หลินหว่านจริงๆ แล้วไม่อยากแยกบ้าน เพราะเธอกับลู่เจิ้งถิงไม่ใช่สามีภรรยากันจริงๆ อยู่กันสองต่อสองยังไงก็อึดอัด
อีกอย่าง เธอก็ชอบลู่หมิงเหลียงกับเด็กผู้หญิงสองคน พออยู่ด้วยกันก็ช่วยเหลือกันได้ อย่างน้อยตราบใดที่เธอยังอยู่ที่นี่ แม่ลู่ก็อย่าคิดจะตีเด็ก ตีเมีย ใครก็ทำไม่ได้ทั้งนั้น!
ที่สำคัญที่สุดคือ แยกบ้านแล้วยังต้องให้หญิงชราส่วนแบ่งแรงงานหนึ่งในสี่ แถมยังต้องให้เงินอีกครึ่งหนึ่ง? ทำไมต้องเป็นแบบนั้นด้วย?
การแบ่งแรงงานไม่ได้ตายตัว แต่ดูจากความสามารถของครอบครัวเล็ก ถ้าสองผัวเมียมีแรงงานแค่สิบกว่าคะแนน แถมยังมีลูกติด ก็อาจไม่ต้องให้แรงงาน แต่ตอนแบ่งเสบียงจะต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้ผู้เฒ่าแทน ส่วนเรื่องเงินนั้น ชนบทแทบไม่มีใครหาเงินสดได้ จึงแทบไม่เอามาคิด
แต่ตอนนี้ลู่เจิ้งถิงกับหลินหว่านทำงานอยู่ที่กองบัญชาการหมู่บ้าน ถือว่ามีเงิน ทั้งหมู่บ้านจับตามองอยู่ ถ้าไม่อยากให้ก็อ้างว่าเอาไปรักษาลู่เจิ้งถิงได้ แต่แบบนั้นก็ต้องคอยปิดบังตลอด ยุ่งยากจะตาย
หลินหว่านเป็นคนไม่ชอบความยุ่งยาก เธอชอบอะไรตรงไปตรงมา ชัดเจน รวดเร็ว
อีกอย่าง ตอนนี้ก็ไม่มีบ้านว่าง เว้นแต่ฝั่งหญิงชราจะย้ายออก หรือมีบ้านที่ดีกว่า ไม่อย่างนั้นหลินหว่านไม่มีทางย้ายออกไปแน่นอน
เธอไม่เพียงจะกันเงินไม่ให้หญิงชรา แต่ยังจะกินอยู่ที่นี่ ใช้ชีวิตที่นี่ และค่อยๆ ทำให้ลูกสะใภ้ใหญ่ ลูกสะใภ้รอง รวมถึงเด็กๆ ห่างเหินจากหญิงชรา ทำให้ทุกวันหญิงเฒ่าหัวร้อนกระทืบเท้า แบบนั้นถึงจะสะใจ
หลินหว่านหันไปพูดกับทั้งสองคนอย่างจริงจัง
“คุณลุง หัวหน้าทีม พวกเราไม่แยกบ้านค่ะ พ่อแม่เลี้ยงดูพวกเรามา เรายังไม่ได้ตอบแทนเลย จะไปแยกบ้านได้ยังไง ตอนนี้ฉันก็เป็นหมอแล้ว ต่อไปชีวิตครอบครัวจะดีขึ้นเรื่อยๆ แยกบ้านไปทำไมกันคะ”
ฉันยังต้อง ‘ปรนนิบัติ’ นังหญิงชราอยู่อีกตั้งนาน!
