ท่ามกลางบรรยากาศวุ่นวายหลังเวที หญิงสาวยุวปัญญาชนผู้รับหน้าที่พิธีกรในค่ำคืนนี้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเซี่ยเสี่ยว หล่อนรีบแจ้งข่าวด้วยท่าทีตื่นตระหนก
“ยุวปัญญาชนเซี่ย หัวหน้าหลี่เพิ่งมาแก้ตารางการแสดงเมื่อกี้นี้เอง บอกว่ายุวปัญญาชนต่งมีธุระด่วน เลยต้องย้ายคิวของเธอไปไว้ท้ายสุด สลับเอาคิวของเธอขึ้นมาก่อน เตรียมตัวขึ้นเวทีเดี๋ยวนี้เลยนะ”
อีกแล้วสินะ... ฝีมือของหลี่เชิ่งเหม่ยตามเคย
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับอย่างไม่ยี่หระ จะช้าจะเร็วก็มีค่าเท่ากัน ในเมื่อนี่เป็นรายการแสดงชุดสุดท้ายของเธอแล้ว รีบร้องให้มันจบๆ ไปจะได้หมดเวรหมดกรรมเสียที ทว่าจังหวะที่เธอกำลังจะหันตัวเดินออกไป หางตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นภาพบาดตาที่มุมหนึ่งของฉากกั้น
หลี่เชิ่งเหม่ยกำลังโอบไหล่ต่งเหม่ยหัวอย่างรักใคร่กลมเกลียว ใบหน้าของเธอยิ้มแย้มเบิกบานราวกับกำลังมองลูกสาวในไส้ ท่าทีสนิทสนมจนออกนอกหน้านั้นทำเอาเซี่ยเสี่ยวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจ เซี่ยเสี่ยวก็ก้าวเท้าขึ้นสู่เวที
ค่ำคืนนี้เธอสวมชุดนวมกันหนาวผ้าฝ้ายสีเทาอมฟ้าที่ดูเรียบง่าย สวมรองเท้าเจี่ยฟ่างสีเขียวขี้ม้าทะมัดทะแมง เรือนผมดำขลับถูกถักเป็นเปียสองข้างทิ้งตัวลงมาที่อกอย่างเรียบร้อย บนเวทีที่ไร้ซึ่งไมโครโฟนหรือเครื่องขยายเสียงใดๆ เธอต้องยืนหยัดด้วยพลังเสียงของตัวเองเพียงอย่างเดียว
นับว่าเป็นโชคดีที่ยุคสมัยนี้ยังไม่มีสมาร์ตโฟนไว้แชะภาพเก็บไว้ ไม่อย่างนั้นหากมีภาพหลักฐานหลุดไปถึงอนาคต เซี่ยเสี่ยวคงไม่กล้าแม้แต่จะมองดูสภาพตัวเองในตอนนี้แน่ๆ แฟชั่นยุค 70 แบบจัดเต็มขนาดนี้คงชวนให้กุมขมับพิลึก
แต่ก็นั่นแหละ ในยุคนี้มองไปทางไหนใครเขาก็แต่งตัวกันแบบนี้ทั้งนั้น อยู่ๆ ไปเดี๋ยวก็คงชินตาไปเอง
เด็กสาวสูดลมหายใจเย็นยะเยือกของค่ำคืนฤดูหนาวเข้าปอด ก่อนจะเปล่งเสียงร้องกังวานใสก้องไปทั่วลานกว้าง
“พระจันทร์ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆขาวราวกับดอกบัว สายลมยามค่ำคืนพัดพาเสียงเพลงแห่งความสุขลอยมา... พวกเรานั่งล้อมวงอยู่ข้างกองฟางสูงใหญ่... ฟังแม่เล่าเรื่องราวในอดีตเหล่านั้น...”
