ซ่งเว่ยตบต้นขาตัวเอง สีหน้าทั้งขำทั้งจนใจในเวลาเดียวกัน
“ป้าซิว ข่าวลือนั่นมาจากไหนกันคะ? หนูแค่ลื่นตกน้ำเอง ทำไมถึงกลายเป็นว่าหนูจะฆ่าตัวตายเพราะผู้ชายได้ล่ะ”
เธอส่ายหน้า ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
มันก็จริงค่ะที่หนูเคยชอบหลัวเย่เฉิง แต่ถึงหนูจะเคยจชอบก็ไม่ถึงขั้นเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งหรอก
ต่อให้หนูตายไปจริงๆ เขาก็ยังคงแต่งงานกับเจียงเสี่ยวว่านอยู่ดี สุดท้ายคนที่เสียทั้งชีวิตทั้งชื่อเสียงก็มีแต่หนู
แล้วหนุจะทำแบบนั้นไปทำไม”
หญิงชราหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย
ซ่งเว่ยยิ้มกว้าง “อีกอย่าง คนในกองพลผิงอันใจดีกับหนูมาก อาหารก็ดี อากาศก็ดี หนูเพิ่งมาอยู่ไม่นานก็ได้รับความช่วยเหลือจากหลายคน แล้วหนูจะคิดสั้นไปทำไมล่ะคะ”
พอได้ยินเธอชมคนในกองพล ทุกคนก็ยิ้มหน้าบานทันที
“แน่นอนสิ! คนกองพลผิงอันของเราน่ะใจดีที่สุดแล้ว”
“ใช่ค่ะ” ซ่งเว่ยพยักหน้ารับ ก่อนรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
“ป้าซิวคะ การแกะข้าวโพดมีเคล็ดลับอะไรไหม หนูเพิ่งเคยทำครั้งแรก”
เมื่อถูกถาม หญิงชราก็ยืดอกอย่างภูมิใจ “มีสิ เด็กน้อย ถ้าใช้มือเปล่าแกะทั้งวัน มือพังแน่”
เธอหยิบฝักข้าวโพดขึ้นมาสาธิตทันที “จับฝักข้าวโพดไว้ในมือ แล้วใช้มันเป็นเครื่องมือขูดเมล็ดจากอีกฝัก
แบบนี้จะง่ายกว่าเยอะ” ซ่งเว่ยมองตามอย่างตั้งใจ
“ถ้าที่บ้านมีรองเท้าผ้าใบเก่า ๆ ก็ยิ่งดี เอาไปติดกับขาเก้าอี้แล้วรูดข้าวโพดผ่านพื้นรองเท้า
เมล็ดจะหลุดออกเร็วมาก” น่าเสียดายที่สมัยนี้รองเท้าผ้าใบเก่า ๆ ก็ยังถือเป็นของมีค่า
ไม่มีใครยอมเอามาใช้กับงานแบบนี้แน่ แต่สำหรับซ่งเว่ย แรงมือของเธอก็มากพออยู่แล้ว
หลังลองทำไม่กี่ครั้ง เธอก็จับจังหวะได้ ฝักข้าวโพดแต่ละฝักใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที เมล็ดก็ร่วงออกหมด
“โอ้โห!” หญิงชราหลายคนมองเธอตาค้าง
“ซ่งเว่ย เร็วเกินไปแล้ว!”
ซ่งเว่ยหัวเราะ ความจริงเธอแค่อยากทำงานให้เสร็จเร็ว ๆ จะได้ขึ้นเขาอีก
งานนี้ถือว่าสบายสำหรับเธอมาก แถมยังได้นั่งฟังข่าวสารจากเหล่าป้าๆประจำหมู่บ้านอีกด้วย
หลังจากถามเรื่องตกน้ำอยู่สองสามประโยค ทุกคนก็เลิกสนใจเรื่องของเธอ แล้วหันไปคุยเรื่องชาวบ้านคนอื่นแทน
กองพลผิงอันประกอบด้วยหลายหมู่บ้านติดกัน เรื่องซุบซิบจึงไม่มีวันหมด
“ได้ข่าวกันไหม ว่าแม่ม่ายหูที่หมู่บ้านข้าง ๆ น่ะ ช่วงนี้มีผู้ชายเข้าออกบ้านไม่ซ้ำหน้าเลยนะ”
“จริงเหรอ?” ซ่งเว่ยกับคนอื่น ๆ รีบหันไปมองทันทีดวงตาเป็นประกายโดยพร้อมเพรียงกัน
คนเล่าเห็นมีคนสนใจก็ยิ่งคึกคัก “ไม่ใช่แค่คนในหมู่บ้านนั้นนะ แต่ผู้ชายจากหมู่บ้านเราก็ไปด้วย”
“ใครเหรอ?” ทุกคนเอนตัวเข้าไปใกล้กว่าเดิม “ลูกชายฉันเห็นมากับตา ว่าเมื่อคืนนี้สามีของกุ้ยเฟินคลานออกมาจากบ้านแม่ม่ายหู”
“โอ้โห!” จริงเหรอเนี่ย เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกัน
ซ่งเว่ยเองก็ไม่ต่างกัน “ใช่สามีของลูกสาวยายหนิวนั่นรือเปล่าคะ?”