ดูสิ ดูหมอหลินสิ จิตสำนึกดีแค่ไหน กตัญญูขนาดไหน ลู่ฉางฟากับลู่ฉางกุ้ยพากันถอนใจชื่นชม ชมไม่หยุดว่าหลินหว่านรู้จักคิด รู้จักทำตัว ถ้าให้บรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านที่วันๆ เอาแต่ทะเลาะกับแม่สามี กับสะใภ้คนอื่น มาดูหมอหลินบ้าง ก็คงได้เรียนรู้อะไรดีๆ กันบ้าง
แม่ลู่โกรธจนตาแทบถลน กลั้นจนเกือบขาดอากาศตาย
พ่อลู่ไม่คิดว่าหลินหว่านจะเข้าใจเหตุผลขนาดนี้ เขาถูมืออย่างดีใจแล้วพูดว่า
“เมียของลูกสามมีพ่อแม่อยู่ในใจ แบบนี้ก็ดีแล้ว อย่าอัดอั้นนะ ต่อไปครอบครัวเราจะใช้ชีวิตกันให้ดี”
หลินหว่านมองพวกเขา แล้วเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง
“แต่ฉันมีเงื่อนไขหนึ่งค่ะ”
ใจพ่อลู่สะดุ้ง ลู่ฉางฟารีบถาม
“หมอหลิน เชิญพูดมาได้เลย”
หลินหว่านเหลือบมองแม่ลู่ แล้วพูดช้าๆ
“ฉันขอเป็นคนดูแลบ้านค่ะ แม่อายุมากแล้ว เวียนหัว ตาพร่า ทุกวันเก้าโมงยังลุกจากเตียงไม่ค่อยไหว จะให้ทำกับข้าวก็สงสารเกินไป ฉันเพิ่งเข้าบ้าน แถมยังเป็นหมอ ก็ควรช่วยพี่สะใภ้ทั้งสองดูแลเรื่องนี้”
ลู่ฉางฟาชมไม่ขาดปาก
“เมียของเจิ้งถิงนี่ช่างดีจริงๆ กตัญญูต่อพ่อแม่สามี รักใคร่พี่สะใภ้ ดูแลสามีได้ดี ตอนนี้เป็นหมอแล้วยังคิดจะทำกับข้าวให้ทั้งบ้าน เป็นสะใภ้ที่ดีจริงๆ”
ลู่ฉางกุ้ยก็พยักหน้าเห็นด้วย
สำหรับครอบครัวชาวนา การเป็นคนดูแลบ้านกับการทำอาหารแทบจะเท่ากัน ผู้หญิงมักพูดกันขำๆ ว่าใครถือทัพพี คนนั้นมีอำนาจในบ้าน โดยเฉพาะช่วงสามปีแห่งความอดอยาก อาหารในบ้านถูกแบ่งโดยผู้ใหญ่ คนละหนึ่งทัพพี หรือแค่หยิบมันแห้งนิดเดียว
“ฝันไปเถอะ!” แม่ลู่เป็นคนแรกที่คัดค้าน ความคิดแรกของเธอคือ หลินหว่านกำลังจะแย่งอำนาจแม่สามีของเธอ
แต่พ่อลู่กลับคิดว่าหลินหว่านแค่อยากกินของมันของดี เลยอยากทำกับข้าว เขาไม่อยากให้เสียหน้าต่อหน้าคนของหมู่บ้าน จึงฝืนเห็นด้วย และห้ามไม่ให้แม่ลู่โวยวายต่อ
พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองก็ดีใจตาม เพราะนั่นหมายความว่าชีวิตในบ้านจะดีขึ้น ลู่หมิงเหลียงยิ่งกระโดดดีใจ
“ให้อาสะใภ้สามดูแลบ้าน! ให้อาสะใภ้สามดูแลบ้านดี!”
เด็กหญิงกวาเอ๋อร์กับเชียนเอ๋อร์ก็แอบตบมือดีใจ
พี่ชายคนโตรู้สึกไม่ชอบมาพากล
“แบบนั้นมันไม่…”
“พี่ใหญ่ เมื่อกี้พอพี่กลับมา ก็ไม่ถามอะไรเลย จะตบฉันทันที พี่คิดดูสิ…” หลินหว่านเริ่มปาดน้ำตาอีกครั้ง
ลู่ฉางกุ้ยขมวดคิ้ว ดุเสียงดัง
“เป็นพี่ชายแท้ๆ จะไปตีเมียน้องได้ยังไง สติหายไปแล้วหรือไง!”