น้ำเสียงของเซี่ยเสี่ยวนั้นใสกระจ่างดุจระฆังแก้ว ก้องกังวานและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินวัย ในขณะที่ปากขยับร้อง จิตใจของเธอกลับล่องลอยออกไปไกลโพ้น หวนรำลึกถึงชีวิตในชาติภพก่อน ทบทวนเรื่องราวอันแสนสั้นที่ผ่านมาของตนเอง ความสุข ความทุกข์ และการพลัดพราก ผสมปนเปอยู่ในเนื้อเสียงนั้น
บรรยากาศทั่วทั้งลานกว้างตกอยู่ในความเงียบงัน เสียงพูดคุยจอแจเมื่อครู่หายไปราวกับปิดสวิตช์ ผู้คนในหมู่บ้านต่างหยุดกิจกรรมทุกอย่างและตั้งใจฟังเสียงเพลงของเซี่ยเสี่ยวโดยไม่รู้ตัว ราวกับถูกมนต์สะกดดึงดูดให้จมดิ่งลงไปในห้วงภวังค์
ภาพความทรงจำในอดีตผุดพรายขึ้นในหัวของผู้คน... ความยากลำบากในวันวาน ความหนาวเหน็บที่กัดกินกระดูกและความหิวโหยในฤดูหนาว เสื้อผ้าที่ปะชุนจนไม่เหลือเค้าเดิม ทุกคนราวกับถูกฉุดกระชากให้กลับไปสัมผัสความขมขื่นเหล่านั้นอีกครั้ง
ทว่าในปัจจุบันขณะนี้ พวกเขากำลังนั่งอยู่ข้างกองฟางสูงใหญ่จริงๆ มองดูเด็กสาวตัวน้อยบนเวทีไม้ไผ่ที่กำลังขับขานบทเพลง กล่อมเกลาจิตใจที่เหนื่อยล้า
ในสายตาของชาวบ้านตอนนี้ เซี่ยเสี่ยวดูไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่แสนอ่อนหวานและเปราะบาง น้ำเสียงของเธอบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ใสกิ๊งราวกับน้ำในลำธาร พาลให้จินตนาการเห็นภาพเด็กน้อยที่กำลังอิงแอบแนบชิดอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของแม่ ตั้งใจฟังเรื่องราวในอดีตด้วยดวงตาแป๋วแหวว
เมื่อโน้ตตัวสุดท้ายจางหายไป ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงปรบมือจะดังกระหึ่มขึ้น
“เพราะมาก! ร้องได้กินใจจริงๆ!”
“ยุวปัญญาชนเซี่ย! เอาอีกเพลงสิ! ขออีกเพลง!”
เสียงเชียร์และเสียงเรียกร้องดังเซ็งแซ่ เซี่ยเสี่ยวระบายยิ้มบางๆ บนใบหน้า ตอบกลับฝูงชนด้วยท่าทีสุขุม “วันนี้ยังมีรายการแสดงดีๆ รออยู่อีกเยอะเลยนะคะ ฉันเองก็เป็นสมาชิกของกองพลน้อยนี้ ยังไงก็อยู่ที่นี่ตลอด ยังมีโอกาสให้ร้องให้ฟังอีกถมเถไป ตอนนี้เรามายกเวทีให้กับชุดการแสดงต่อไปดีกว่าค่ะ”
พูดจบเธอก็เดินลงจากเวทีอย่างไม่รีรอ ไม่คิดจะร้องต่อตามคำขอ เหตุผลหลักๆ ก็คือ... นอกจากเพลงนี้แล้ว เธอก็ร้องเพลงอื่นไม่เป็นแล้วจริงๆ! ขืนร้องซ้ำกับที่เด็กๆ ในหมู่บ้านเพิ่งแสดงไป มีหวังขายหน้าแย่ จบแบบสวยๆ อย่างนี้แหละดีที่สุด
