล้วอยู่ ๆ เธอมาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ทำไมล่ะ?”
“เธอกำลังคิดจะใส่ร้ายฉัน หรือว่าเธอตั้งใจจะเอาเรื่องของซู่ไหลตี้ไปเล่าต่อ แล้วโยนความผิดมาให้ฉัน?”
“ใช่ไหม ไป๋หยุนเจียว?”
ไป๋หยุนเจียวฝืนยิ้ม “ไม่ใช่แบบนั้นนะ”
ตอนนี้เธอไม่กล้าพูดอะไรอีกแล้ว เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งเสียเปรียบ
ซ่งเว่ยจึงโบกมือ “’งั้นก็แยกย้ายกันเถอะ เพราะพรุ่งนี้ต้องไปทำงานแล้ว”
ทุกคนจึงทยอยกลับห้อง
แม้จะผ่านเรื่องวุ่นวายมาหลายอย่าง แต่ซ่งเว่ยกลับอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
วันนี้เธอได้กินเนื้อ ได้เก็บของป่า และยังได้เตียงอิฐอุ่นใหม่อีก ชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวัง
คืนนั้นเธอหลับสนิท ถึงขนาดยิ้มอยู่ในความฝัน
รุ่งเช้าวันถัดมา ประมาณหกโมงเช้า เสียงฆ้องเรียกคนทำงานดังขึ้นทั่วหมู่บ้าน
เยาวชนผู้มีการศึกษารุ่นเก่าต่างลุกขึ้นด้วยความเคยชิน ส่วนคนที่เพิ่งมาใหม่หลายคนยังงัวเงีย
แต่ซ่งเว่ยกลับลุกขึ้นทันทีอย่างกระฉับกระเฉง เธอล้างหน้า เก็บของเล็กน้อย แล้วเดินไปพร้อมหลี่จวนเพื่อรับงานประจำวัน
หัวหน้าหน่วยมองซ่งเว่ยแล้วปวดหัวเล็กน้อย บนศีรษะของเธอยังมีผ้าพันแผลอยู่เลย
ดูอย่างไรก็ยังเหมือนคนเจ็บ “ซ่งเว่ย เธอไปแกะเมล็ดข้าวโพดตรงนั้นนะ”
“งานง่ายหน่อย วันละห้าคะแนน” ซ่งเว่ยพยักหน้ารับทันที เธอไม่บ่นสักคำ
ในหมู่บ้านผิงอัน คะแนนงานคือสิ่งสำคัญที่สุด ยิ่งได้คะแนนมาก ตอนแบ่งเสบียงปลายปีก็ยิ่งได้มาก
หลังจากปรึกษากันมาหลายครั้ง หมู่บ้านจึงใช้ระบบแบ่งงานเป็นรายวัน
ใครทำงานเสร็จตามกำหนดก็ได้คะแนนเต็ม ใครทำไม่เสร็จก็ถูกหักตามส่วน
ทำให้คนขี้เกียจอู้ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน งานแกะข้าวโพดที่ซ่งเว่ยได้รับถือว่าเบาที่สุดแล้ว
ปกติผู้ใหญ่แข็งแรง ๆ ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็เสร็จ แต่ผู้สูงอายุ เด็ก และคนร่างกายไม่แข็งแรง มักใช้เวลาทั้งวัน
หัวหน้าหน่วยจึงจงใจจัดงานนี้ให้เธอ หลายคนนั่งแกะข้าวโพดบนพื้น
บางคนขนเก้าอี้เล็กมาจากบ้าน ส่วนซ่งเว่ยมองพื้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจไปลากก้อนหินที่พอเหมาะมานั่งแทน
ไม่ใช่เพราะเธอรักความสะอาด แต่เพราะนั่งพื้นนาน ๆ แล้วปวดก้น
หลังจัดที่นั่งเสร็จ เธอก็เริ่มทำงาน ระหว่างนั้นยังยิ้มทักคนรู้จัก และพยักหน้าให้คนแปลกหน้าด้วย
ไม่นานก็มีหญิงชราคนหนึ่งลากเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ
ทันทีที่เห็นสายตาเป็นประกายของอีกฝ่าย ซ่งเว่ยก็รู้ทันที
อีกฝ่ายไม่ได้อยากมานั่งแกะข้าวโพด แต่อยากฟังข่าวต่างหาก
หญิงชรายิ้มกว้าง “ซ่งเว่ย ” “อาการปวดหัวดีขึ้นหรือยัง?”
“ได้ยินว่าตกน้ำมานี่?” “แต่ฉันได้ยินอีกแบบหนึ่งนะ”
ซ่งเว่ยเลิกคิ้วขึ้น ดูเหมือนเรื่องที่เธอพูดไว้บนเกวียนวันนั้น...
จะแพร่ไปทั่วหมู่บ้านแล้วจริง ๆ.