บทที่ 119: ฉันไม่หย่า
ในเวลานี้ เซี่ยเสี่ยวเดินทางมาถึงบ้านของคุณยายแล้ว เธอไม่ได้มามือเปล่าแต่หิ้วผักป่าติดมือมาด้วย แถมยังมีไก่ตัวอ้วนพีอีกสองตัวที่เธอเลี้ยงไว้ในมิติ พอมายายผู้เฒ่าหลี่เห็นหลานสาวหอบข้าวของพะรุงพะรังมาให้ก็อดบ่นด้วยความเกรงใจไม่ได้
“จะหอบมาทำไมเยอะแยะลูก เก็บไว้กินเองเถอะ ที่บ้านยายก็ใช่ว่าจะไม่มีผักปลูกกินเองเสียหน่อย... แล้วดูสิ ไก่นี่เลี้ยงมาดีเชียว ตัวอ้วนพลีขนาดนี้ หลานไปเอาไก่จากบ้านย่ามาให้ยายแบบนี้มันจะดีเหรอ”
“คุณยายคะ ไก่พวกนี้ไม่ใช่ของบ้านย่าหรอกค่ะ หนูเจอคนขายระหว่างทางพอดี เห็นว่าตัวใหญ่ดีเลยซื้อติดมือมา” เซี่ยเสี่ยวรีบแก้ตัวด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นคงหมดเงินไปหลายตังค์เลยสิ ไก่อ้วนขนาดนี้”
ยายผู้เฒ่าหลี่บ่นกระปอดกระแปดพลางตำหนิหลานสาวเบาๆ เรื่องใช้เงินเปลือง ก่อนจะเสนอทางออกให้
“เดี๋ยวขากลับหลานเอาคืนไปตัวนึงนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ยายเก็บไว้เถอะค่ะ กินไม่หมดก็เลี้ยงไว้ก่อน อยากกินเมื่อไหร่ค่อยเชือด” เซี่ยเสี่ยวยืนกรานด้วยน้ำเสียงสดใส
บรรยากาศวันนี้ต่างจากเมื่อวานที่รีบมาแล้วก็รีบไปอย่างสิ้นเชิง เพราะวันนี้บรรดาลุงๆ ของเธออยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา พอเห็นเซี่ยเสี่ยวมาถึง ทุกคนก็รุมถามไถ่ถึงเรื่องราวทางฝั่งตระกูลเซี่ยด้วยความเป็นห่วง
เซี่ยเสี่ยวเล่าสรุปเหตุการณ์คร่าวๆ ให้ฟัง พอพวกป้าสะใภ้ทางฝั่งบ้านยายได้ยินเข้า วงสนทนาก็เริ่มออกรสออกชาติทันที ยายผู้เฒ่าหลี่ถึงกับเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ยายไม่ได้ห้ามหลานรักบ้านเดิมแม่หรอกนะ แต่ถ้าถึงขั้นรักแต่บ้านแม่ตัวเองจนไม่เห็นหัวบรรพบุรุษปู่ย่าตายายแบบนั้น คนพรรค์นี้ตระกูลหลี่เราก็ไม่ขอต้อนรับเหมือนกัน”
แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อแซ่ แต่ใครฟังก็รู้ว่ายายผู้เฒ่าหลี่กำลังกระทบกระเทียบใคร การที่ท่านกล้าพูดเต็มปากเต็มคำขนาดนี้ ก็เพราะท่านมั่นใจในลูกสะใภ้ทั้งห้าคนของตัวเอง ซึ่งแต่ละบ้านก็ทำมาหากินสุจริตกันทั้งนั้น
ลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ฝ่ายแม่ ยึดอาชีพรับจ้างขุดเจาะน้ำบาดาล
ลุงรองฝ่ายแม่เป็นช่างปูน ส่วนป้าสะใภ้รองเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว
ลุงสามฝ่ายแม่ทำงานรับเหมาก่อสร้างกับภรรยา
ลุงสี่ฝ่ายแม่เป็นช่างทาสี ส่วนป้าสะใภ้สี่ก็เป็นแม่บ้าน