ขณะที่เธอเดินเลี่ยงออกมา ก็ได้ยินเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าป้าๆ น้าๆ ลอยมาตามลม
“นี่ๆ พวกเธอรู้สึกเหมือนฉันไหมว่ายุวปัญญาชนเซี่ยสวยวันสวยคืนเลยนะ”
“เออ จริงของเอ็ง ฉันว่าเธอดูมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งมาถึงตั้งเยอะ ดูสิ ผิวพรรณก็ดูดีขึ้น”
“ก็สมแล้วที่เป็นคนจากในเมือง บุคลิกท่าทางแบบนี้คนในหมู่บ้านเราเทียบไม่ติดฝุ่นหรอก”
“ใช่ ยุวปัญญาชนที่มาจากเมืองนี่หน้าตาดีกันทุกคนเลยเนอะ”
“แต่ยุวปัญญาชนเซี่ยติดตรงที่ตัวเล็กไปหน่อย ดูแคระแกร็นเหมือนเด็กที่ยังไม่โต ถ้าสูงกว่านี้อีกสักหน่อย ขาวกว่านี้อีกสักนิด ไม่แน่ว่าอาจจะสวยสูสีกับยุวปัญญาชนซุนเลยนะ”
“โอ๊ย รายนั้นน่ะเหรอ บ้านยุวปัญญาชนซุนคงเป็นข้าราชการใหญ่โตคับฟ้าแน่ๆ ดูท่าทางเชิดๆ หยิ่งๆ นั่นสิ เข้าถึงยากชะมัด ใครจะกล้าไปคุยด้วย”
“จริง ยุวปัญญาชนซุนเย็นชาเกินไป มองคนด้วยหางตาตลอด”
“ฉันว่าหวังอ้ายหัวก็นิสัยดีนะ ดูเป็นคนตรงไปตรงมา โผงผางดี”
“หยางเสวี่ยหัวก็ใช้ได้ เรียบร้อยเหมือนพวกคุณครูเลย”
“แต่ฉันว่าต่งเหม่ยหัวนี่แหละเด็ดสุด แม่หนูคนนี้ดูมีโหงวเฮ้งดี มีวาสนา ขยันขันแข็งหยิบจับอะไรก็คล่องแคล่ว ปากก็หวานช่างเจรจา ลูกชายบ้านไหนได้แต่งงานกับต่งเหม่ยหัวไปเป็นสะใภ้ รับรองว่าโชคดียกครัว”
เซี่ยเสี่ยวได้ยินเสียงนกเสียงกาพวกนี้ชัดเจนทุกคำ เธอเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างขบขัน ไม่ได้เก็บเอาสาระอะไรมาใส่ใจ ถึงอย่างไรเนื้อแท้ของเธอก็เป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก ไม่ใช่เด็กสาวอายุสิบสามที่อ่อนต่อโลก เธอไม่คิดจะลดตัวลงไปถือสาหาความกับคำนินทาชาวบ้านร้านตลาดพวกนี้
แต่ทว่า... ทันใดนั้นเสียงแหลมสูงที่คุ้นหูก็ดังแทรกวงสนทนาขึ้นมา เซี่ยเสี่ยวจำได้แม่นยิ่งกว่าแม่นว่าเป็นเสียงของใคร หลี่เชิ่งเหม่ยนั่นเอง หล่อนจงใจพูดด้วยระดับเสียงที่ดังกว่าปกติราวกับต้องการประกาศให้โลกรู้
“ก็ถูกของพวกเอ็ง ต่งเหม่ยหัวดูเป็นคนมีบุญวาสนา แม่หนูพวกนี้นะ ไม่ว่าคนไหนก็ดีกว่ายุวปัญญาชนเซี่ยทั้งนั้น ยัยเซี่ยเสี่ยวนั่นทั้งเตี้ยทั้งผอมแห้งอย่างกับไม้เสียบผี นมก็แบน ก้นก็ไม่มี แรงจะทำงานก็ไม่มี เหยาะแหยะ แถมยังถูกที่บ้านตามใจจนเคยตัว ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง บ้านไหนได้ลูกสะใภ้แบบนี้ไปมีหวังซวยตายชัก!”
