“ตกลงตามนี้นะจ๊ะน้องเสี่ยวเสี่ยว ใกล้ตรุษจีนน่าจะมีวันหยุดยาวอีกรอบ ไว้ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยนัดกันออกมาซื้อของใหม่ก็ได้”
หยางเสวี่ยหัวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะโบกมือลาแล้วเดินหายเข้าไปในฝูงชนพร้อมกับกลุ่มเพื่อนยุวปัญญาชนคนอื่นๆ
เซี่ยเสี่ยวมองตามแผ่นหลังของพวกพี่ๆ ไปด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยว หัวใจดวงน้อยหม่นลงถนัดตา เธอทำได้เพียงนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงจุดนัดพบ รอคอยการกลับมาของป้าเจิ้งเซี่ยงหงอย่างไร้จุดหมาย
รอบกายเธอรายล้อมไปด้วยกลิ่นสาบของวัวและฟางแห้งจากเกวียนที่จอดเรียงราย บรรยากาศของตลาดนัดเริ่มซาลงบ้างแล้ว แต่ความจอแจของผู้คนยังคงมีให้เห็น ส่วนเกาเจี้ยซิงพ่อหนุ่มหน้าตึงคนนั้นก็หายหัวไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ทิ้งให้เธอนั่งเฝ้าเกวียนอยู่คนเดียว
หญิงสาวแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีหม่น ความคิดคำนึงล่องลอยกลับไปสู่โลกอนาคตที่เธอจากมา... ในชีวิตก่อนหน้านี้ แม้เธอจะไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด หรือสวยหยาดเยิ้มระดับดาราภาพยนตร์ แต่เธอก็จัดว่าเป็นนักศึกษาสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราคนหนึ่งเชียวนะ
น่าเสียดายที่วัยสาวในชาติก่อนของเธอหมดเปลืองไปกับตำราเรียนกองโต ไม่เคยได้ลิ้มรสความรักกุ๊กกิ๊กแบบหนุ่มสาว ไม่เคยแม้แต่จะได้เดินจูงมือกับผู้ชายสักคน ลึกๆ แล้วเซี่ยเสี่ยวก็ยังโหยหาความโรแมนติก อยากสัมผัสความรู้สึกหัวใจพองโตดูบ้าง แต่สวรรค์ก็ช่างใจร้าย ตัดรอนชีวิตเธอสั้นกุดเสียก่อน
แล้วดูชีวิตใหม่นี้สิ... วัยสาวอันสดใสต้องมาทุ่มเทแรงกายแรงใจในชนบทแดนใต้ ยุคสมัยนี้อย่าว่าแต่จะจู๋จี๋ดูดดื่มเหมือนคู่รักยุค 2000 เลย แค่จะสบตากันนานๆ หรือเผลอจับมือถือแขนในที่สาธารณะ ก็คงถูกตราหน้าว่าเป็นพวกทำลายจารีตประเพณี โดนชาวบ้านร้านตลาดนินทาจนหูชาแน่นอน
ความจริงกระแทกใจจนเจ็บหนึบ เธอคงไม่มีวันได้กลับไปแล้ว... ตัวตนเก่าของเธอตายจากโลกนั้นไปแล้วจริงๆ ความรู้สึกเคว้งคว้างเข้าเกาะกุมจิตใจ แม้ว่าเธอจะมีปมในใจเรื่องพ่อแม่จอมบงการ แต่เมื่อเทียบความสะดวกสบายและอิสระเสรีแล้ว เธอก็ยังอาลัยอาวรณ์โลกใบเดิมมากกว่าอยู่ดี
แม้เซี่ยเสี่ยวจะมีความรู้ทางประวัติศาสตร์แน่นปึก เข้าใจบริบทของยุค 70 เป็นอย่างดี แต่ทฤษฎีกับการปฏิบัติมันคนละเรื่องกัน การต้องมาใช้ชีวิตจริงๆ ในยุคที่ขัดสนไปเสียทุกอย่าง มันช่างว้าเหว่เหลือเกิน
ความเหงาเริ่มกัดกินหัวใจจนทนไม่ไหว เซี่ยเสี่ยวลองขยับตัวลุกขึ้นยืน เขย่งเท้าก้าวเดินเตาะแตะอย่างระมัดระวัง ไหนๆ ก็อุตส่าห์นั่งรถเทียมวัวมาไกลถึงตัวอำเภอทั้งที จะให้นั่งเฉาเป็นผักต้มอยู่ตรงนี้ก็น่าเสียดาย อย่างน้อยขอเดินดูบรรยากาศสักหน่อย หรือหาอะไรยัดใส่พื้นที่ว่างในมิติส่วนตัวสักนิดก็ยังดี
"ขาเขอน่ะ ไม่เอาแล้วรึไง?"