เขาด่าแม่สามีไม่ได้ แต่ด่าหลานชายอย่างพี่ใหญ่ลู่ได้ แถมยังได้ระบายความไม่พอใจที่มีต่อแม่ลู่ออกมาสองเท่า
พี่ชายคนโตเดิมทีคิดจะคัดค้านหลินหว่านเป็นคนดูแลบ้าน แต่โดนหลินหว่านบีบแบบนี้ ก็รีบอธิบาย
“ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก ผมเป็นพี่ชาย จะไปตีเมียน้องได้ยังไง ไม่เคยมี!”
พี่ชายคนโตหน้าตาซื่อสัตย์ เวลาทำหน้าจริงใจ ก็ไม่มีใครดูออกว่าโกหก
หลินหว่านแค่ต้องการให้เขาไม่ขัดขวางเรื่องการดูแลบ้าน เรื่องอื่นเธอยังไม่คิดเอาเรื่อง ตอนจัดการเขาจริงๆ ยังอยู่ข้างหน้า
ลู่ฉางกุ้ยกับลู่ฉางฟาเห็นว่าช่วยคลี่คลายปัญหาครอบครัวได้ ต่างก็ดีใจ อย่างน้อยก็ไม่เสียแรง บางครั้งการไปจัดการเรื่องในบ้านคนอื่น ทำให้พวกเขาปวดหัวที่สุด เพราะอยู่ตรงกลางก็โดนทั้งสองฝ่าย
หมอหลินนี่รู้จักคิดจริงๆ เป็นสะใภ้ที่ดีจริงๆ
ลู่ฉางฟาถึงกับคิดอยากยกหลินหว่านเป็นตัวอย่างสะใภ้ดีเด่นของทีมผลิตหมู่บ้านต้าเหวินชุน ให้ผู้หญิงคนอื่นๆ เอาไปเป็นแบบอย่าง
ในหมู่บ้าน ทุกคนถือว่าครอบครัวกลมเกลียวเป็นเรื่องน่าภูมิใจ ต่อให้ข้างในมีปัญหามาก ก็ยังชอบอวดว่าบ้านตัวเองดี แล้วเอาบ้านคนอื่นที่วุ่นวายมาเป็นเรื่องขำขัน ครอบครัวใหญ่ที่ไม่แยกบ้าน ความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่สามีกับสะใภ้ย่อมมีมาก แต่เพราะหน้าตาและความกตัญญู ก็ต้องฝืนอยู่รวมกัน ทั้งที่ในใจอัดอั้นกันแทบตาย
แม่ลู่เห็นหลินหว่านมีเจ้าหน้าที่หนุนหลัง แล้วยังมาแย่งอำนาจดูแลบ้านของเธอ ก็โกรธจนร้องไห้โฮ แบบนี้เธอยังต้องช่วยรักษาลูกสามอีกเหรอ ยังต้องควักเงินของตัวเองอีกเหรอ ฝันไปเถอะ!
เธอเริ่มตะโกนขอแยกบ้านอีกครั้ง แต่ไม่มีใครสนใจ เมื่อกี้คนที่กระโดดโวยวายไม่ยอมแยกบ้านก็คือเธอ ตอนนี้จะพูดอีก ใครจะฟัง
จัดการแม่ลู่แล้ว หลินหว่านยังไม่คิดปล่อยลู่เจิ้งเซี่ย เธอพูดว่า
“คุณลุง พวกคุณต้องช่วยถามลู่เจิ้งเซี่ยให้ชัดนะคะ ว่าเธอคิดอะไรอยู่ ถึงได้ยุแม่สามีของฉัน บอกว่าฉันได้เป็นหมอเพราะเส้นสาย แถมยังบอกว่าพี่สามแอบซ่อนเงินหลายร้อยหยวนไว้ให้ฉัน ยุให้แม่สามีกลับมาทะเลาะจนไม้ท่อนใหญ่ยังหัก!”