ส่วนลุงห้าฝ่ายแม่ทำงานในโรงงานปูนซีเมนต์ และป้าสะใภ้ห้าเป็นช่างปักฝีมือดี รับงานจากร้านไปทำ
ทุกคนล้วนมีพ่อมีแม่ การจะรักและผูกพันกับบ้านเดิมของตัวเองย่อมเป็นเรื่องปกติวิสัย แต่กรณีของจ้าวเสี่ยวหลานที่ทำตัวราวกับจะกลืนกินทุกอย่างไปให้บ้านเดิมนั้น มันเกินขอบเขตไปมาก
ดังนั้น คำพูดของยายผู้เฒ่าหลี่จึงเหมือนเป็นการปรามลูกสะใภ้ในบ้านไปในตัว ว่าอย่าได้ริทำตัวเป็นตัวปัญหาล้างผลาญครอบครัวสามีเหมือนอย่างจ้าวเสี่ยวหลาน
“พูดถึงจ้าวเสี่ยวหลาน คนนี้ทำงานโรงงานเฟอร์นิเจอร์ที่เดียวกับพี่สาวฉันเลย บ้านเดิมหล่อนก็อยู่แถวบ้านพี่เขยฉันนั่นแหละ พ่อหล่อนเมื่อก่อนเป็นแค่คนเฝ้าประตู ส่วนแม่หล่อนสมัยสาวยังเป็นแม่ค้าปากตลาด วีรกรรมด่าทอชาวบ้านนี่ขึ้นชื่อลือชาสุดๆ”
ป้าสะใภ้ห้าซึ่งดูจะรู้ตื้นลึกหนาบางของตระกูลจ้าวดีที่สุด เริ่มเปิดประเด็นเมาท์มอย
“พี่ชายหล่อนก็วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่ลอยชายไปมา ส่วนพี่สะใภ้หล่อนเห็นว่าเดิมทีก็เป็นลูกผู้ดีมีสกุล แต่ดันหนีตามผู้ชายมาตั้งแต่ยังสาว ชอบไปเต้นรำตามงานสังสรรค์ แถมแต่งงานกันมาตั้งหลายสิบปีก็ไม่มีลูกสักคน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเวรกรรมหรืออะไร สรุปสั้นๆ เลยนะ บ้านนั้นดูยังไงก็หาความเจริญไม่เจอ”
บ้านตระกูลหลี่วันนี้ครึกครื้นไปด้วยผู้คน บทสนทนาลื่นไหลไม่มีสะดุด เหล่าลูกพี่ลูกน้องถึงกับตั้งวงเล่นไพ่กันสนุกสนาน เซี่ยเสี่ยวร่วมวงกินข้าวและพูดคุยอยู่พักใหญ่ ก่อนจะขอตัวกลับ
เมื่อกลับมาถึงบ้านย่า เซี่ยเสี่ยวก็หิ้วไก่สองตัว พร้อมผักป่าและไข่ไก่กลับมาด้วย แถมระหว่างทางยังแวะซื้อแป้งสาลีมาสมทบอีกต่างหาก
เซี่ยจิ้งและน้องๆ ที่เห็นพี่สาวกลับมาโดยไม่มีขนมติดมือก็แอบทำหน้าผิดหวังเล็กน้อย แต่พอรู้ว่าพี่สาวจะลงมือทำของอร่อยให้กิน แววตาก็กลับมาเป็นประกายทันที
แม่เฒ่าเกาพอเห็นหลานสาวขนของสดมาเต็มไม้เต็มมือก็ร้องทักเสียงหลง
“นี่หลานไปเอาไก่จากบ้านยายมาหมดเล้าเลยรึเปล่าเนี่ย!”
แถมยังเป็นไก่ตัวเบ้อเริ่มตั้งสองตัว แล้วไหนจะไข่ไก่อีกตั้งมากมาย
“ย่าคะ หนูไม่ได้เอาของยายมานะคะ พอดีเจอชาวบ้านเขาขายอยู่ข้างทาง ท่าทางเขาร้อนเงิน หนูเลยช่วยซื้อมา แล้วก็แบ่งเอาไปให้ยายสองตัวเหมือนกันค่ะ”
พอได้ยินคำตอบ แม่เฒ่าเกาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ถ้าหลานสาวไปขนของจากบ้านยายมาจริงๆ บรรดาลุงป้าน้าอาทางฝั่งนั้นคงได้เขม่นเอาแน่
“แล้วนี่หมดเงินไปเท่าไหร่ล่ะฮึ?”