น้ำเสียงห้วนๆ แต่คุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาเซี่ยเสี่ยวสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองก็เจอเกาเจี้ยซิงยืนทำหน้านิ่งเป็นรูปปั้นหินอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ในมือใหญ่กร้านของเขาหิ้วถุงกระดาษสีน้ำตาลที่มีคราบน้ำมันซึมออกมาเล็กน้อย
เซี่ยเสี่ยวรีบหุบขาลงนั่งที่เดิม ยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้
"อ้าว... พี่รองเกา มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย ฉันแค่ลองขยับดูเฉยๆ ว่าพอจะเดินไหวไหมน่ะค่ะ"
เกาเจี้ยซิงปรายตามองเท้าของเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น
"แม่ฉันมีวิธีรักษา กลับไปถึงบ้านก็ให้แม่จัดการให้"
"อ๋อ... ค่ะ" เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในถุงกระดาษ หยิบซาลาเปาลูกขาวอวบกับหมั่นโถวออกมาอย่างละลูก จากนั้นก็โยนถุงที่เหลือในมือมาทางเซี่ยเสี่ยวแบบไม่บอกไม่กล่าว
"รับไปสิ!"
เซี่ยเสี่ยวตะครุบถุงกระดาษไว้อย่างทุลักทุเล พอเปิดปากถุงออก กลิ่นหอมกรุ่นของแป้งนึ่งร้อนๆ ก็ลอยมาเตะจมูก ข้างในมีซาลาเปาหนึ่งลูกกับหมั่นโถวอีกสองลูก เธอมองหน้าเขาอย่างงุนงงแล้วรีบปฏิเสธ
"พี่รองเกา ฉันไม่หิวหรอกค่ะ พี่เก็บไว้กินเถอะ"
"คนเขาอุตส่าห์ซื้อมาเลี้ยง ให้กินก็กินเข้าไปเถอะ จะลีลาอยู่ทำไม"
เกาเจี้ยซิงทำเสียงดุกลบเกลื่อนความเขิน เขาอ้าปากกว้างกัดซาลาเปาไส้เนื้อในมือคำใหญ่ เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะพูดทั้งที่ยังเคี้ยวอยู่ "จะบอกให้นะ ซาลาเปาร้านจางเจ้านี้ขึ้นชื่อที่สุดในตัวอำเภอแล้ว ใครมาก็ต้องกิน"
เมื่อเห็นเขาคะยั้นคะยอแกมบังคับ เซี่ยเสี่ยวจึงค่อยๆ หยิบซาลาเปาลูกกลมออกมาจากถุง ไออุ่นจากแป้งนุ่มๆ แผ่ซ่านมาถึงฝ่ามือ เธอรวบปากถุงแล้วยื่นคืนให้ชายหนุ่ม แต่เขากลับทำเมินไม่สนใจ เซี่ยเสี่ยวจึงได้แต่นั่งลงและวางถุงไว้ข้างกาย
เธอกัดซาลาเปาคำเล็กๆ แป้งเนื้อนุ่มฟูผสานกับไส้หมูสับชุ่มฉ่ำรสชาติกลมกล่อมกระจายไปทั่วปาก ดวงตาของเซี่ยเสี่ยวเป็นประกายขึ้นมาทันที
"โห... อร่อยจริงๆ ด้วยค่ะ"
เธอหลุดปากชมออกมาจากใจจริง แม้ว่าในโลกอนาคตเธอจะตระเวนกินของอร่อยมานับไม่ถ้วน แต่ในยามหิวโหยและเหนื่อยล้าแบบนี้ ซาลาเปาร้านจางกลับให้รสชาติที่วิเศษที่สุด
"อร่อยก็กินเข้าไปเยอะๆ" เกาเจี้ยซิงพูดโดยไม่หันมามอง