“ใช่คนนั้นแหละ ป้าซิวพยักหน้า “เจ้าหมอนั่นมันเป็นคนไม่เอาไหน วัน ๆ ไม่ทำงาน แต่ยายหนิวกลับตามใจเหมือนไข่ในหิน ถ้ากุ้ยเฟินรู้เรื่องนี้เข้า มีหวังบ้านแตกแน่”
ป้าหวังที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ กลอกตาทันที “ถ้าฉันเอาเรื่องนี้ไปบอกกุ้ยเฟินละก็คงบันเทิงแน่
เห็นชัดว่าเธอไม่ค่อยถูกกับยายหนิว และอยากเห็นอีกฝ่ายเดือดร้อน
ซ่งเว่ยรีบส่ายหน้า “ป้าหวัง อย่าเพิ่งนะค่ะ”
ทุกคนหันมามองเธอทันที “ลองคิดดูนะคะ คนที่เห็นมีแค่ลูกชายป้าคนเดียว ถ้าเรื่องนี้บานปลายขึ้นมา
คุณยายหนิวต้องหาว่าป้าปล่อยข่าวเพราะมีเรื่องกันอยู่ก่อนแล้วแน่ๆ”
เธอวิเคราะห์ต่ออย่างมีเหตุผล “ถ้าลูกชายเขาปฏิเสธขึ้นมา ป้าก็จะไม่มีหลักฐาน
สุดท้ายคนที่เดือดร้อนอาจเป็นป้าเองก็ได้” ป้าหวังนิ่งคิด ก่อนพยักหน้าแรง ๆ
“จริงด้วย!” ป้าซิวเองก็เห็นด้วย “ซ่งเว่ย พูดถูก เรื่องแบบนี้อย่าเพิ่งเอาตัวเข้าไปยุ่งดีกว่า”
ป้าหวังคว้ามือซ่งเว่ยทันที “โชคดีนะที่เธอเตือน ไม่งั้นฉันคงโดนยายแก่นั่นเล่นงานอีกแน่”
ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“คุยอะไรกันนักหนา ไม่ทำงานหรือไง?”
หัวหน้าหน่วยเจียงต้าหลินเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าเคร่งขรึม
กลุ่มป้าที่กำลังนินทาก็แตกฮือทันที ป้าหวังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“ก็ทำงานอยู่นี่ไง เราก็แค่คุยไปด้วยทำงานไปด้วยเท่านั้นเอง”
ป้าซิวกลับไม่สะทกสะท้าน แถมยังย้อนถามกลับไปทันที
“ต้าหลิน เมื่อคืนไปดื่มเหล้ากับนายพรานเฒ่ามาเหรอ?”
หัวหน้าหน่วยชะงักเล็กน้อย “ภรรยาคุณบอกว่าคุณกลับบ้านดึกมาก วันนี้เลยดูไม่มีแรง”
ซ่งเว่ยแทบสำลักลมหายใจตัวเอง ป้าคนนี้พูดตรงเกินไปแล้ว!
ป้าหวังหัวเราะคิกคัก “ไม่แปลกใจเลย วันนี้ที่ชุยหลานใต้ตาคล้ำเชียว”
หน้าของหัวหน้าตึงขึ้นทันที เขาอ้าปากจะพูดหลายครั้งแต่ก็พูดอะไรไม่ออก
สุดท้ายเขาทำได้แค่ดุพวกเธอสองสามประโยค ก่อนรีบเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างเดินไปยังได้ยินเสียงบ่นลอยมา “พวกผู้หญิงนี่จริง ๆ เลย...”
“พูดทุกเรื่องได้หมดอย่างหน้าตาเฉยจริงๆ” เขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็หันกลับมามอง
“แล้วนี่ยังมีเด็กสาวมานั่งฟังอีกคนด้วย!”
ซ่งเว่ยกะพริบตาปริบ ๆ ในที่สุดก็มีคนสังเกตเห็นเธอแล้วสินะ แต่เธอไม่ได้รู้สึกละอายใจเลยสักนิด
ป้าซิวหัวเราะจนตัวสั่น “อ้าวลืมไปเลยว่าซ่งเว่ย ยังนั่งอยู่ด้วยด้วย”
ซ่งเว่ยทำหน้าเคร่ง “ไม่เป็นไรค่ะ หนูฟังได้”
ทุกคนหัวเราะพร้อมกัน แม้จะคุยกันเพลิน แต่มือของซ่งเว่ยไม่เคยหยุดทำงาน
พอถึงเที่ยง กองข้าวโพดกองใหญ่ก็หายไปกว่าครึ่งแล้ว
หญิงชราหลายคนมองเธอด้วยสายตาชื่นชม เด็กสาวคนนี้ดูบอบบาง แต่ทำงานเก่งกว่าที่คิดมาก
ซ่งเว่ยยิ้มพลางเช็ดเหงื่อ “หนูอยากรีบทำให้เสร็จ จะได้ขึ้นเขาไปเก็บฟืนค่ะ ได้ยินว่าฤดูหนาวที่นี่โหดมาก”
“ถูกต้อง” ป้าหวังพยักหน้าแรง “ต้องเตรียมฟืนไว้เยอะ ๆ เลยนะ เพราะมันจะหนาวจนไม่อยากออกจากบ้านกันทั้งหมู่บ้านเลยล่ะ”
ป้าซิวจึงเสริมขึ้นมา “ช่วงนี้ของป่าก็เยอะด้วย ถ้าว่างก็ขึ้นเขาไปหาเก็บไว้บ้างก็ดี”
เธอถอนหายใจ “พวกเยาวชนที่เพิ่งมาใหม่อย่างพวกเธอ คะแนนงานยังน้อย ค่าแรงแทบไม่พอแลกข้าวกินตลอดฤดูหนาว” ถ้าเตรียมอาหารไม่พอ ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงคงลำบากไม่น้อยเลยทีเดียว