แม่ลู่ในใจด่าไม่หยุด นั่นแกเป็นคนตีฉันจนหักเองต่างหาก!
ลู่ฉางฟาฟังแล้วขมวดคิ้วสีขาว
“มีเรื่องแบบนี้จริงหรือ”
แม่ลู่ยังย้ำเรื่องเงินหลายร้อยหยวนอยู่ เธอเชื่อว่าลู่เจิ้งเซี่ยไม่โกหก
ลู่ฉางฟาพูดว่า
“งั้นฉันจะไปถามให้ชัด จะได้ไม่เข้าใจผิดกัน”
ผู้หญิงคนหนึ่งตั้งใจยุยงให้ครอบครัวคนอื่นแตกแยก ถือว่าเสียชื่อเสียงมาก จะถูกมองว่าเป็นคนปากยาว ชอบก่อเรื่อง ใจไม่ซื่อ ส่งผลต่อการหาคู่ในอนาคต แต่พวกเขาก็ยังคิดว่า น่าจะเป็นแม่ลู่ที่เติมสีใส่ไข่มากกว่า
เวลาค่ำแล้ว ลู่ฉางกุ้ยกับลู่ฉางฟากำชับอีกสองสามคำก็ขอตัวกลับ
ก่อนจะไป ลู่ฉางกุ้ยยังเตือนว่าห้ามรังแกหลินหว่าน เพราะเธอเป็นหมอ
ลู่ฉางฟาก็พยักหน้า
“ใครกล้าตีหมอหลิน กองบัญชาการหมู่บ้านไม่ยอมแน่”
กระทบภาพลักษณ์การปฏิวัติของหมู่บ้านต้าเหวินชุน
หมู่บ้านให้ความสำคัญกับระบบครอบครัว พ่อแม่มีสถานะสูง นั่นก็หมายความว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับคนที่มีสถานะเช่นกัน ตอนนี้หลินหว่านมีสถานะในหมู่บ้านแล้ว ในบ้านก็ต้องมีสถานะเช่นกัน
ส่งหัวหน้าทีมกับลู่ฉางกุ้ยกลับไป หลินหว่านรู้สึกสะใจสุดๆ
ไม่ให้เงินหญิงชรา ค่อยๆ ดึงเงินเก่ากลับมา แล้วยังแย่งอำนาจดูแลบ้านได้อีก แบบนี้ถือว่ากระหน่ำเล่นงานแม่ลู่จนเจ็บหนัก
แม่ลู่เห็นคนนอกไปหมดแล้ว ก็คิดจะยุพ่อลู่กับพี่ชายคนโตให้มาหาเรื่องหลินหว่าน แต่พ่อลู่กลับให้เธอหยุด อย่าก่อเรื่องอีก จะได้ไม่ยุ่งยาก
พี่ชายคนโตก็เกลี้ยกล่อม
“แม่ น้องสะใภ้ก็แค่อยากทำกับข้าว แม่ก็ให้เธอทำเถอะ”
เขาคิดว่าหลินหว่านแค่อยากระบายอารมณ์ อยากอวดอำนาจนิดหน่อยเท่านั้น
หลินหว่านยิ้มบางๆ คิดว่าเธอเป็นคนดูแลบ้าน แค่จะอวดอำนาจหรือแย่งสิทธิ์ทำกับข้าวอย่างนั้นหรือ
ไร้เดียงสา!
สิ่งที่เธอต้องการคืออำนาจในการพูด เพื่อจะได้จัดประชุมครอบครัว ปลูกฝังแนวคิดต่างๆ ให้พวกเขา
ดึงพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พี่ชายรอง และเด็กๆ มาอยู่ฝ่ายเดียวกับเธอ บ่อนทำลายอำนาจของแม่ลู่ในบ้าน ทำให้ตำแหน่งของหญิงชราสั่นคลอน นี่แหละคือเป้าหมายที่แท้จริงของการดูแลบ้าน!