เซี่ยเสี่ยวเคี้ยวตุ้ยๆ พลางส่ายหน้าดิก "ไม่ไหวหรอกค่ะพี่รองเกา ฉันกินลูกเดียวก็อิ่มแล้ว ที่เหลือพี่เก็บไว้กินเถอะนะ"
"ฉันอิ่มแล้ว" เขาตอบสั้นๆ เหมือนไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด
เซี่ยเสี่ยวรู้สึกเกรงใจจนตัวลีบ เธอไม่ใช่คนประเภทชอบกินแรงใคร จึงถามขึ้นด้วยความซื่อ
"พี่รองเกา ซาลาเปานี่ลูกละเท่าไหร่คะ เดี๋ยวฉันจ่ายเงินคืนให้"
คำพูดนั้นเหมือนไปสะกิดต่อมโมโหของอีกฝ่าย เกาเจี้ยซิงหันขวับมามองตาขวาง หน้าตาบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม
"ถ้าไม่อยากกินก็โยนทิ้งไปซะ!"
พูดจบพ่อคุณก็เดินดุ่มๆ หนีไปนั่งรอที่รถเทียมวัว ทิ้งให้เซี่ยเสี่ยวนั่งหน้าเหวออยู่คนเดียว เธอถอนหายใจเบาๆ เข้าใจแล้วว่าผู้ชายคนนี้ปากร้ายแต่ใจดี และคงไม่ยอมรับเงินคืนแน่ๆ งั้นเก็บหมั่นโถวที่เหลือไว้ให้ป้าเจิ้งเซี่ยงหงกินน่าจะดีกว่า
ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ เงินทองหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ซาลาเปาไส้เนื้อลูกโตๆ แบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาดจะหากินกันได้ง่ายๆ การที่เขาซื้อมาเผื่อเธอถือเป็นน้ำใจที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว
กาลเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเกือบสองชั่วโมง ในที่สุดป้าเจิ้งเซี่ยงหงและคณะแม่บ้านก็เดินหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังกลับมาถึงที่จอดรถ เซี่ยเสี่ยวมองดูกองสัมภาระของพวกเขา แล้วก้มมองดูตัวเองที่มีเพียงถุงใส่หมั่นโถวสองลูกในมือ... ซึ่งก็ไม่ใช่เงินของตัวเองด้วยซ้ำ
ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาอีกรอบ เธออยากคืนให้เกาเจี้ยซิงแทบตาย แต่พ่อเจ้าประคุณก็ทำท่าเหมือนจะกินหัวเธอถ้าพูดเรื่องนี้อีก สุดท้ายก็ต้องจำใจหิ้วกลับไป
"อ้าวเสี่ยวเสี่ยว หนูไม่ได้ซื้ออะไรเลยเหรอลูก?" ป้าเจิ้งเซี่ยงหงถามด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นมือไม้ของหญิงสาวว่างเปล่า
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้ายิ้มๆ เมื่อเห็นทุกคนเริ่มปีนขึ้นรถ เธอก็รีบพาตัวเองไปจับจองพื้นที่ว่างมุมหนึ่ง เพราะขืนชักช้า รถคงเต็มเอียดจนเธอไม่มีที่นั่ง และสภาพเท้าแบบนี้คงเดินกลับไม่ไหวแน่