เซี่ยเสี่ยวเลี่ยงที่จะบอกราคา แต่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มออดอ้อน
“โธ่ ย่าคะ ทั้งหมดนี่เป็นน้ำใจของหลานสาวคนนี้ ย่าอยากกินต้มยำทำแกงก็เชือดได้เลย หรือจะเลี้ยงไว้กินไข่ก่อนก็ได้ มีตัวเมียอยู่ตัวนึงด้วยนะคะ”
แม่เฒ่าเกาพยักหน้ารับ มองดูไก่สองตัวนั้นแล้วมุมปากก็ยกยิ้มอย่างพอใจ
เซี่ยเสี่ยวลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่แม่ของเธอและป้าสะใภ้รองไม่อยู่บ้าน ไม่อย่างนั้นคงโดนซักไซ้ไล่เลียงจนความแตกแน่ๆ
“แม่ไปไหนเหรอ” เซี่ยเสี่ยวหันไปถามเซี่ยจิ้ง
“เมื่อกี้ป้าใหญ่ ป้ารอง แล้วก็อาเล็กมาที่นี่ พาแม่แกออกไปข้างนอก ส่วนพ่อยู่บ้าน พี่ชายก็นอนหลับอยู่”
“แล้วปู่ล่ะ ยังไม่กลับมาอีกเหรอ”
ตามกำหนดการ ปู่น่าจะออกจากโรงพยาบาลและกลับมาพักที่บ้านได้แล้วไม่ใช่หรือ
“ยังเลย ไม่เห็นปู่กลับมานะ”
คำตอบของน้องสาวทำให้เซี่ยเสี่ยวขมวดคิ้วมุ่น
“แล้วลุงใหญ่ ลุงรอง ป้าสะใภ้รองล่ะ กลับมากันหรือยัง”
เซี่ยจิ้งส่ายหน้าดิก
เห็นท่าไม่ดี เซี่ยเสี่ยวจึงตัดสินใจเดินจ้ำอ้าวออกจากบ้านทันที
“พี่จะไปไหน!” เซี่ยจิ้งตะโกนไล่หลัง
“พี่จะไปดูปู่ที่โรงพยาบาลหน่อย เธออยู่เฝ้าบ้านนะ ดูแลน้องๆ ให้ดีด้วย”
สั่งความเสร็จ เซี่ยเสี่ยวก็ตะโกนบอกแม่เฒ่าเกา แล้วรีบตรงดิ่งไปยังโรงพยาบาล
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ปรากฏว่าปู่ของเธอออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว เซี่ยเสี่ยวเดาได้ทันทีว่าจุดหมายปลายทางต้องเป็นบ้านตระกูลจ้าวแน่นอน เธอจึงรีบมุ่งหน้าไปที่นั่น
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อไปถึงบ้านตระกูลจ้าว สมาชิกครอบครัวเซี่ยทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ คราวนี้เซี่ยเสี่ยวเดินเข้าไปอย่างเปิดเผย ไม่ได้หลบซ่อนตัวเหมือนครั้งก่อน
อาจเป็นเพราะเหตุการณ์ที่ปู่เป็นลมล้มพับไปเมื่อวาน วันนี้บ้านตระกูลจ้าวเลยไม่กล้าโวยวายเสียงดังนัก แต่ข้อเรียกร้องเรื่องการหย่าร้างยังคงรุนแรงและบีบคั้น โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า เซี่ยเฉียงและเซี่ยเยี่ยนต้องตกเป็นของบ้านจ้าว และต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลจ้าว
แน่นอนว่าคนบ้านเซี่ยไม่มีทางยอม แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ทั้งเซี่ยเฉียงและเซี่ยเยี่ยนกลับแสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการอยู่กับแม่ ตอนนี้เด็กทั้งสองไม่ได้หนีไปเที่ยวเตร่ที่ไหน แต่กลับยืนก้มหน้าหลบอยู่ด้านหลังพ่อแม่สกุลจ้าว ท่าทางเหมือนตัดขาดจากตระกูลเซี่ยไปแล้วกลายๆ หากคนไม่รู้ตื้นลึกหนาบางคงนึกว่าเป็นหลานแท้ๆ ของตระกูลจ้าวไปแล้ว
จ้าวเสี่ยวหลานนั่งก้มหน้าเช็ดน้ำตาอยู่เงียบๆ ท่าทีแข็งกร้าวเมื่อวานหายไปจนหมดสิ้น หล่อนนั่งนิ่งยอมรับการจัดการของพ่อแม่และพี่ชายโดยไม่โต้แย้งแม้แต่คำเดียว