ถึงเวลานั้น การแยกบ้านจะไม่ใช่เรื่องยากเลย
หลินหว่านพูดว่า
“ในเมื่อฉันเป็นคนดูแลบ้าน งั้นเรามาเปิดประชุมกันก่อน พูดเรื่องไม่สวยให้ชัดตั้งแต่แรก จะได้ไม่มาทะเลาะกันทีหลัง”
แม่ลู่หัวเราะหยันหนึ่งเสียง แล้วกระแทกประตูขึ้นเตียงไปนอนโกรธ
พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองรีบมานั่งล้อมทันที ทำท่าจะฟังหมอหลินประชุม ลู่หมิงเหลียงไม่มีที่นั่งบนโต๊ะ ก็ลากม้านั่งเล็กมานั่งข้างๆ
พี่ชายคนโตตวาด
“ประชุมอะไร ผู้หญิงขึ้นโต๊ะทำไม!”
ทำท่าจะไล่พี่สะใภ้ทั้งสองออกไป
หลินหว่านจ้องเขา
“ต่อไปบ้านเราเท่าเทียมกัน ผู้หญิงผู้ชายมีสิทธิ์ออกความเห็นเหมือนกัน”
พี่ชายคนโตหน้าเสีย พูดแก้เก้อ
“เรื่องฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ การดูแลบ้านไม่ง่ายนะ ไม่ทำเองไม่รู้ว่าของแพง บ้านเรา…”
หลินหว่านพูดตัด
“ไม่เป็นไร ค่าเรียนจ่ายได้ แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตัดหมด เงินก็จะเหลือเอง”
ลู่เจิ้งฉีเรียนตามระบบเดิม ประถมหกปี มัธยมต้นสามปี มัธยมปลายสามปี แต่ลู่ซินเหลียนต่อไปจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ตอนนี้มีการปฏิรูปการศึกษา มัธยมต้นสองปี มัธยมปลายสองปี แถมไม่ได้เรียนอะไรจริงจัง แค่ไปนั่งฆ่าเวลา ลู่ซินเหลียนเป็นที่โปรดปราน ถูกเลี้ยงมาเหมือนคุณหนู ใส่รองเท้าหนัง ทาครีมหิมะ ทุกปีต้องมีเสื้อผ้าใหม่ไม่มีปะ กินก็ต้องเลือก ไข่ นมผงไม่เคยขาด
ถ้าไม่มีลู่เจิ้งถิง ลู่ซินเหลียนจะใช้ชีวิตสบายแบบนี้ได้หรือ
ตามเนื้อเรื่อง ลู่เจิ้งฉีดีกับลู่เจิ้งถิง รู้สึกผิดและให้ความเคารพ ไม่เคยเรียกร้องเกินควร กลับอยากออกไปสู้ชีวิตแล้วตอบแทนครอบครัว แต่ลู่ซินเหลียนไม่เหมือนกัน เอาแต่ใจ เพราะแม่ลู่มักพูดว่าพี่ชายสามทำให้เธอกับพี่ชายสี่ต้องลำบาก ตอนเด็กทำให้แขนพี่ชายสี่หัก ทำให้หัวเธอแตกเป็นแผลเป็น ดังนั้นพี่ชายสามต้องดีกับเธอเป็นเรื่องสมควร
ลู่ซินเหลียนเลยคิดว่าเงินช่วยเหลือของพี่ชายสามควรเป็นของเธอ บางครั้งเงินโอนมาถึงอำเภอ เธอก็ไปรับมาใช้เอง
แบบนี้แล้ว ครอบครัวยังต้องเอาเสบียงไปแลกแป้งขัดขาวให้เธอกิน เพราะเธอกินธัญพืชหยาบไม่ได้ ธัญพืชหยาบสี่ห้าจินแลกได้แป้งขัดขาวแค่หนึ่งจิน ช่วงขาดแคลน ธัญพืชหยาบในบ้านหมด ยังต้องหาทางหาแป้งขัดขาวให้เธออีก โรคคุณหนูชัดๆ
แค่ตัดค่าใช้จ่ายส่วนเกินของลู่ซินเหลียน ชีวิตในบ้านก็ดีขึ้นกว่าเดิมหลายระดับแล้ว
หลินหว่านกลัวแม่ลู่ไม่ตายด้วยความโกรธ
“ตอนนี้เป็นสังคมใหม่ ไม่ทำงานก็ไม่มีข้าวกิน บ้านเราก็เหมือนกัน ใครไม่ทำงานก็ไม่มีข้าวกิน ความสัมพันธ์เสบียงอยู่ข้างนอก บ้านไม่ต้องส่งเสบียงไปให้ พี่สะใภ้ทั้งสองช่วยดูแล ใครกล้าตีหรือด่าพวกคุณ บอกฉัน ฉันเป็นหมอของหมู่บ้าน อย่างน้อยก็ไปขอให้เจ้าหน้าที่หนุนหลังได้!”