ในขณะที่พ่นคำผรุสวาท หลี่เชิ่งเหม่ยยังจงใจปรายตามองมาทางเซี่ยเสี่ยวอย่างท้าทาย ตั้งใจจะพูดกระทบกระเทียบให้เธอได้ยินเต็มสองรูหู
ต่อให้เซี่ยเสี่ยวจะเป็นคนใจเย็นดั่งน้ำแค่ไหน แต่พอมาได้ยินคนวิจารณ์สรีระร่างกายตัวเองด้วยถ้อยคำหยาบคายเสียหายแบบนี้ ไฟโทสะก็เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาในอก
มือน้อยๆ ภายใต้แขนเสื้อกำแน่นโดยไม่รู้ตัว เล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือเพื่อระบายอารมณ์ เธออยากจะพุ่งเข้าไปฉีกอกหลี่เชิ่งเหม่ยแล้วด่ากราดให้หน้าหงาย แต่สติสัมปชัญญะและเหตุผลยังคงทำงานอยู่ มันฉุดรั้งขาของเธอเอาไว้
คืนนี้เป็นคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บรรยากาศควรจะเต็มไปด้วยความสุข ถ้าเธอผลีผลามเข้าไปเปิดศึกกับหลี่เชิ่งเหม่ยตอนนี้ สุดท้ายคนที่จะพังยับเยินก็คือตัวเธอเอง ไม่ต้องพูดถึงอำนาจบารมีของครอบครัวหลี่เชิ่งเหม่ยในหมู่บ้านเลย แค่ตำแหน่งเมียทหารผ่านศึกก็ทำให้ไม่มีใครกล้าหือแล้ว เธอก็แค่ยุวปัญญาชนพลัดถิ่นตัวคนเดียว การไปมีเรื่องกับเจ้าถิ่นอย่างหลี่เชิ่งเหม่ยไม่ใช่ความฉลาดเลยสักนิด อีกอย่างเธอยังต้องอาศัยอยู่ที่นี่อีกหลายปี จะสร้างภาพลักษณ์ที่เลวร้ายในสายตาชาวบ้านไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าเธอพุ่งเข้าไปอาละวาด ก็เท่ากับเต้นไปตามเกมที่หลี่เชิ่งเหม่ยวางไว้พอดี
เซี่ยเสี่ยวกวาดสายตามองหาเจิ้งเซี่ยงหง แต่ก็ไม่พบ ในใจลึกๆ แอบหวังว่าถ้าป้าเจิ้งอยู่ที่นี่คงจะออกหน้าช่วยเธอแน่ แต่พอคิดไปคิดมา... ตัวเธอในสายตาของพวกผู้หญิงปากตลาดพวกนี้ คงไม่ใช่ 'แม่พันธุ์' หรือลูกสะใภ้ที่ดีจริงๆ นั่นแหละ แม้ป้าเจิ้งจะเอ็นดูเธอ แต่ถ้าต้องเลือกเธอไปเป็นสะใภ้จริงๆ ป้าเจิ้งก็คงส่ายหน้าเหมือนกัน
ความรู้สึกหดหู่สายหนึ่งแล่นพล่านเข้ามาในหัวใจ เซี่ยเสี่ยวรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขัน ทำไมต้องไปแคร์สายตาคนพวกนั้นด้วย? เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อจะเป็นลูกสะใภ้ของใครสักหน่อย!
เสียงนกกระจอกแตกรังของพวกผู้หญิงยังคงดังไม่หยุด ปากของหลี่เชิ่งเหม่ยยังคงขยับพ่นพิษออกมาเรื่อยๆ เซี่ยเสี่ยวแค่นเสียงฮึในลำคอ ตัดสินใจทำหูทวนลมแล้วเดินเลี่ยงออกมา แต่พอเงยหน้าขึ้น สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างของ เฮ่อเสวียกัง ลูกชายคนโตของหลี่เชิ่งเหม่ย และเกาเจี้ยซิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล
วินาทีนั้น คำพูดดูถูกเหยียดหยามของหลี่เชิ่งเหม่ยก็ดังสะท้อนก้องในหัว 'บ้านไหนได้ลูกสะใภ้แบบนี้ไปมีหวังซวยตายชัก'
ความรู้สึกอยากเอาชนะและความคิดชั่ววูบก็ผุดขึ้นมาในสมองของเซี่ยเสี่ยว
ป้าบอกว่าใครแต่งกับฉันแล้วจะซวยใช่ไหม? ได้... งั้นฉันจะจีบลูกชายป้ามาเป็นแฟนให้ดู ให้ป้าอกแตกตายไปเลย!