จ้าวเสี่ยวหลานคงคิดว่าตระกูลเซี่ยไม่มีทางยอมเรื่องเปลี่ยนนามสกุล แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือท่าทีเนรคุณของลูกทั้งสองคน รวมถึงข้อเสนอหน้าไม่อายของบ้านจ้าวที่ต้องการให้ลุงใหญ่แต่งเข้าบ้านจ้าวในฐานะเขยแต่งเข้า สิ่งเหล่านี้ราดน้ำมันลงบนกองเพลิงแห่งความโกรธของคนบ้านเซี่ย จนเกือบจะเปิดศึกตะลุมบอนกันอีกรอบ
โดยเฉพาะแม่เฒ่าเกา แม้จะเคยฟังคำเตือนจากเซี่ยเสี่ยวมาบ้างแล้ว แต่พอมาเจอความจริงกระแทกหน้า ได้ยินจากปากหลานแท้ๆ ว่าเลือกข้างไหน ความผิดหวังก็ถาโถมจนเกินรับไหว
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่แม่เฒ่าเกาออกจากโรงพยาบาลมาถึงบ้านจ้าว เซี่ยเฉียงกับเซี่ยเยี่ยนกลับทำเมินเฉย ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากทักทายปู่ของตัวเองสักคำ เห็นได้ชัดว่าเด็กพวกนี้ยังผูกใจเจ็บเรื่องที่ปู่เคยดุด่าว่ากล่าว
ในเมื่อหลานไม่เห็นปู่ย่าอยู่ในสายตา ไม่อยากเป็นคนสกุลเซี่ย แม่เฒ่าเกาก็ตัดสินใจเด็ดขาด เขาไม่ต้องการหลานเนรคุณที่เอาใจออกห่างไปเข้ากับคนอื่นแบบนี้อีกต่อไป
ลุงใหญ่เซี่ยเจี้ยนกั๋วเองก็ไม่มีวันยอมลดเกียรติไปเป็นเขยแต่งเข้าบ้านจ้าว ความโกรธแค้นและความผิดหวังอัดแน่นอยู่เต็มอก เขาหันไปมองลูกทั้งสองแล้วเอ่ยเสียงเข้ม
“ได้ ในเมื่อพวกแกเลือกแล้ว ก็ไปอยู่กับแม่ของพวกแก โตๆ กันแล้ว เลือกทางเดินชีวิตเองได้ ส่วนเสี่ยวเฟยจะอยู่กับพ่อ”
“เจี้ยนกั๋ว... ฉันไม่หย่า” จ้าวเสี่ยวหลานที่เงียบมาตลอด ในที่สุดก็เอ่ยปากขึ้น
เซี่ยเจี้ยนกั๋วถอนหายใจหนักหน่วง วูบหนึ่งในความรู้สึก เขาเกลียดผู้หญิงคนนี้จับใจ ถ้าตระกูลจ้าวให้เกียรติเขาบ้างสักนิด คงไม่กล้าพ่นคำพูดดูถูกเหยียดหยามอย่างการให้เขาแต่งเข้าบ้าน หรือการบังคับให้ลูกเปลี่ยนนามสกุล ซึ่งแสดงเจตนาชั่วร้ายออกมาอย่างชัดเจน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จ้าวเสี่ยวหลานแอบเอาเงินทองไปประเคนให้บ้านเดิม เขาไม่เคยพูดว่าสักคำ แต่วีรกรรมในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รวมถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นปุบปับทำให้เซี่ยเจี้ยนกั๋วยากจะทำใจยอมรับได้ ในเมื่อบ้านจ้าวบีบคั้นคนบ้านเซี่ยจนตรอกขนาดนี้ เขาเองก็หมดใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกับจ้าวเสี่ยวหลานต่อไปแล้ว
แต่เมื่อกวาดตามองลูกๆ ที่กำลังอยู่ในวัยจะออกเรือน อีกทั้งพวกเขาสองคนผัวเมียก็อายุปูนนี้แล้ว การจะมาหย่าร้างกันตอนแก่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าดูชม
“ไม่หย่าก็ได้ แต่ต่อจากนี้ฉันจะไปนอนที่หอพักโรงงาน ส่วนเธอก็กลับไปอยู่บ้านพ่อแม่เธอซะ เงินเดือนฉันจะแบ่งให้เธอส่วนใหญ่ แต่เราคงอยู่ร่วมบ้านกันไม่ได้อีกแล้ว”
เซี่ยเจี้ยนกั๋วเลือกทางออกด้วยการแยกกันอยู่ เรื่องแต่งเข้าบ้านนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ และเขาก็ไม่อาจทนมองหน้าจ้าวเสี่ยวหลานใต้ชายคาเดียวกันได้อีกต่อไป
[จบบท]