แม่ลู่โกรธจนตัวสั่น
“จะประหยัดอะไร ก็ห้ามรัดเข็มขัดน้องชายกับน้องสาว!”
พูดจบก็สบถด่าว่าหลินหว่านใจดำ คิดร้ายกับน้องสาวสามี
หลินหว่านไม่สนใจ พูดต่อ
“ตอนนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เรียนจบมัธยมปลายก็ต้องกลับมาทำงานหาเสบียง ไม่มีใครยกเว้น ต่อให้ได้อยู่เมือง ได้งานทำ ก็ต้องส่งเงินครึ่งหนึ่งกลับบ้าน เพราะบ้านเป็นคนส่งเสียไป จะลืมบุญคุณไม่ได้”
สีหน้าแม่ลู่เขียวคล้ำ ทนไม่ไหว กระโดดลงจากเตียงพุ่งเข้าไปในห้องโถงจะด่ากับหลินหว่าน
หลินหว่านเหลือบมอง ยิ้มอย่างได้ใจ
“แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันปฏิบัติกับเด็กๆ เท่าเทียมกัน ไม่มีใครว่าได้ว่าเข้าข้าง เด็กกำลังโตต้องการสารอาหาร ต่อไปทุกสองสามวันจะต้มไข่ ทุกห้าวันผัดผักน้ำมันสักครั้ง…”
แม่ลู่ทั้งสู้ก็สู้ไม่ได้ เถียงก็เถียงไม่ชนะ โกรธจนกระทืบเท้า
“พ่อเด็ก ฟังสิ…ฉันจะโกรธตายแล้ว”
หลานชายหลานสาวเท่าเทียมกัน กินของเธอ ใช้เงินเธอ จะไม่ให้โกรธได้ยังไง
พ่อลู่ได้แต่ถอนหายใจ เมียของลูกสามมีสถานะ เขาในฐานะพ่อสามีก็จัดการอะไรไม่ได้
เด็กๆ ฟังการจัดการของหลินหว่าน ดีใจกันที่สุด ตบมือกันไม่หยุด
พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองเห็นหลินหว่านไม่มีลูก แต่ยังคิดถึงเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจ ยอมรับจากใจจริง
เมื่อก่อนแม่ลู่มีของดีอะไรก็ให้แต่คนที่เธอชอบ เด็กคนอื่นแทบไม่ได้อะไร ไม่ยุติธรรมเลย
ตอนนี้หลินหว่านตัดค่าใช้จ่ายส่วนเกินของลู่ซินเหลียน ถือว่าสะใจสุดๆ เห็นหญิงชราอัดอั้น พวกเธอก็รู้สึกสะใจเหมือนกัน
พูดกันไม่กี่ประโยค ฟ้าก็มืดลงแล้ว