ขากลับนี่นรกแตกกว่าขามาหลายเท่าตัว รถเทียมวัวคันเก่าต้องแบกรับทั้งน้ำหนักคนและน้ำหนักข้าวของที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ทุกคนเบียดเสียดกันจนแทบจะรวมร่าง กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นของสดที่ซื้อมาตลบอบอวล เซี่ยเสี่ยวนั่งตัวเกร็ง สองมือเกาะราวไม้ข้างรถไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว กลัวเหลือเกินว่าถ้าล้อรถตกหลุมแรงๆ เธออาจจะกระเด็นตกรถไปนอนแอ้งแม้งกลางทาง
กว่าจะถึงทีมการผลิตกวางหมิง เซี่ยเสี่ยวก็สะบักสะบอมจนแทบหมดสภาพ เมื่อรถเทียมวัวจอดสนิทที่หน้าลานบ้านตระกูลเกา เธอก็รีบกระโดดลงจากรถแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเฮือกใหญ่ สาบานกับตัวเองเลยว่า ครั้งหน้าต่อให้จ้างให้เข้าเมือง เธอก็จะขอนอนตีพุงอยู่บ้านดีกว่า ต้องมานั่งรถเบียดกันเป็นปลากระป๋องแบบนี้มันทรมานสังขารเกินไป
"แม่... เท้ายัยนี่พองจนดูไม่ได้แล้ว แม่ช่วยดูให้หน่อยสิ" เกาเจี้ยซิงหันไปบอกแม่ของเขาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงความห่วงใย
สิ้นเสียงเขา สายตาของบรรดาป้าๆ น้าๆ บนรถก็พุ่งเป้ามาที่เซี่ยเสี่ยวเป็นตาเดียว หญิงสาวหน้าแดงก่ำด้วยความอาย ก้มหน้างุดแล้วบอกป้าเจิ้งเซี่ยงหงเสียงอ่อย
"ป้าคะ... คือเท้าฉันรองเท้ากัดจนพองนิดหน่อยค่ะ"
"แหม... คนในเมืองนี่มันช่างสำออยดัดจริตเสียจริง" เสียงแหลมๆ ของใครบางคนดังแทรกขึ้นมากลางวง
"นั่นน่ะสิ อุตส่าห์ได้ไปถึงตัวอำเภอทั้งที แทนที่จะได้เดินซื้อของ กลับไปนั่งกินที่กินทางชาวบ้านเขาฟรีๆ" หญิงวัยกลางคนอีกคนรับลูกคู่ทันควัน
เกาเจี้ยซิงตวัดสายตามองไปที่ต้นเสียง ก่อนจะสวนกลับด้วยวาจาเชือดเฉือน
"อาสะใภ้เล็กครับ ถ้าจะพูดถึงความสำออยล่ะก็ ทั่วทั้งหมู่บ้านนี้คงไม่มีใครเกินหน้าเกินตากุ้ยฟางลูกสาวอาหรอกมั้งครับ"
คำพูดนั้นเหมือนระเบิดลงกลางวง บรรดาหญิงชาวบ้านต่างหันขวับไปมองเจ้าของเสียงแรกทันที 'หลินเสวี่ยปี้' อาสะใภ้ของเกาเจี้ยซิง ผู้มีอดีตเป็นถึงลูกสาวคูบดีเก่า แต่พอสิ้นยุครุ่งเรืองก็ต้องระเห็จมาแต่งงานกับชาวนาอย่างอาของเขา
หลินเสวี่ยปี้มีลูกชายสี่คน แต่กลับมีลูกสาวเพียงคนเดียว เธอจึงประคบประหงมลูกสาวคนนี้ราวกับไข่ทองคำ งานการในไร่นาไม่เคยให้แตะ วันๆ เอาแต่ให้ลูกนั่งปักผ้าแต่งหน้าทาปากอยู่ในห้อง จนชาวบ้านเขาลือกันให้แซ่ดว่าเธอกำลังเลี้ยงลูกสาวให้เป็นคุณหนูตกยาก