เซี่ยเสี่ยวรู้ดีว่าความคิดนี้มันช่างเด็กน้อยและเจ้าคิดเจ้าแค้นสิ้นดี แต่เธอเองก็มีความรู้สึกดีๆ ให้เฮ่อเสวียกังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเธอพยายามตัดใจและถอยห่างเพียงเพราะเขาเป็นลูกชายของหลี่เชิ่งเหม่ย แต่พอโดนด่ากราดแบบเมื่อกี้ ความอดทนก็ขาดผึง นึกอยากจะคบกับเฮ่อเสวียกังขึ้นมาจริงๆ เพื่อเป็นการตบหน้าแม่สามีในอนาคต
แต่พอมองดูรูปร่างของตัวเอง เซี่ยเสี่ยวก็ต้องถอนหายใจ เธอลืมไปว่าตอนนี้ตัวเองเพิ่งจะอายุสิบสามขวบ ส่วนเฮ่อเสวียกังนั้นน่าจะสิบเจ็ดสิบแปดเข้าไปแล้ว แก่กว่าเกาเจี้ยซิงเสียอีก ช่วงวัยมันห่างกันเกินไปในตอนนี้
“ยุวปัญญาชนเซี่ย...” เฮ่อเสวียกังเดินเข้ามาหา สีหน้าเจือไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างเต็มเปี่ยม “แม่ผมแกเป็นคนปากเสียแบบนี้แหละครับ พูดจาไม่เคยคิดหน้าคิดหลัง คุณอย่าเก็บเอาคำพูดแกไปใส่ใจเลยนะครับ”
หลี่เชิ่งเหม่ยจงใจตะเบ็งเสียงขนาดนั้น คนที่อยู่รอบๆ จะไม่ได้ยินก็คงต้องหูหนวก แต่ใครจะกล้าห้ามปรามล่ะ สถานะของบ้านตระกูลเฮ่อในหมู่บ้านนี้ไม่ธรรมดา พ่อของเฮ่อเสวียกังแม้จะขาเป๋เดินไม่สะดวก แต่เขาก็เป็นถึงทหารผ่านศึกที่มีเกียรติประวัติ ไม่ต้องพูดถึงคอนเนกชันในกองทัพเลย เอาแค่ในตัวอำเภอก็มีคนใหญ่คนโตที่รู้จักมักจี่มากมาย
ไม่อย่างนั้น คนที่มีนิสัยหยาบกระด้างอย่างหลี่เชิ่งเหม่ย ที่ชาวบ้านลือกันว่าอ่านหนังสือไม่ออกสักตัว จะจับพลัดจับผลูขึ้นมาเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายสตรีประจำหมู่บ้านได้อย่างไรถ้าไม่มีบารมีสามีคุ้มหัว
เซี่ยเสี่ยวปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วส่งยิ้มหวานเคลือบยาพิษกลับไป
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะสหายเฮ่อ หัวหน้าหลี่คงไม่ชอบขี้หน้าฉัน ฉันรู้ตัวดี ท่านคงมีลูกสะใภ้ในดวงใจหมายตาเอาไว้แล้ว ดูท่าข่าวดีของคุณคงจะใกล้เข้ามาแล้วสินะคะ ยินดีล่วงหน้าด้วยค่ะ”
เกาเจี้ยซิงที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ ปรายตามองเซี่ยเสี่ยวแวบหนึ่ง สายตาคมกริบของเขาจับสังเกตได้ทันที เขารู้สึกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยเสี่ยวนั้นช่างดูปลอมเปลือกสิ้นดี เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังไม่พอใจจนแทบระเบิด แต่ก็ยังฝืนปั้นหน้ายิ้มแย้มออกมาได้อย่างแนบเนียน
เฮ่อเสวียกังเกาหัวแกรกๆ พลางหัวเราะแห้งๆ อย่างทำตัวไม่ถูก “โธ่ ยุวปัญญาชนเซี่ย ผมยังไม่มีใครทั้งนั้นแหละครับ เพิ่งจะได้เข้ากองทัพ เรื่องพวกนี้ยังไม่ได้คิดเลย อย่างน้อยๆ ก็ต้องอีกสักสิบปีแปดปีนู่นแหละครับถึงจะเริ่มมองหา”
[จบบท]