วันนี้หลินเสวี่ยปี้ก็หอบหิ้วถุงกระดาษใบโต เต็มไปด้วยดอกไม้ประดิษฐ์ เชือกถักสีแดงสด และกระปุกครีมหน้าเด้งสารพัดยี่ห้อที่กวาดซื้อมาเพื่อปรนเปรอเกากุ้ยฟางโดยเฉพาะ อาจจะเป็นเพราะมีพี่ชายตั้งสี่คน หลินเสวี่ยปี้เลยปลูกฝังให้ลูกชายทุกคนต้องคอยพะเน้าพะนเอาใจน้องสาวคนเล็ก
ความเห่อลูกสาวของบ้านนี้เป็นที่โจษจันไปทั่วคุ้งน้ำ เกากุ้ยฟางในวัยสิบห้าปีกำลังแตกเนื้อสาว เรียนอยู่ชั้นเดียวกับเกาเจี้ยซิง ด้วยความที่มีรูปร่างหน้าตาสะสวยและมีพี่ชายคอยเป็นองครักษ์พิทักษ์เธอ ทำให้เกากุ้ยฟางกลายเป็นดาวเด่นที่เชิดหน้าชูคอที่สุดในหมู่บ้าน
หลินเสวี่ยปี้หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธที่โดนหลานชายตอกกลับ จ้องเกาเจี้ยซิงตาเขียวปั๊ด แต่พอกวาดสายตามาปะทะกับร่างเล็กๆ ของเซี่ยเสี่ยว แววตาของหล่อนก็เปลี่ยนเป็นเหยียดหยามทันที พลางคิดในใจว่า 'สภาพเตี้ยม่อต้อ หน้าตาบ้านๆ แบบนี้น่ะเหรอ จะมาเทียบรัศมีลูกสาวฉัน ฝันไปเถอะ!'
เซี่ยเสี่ยวได้แต่ยืนกระพริบตาปริบๆ นี่หน้าตาเธอไปหนักหัวใครเข้าหรือไง ทำไมใครต่อใครถึงจ้องจะจิกกัดเธอนัก
หญิงสาวยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองเบาๆ เธอสำรวจใบหน้าของร่างเดิมมาแล้ว แม้ผิวจะคล้ำแดดไปบ้างตามประสาเด็กบ้านนอก แต่เครื่องหน้า จมูก ปาก คิ้ว คาง ล้วนรับกันได้รูปสวยงาม พื้นฐานดีขนาดนี้ยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกไกล
เขาว่ากันว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ยิ่งเธอมีมิติวิเศษติดตัวมาด้วย ขอแค่หน้าไม่เสียโฉมไปเสียก่อน รับรองว่าอีกไม่นานเธอจะดูแลตัวเองให้เช้งวับ ถึงจะไม่สวยหยาดฟ้ามาดินระดับนางงามจักรวาล แต่ก็เป็นสาวน้อยน่ารักที่ใครเห็นก็ต้องเหลียวหลังได้แน่นอน
"เอ้าๆ แยกย้ายกันกลับบ้านไปทำกับข้าวได้แล้ว! เจ้าลูกรอง เอารถไปเก็บที่กองพลด้วย" ป้าเจิ้งเซี่ยงหงตบมือเรียกสติทุกคน ตัดบทพวกขาเม้าท์ให้วงแตก ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้เซี่ยเสี่ยว "อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกาเลยเสี่ยวเสี่ยว เข้าบ้านเราเถอะ"
เซี่ยเสี่ยวเดินกะเผลกตามป้าเจิ้งเซี่ยงหงเข้าในตัวบ้าน เธยวางถุงใส่หมั่นโถวลงบนโต๊ะกลางห้องโถง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม
"ป้าคะ นี่พี่รองเกาเขาซื้อมาฝากค่ะ แต่มันเย็นชืดหมดแล้ว เดี๋ยวป้าเอาไปนึ่งกินตอนร้อนๆ นะคะ"
[จบบท]