บทที่ 161: ฉันอยากคบกับเธอ
หลังจากทานอาหารมื้อเย็นจนอิ่มหนำ เกากั๋วเฉียงก็หันไปพูดกับเซี่ยเสี่ยวด้วยน้ำเสียงพึงพอใจว่า
“สหายเซี่ย เป็นยังไงบ้าง จำเนื้อหาได้กี่ข้อแล้ว”
เซี่ยเสี่ยวไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เธอท่องเนื้อหาที่จำได้ออกมาหลายข้ออย่างคล่องแคล่วฉะฉาน ทำให้เกากั๋วเฉียงพยักหน้าชมเชยด้วยความถูกใจ
“ไม่เลวเลย ในเมื่อเธอมีความสามารถขนาดนี้ ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปที่ที่ทำการกองพลน้อยหน่อยนะ ไปช่วยสอนทุกคนท่องจำคติพจน์สีแดงกัน”
ด้วยเหตุนี้เอง เซี่ยเสี่ยวจึงได้รับหน้าที่ให้อยู่ช่วยคัดลอกสมุดปกแดงที่ที่ทำการกองพลน้อย เมื่อเธอคัดลอกเสร็จไปหนึ่งเล่ม สมุดเล่มนั้นก็จะถูกส่งต่อให้คนอื่นนำไปคัดลอกต่อเป็นทอดๆ
เหล่าปัญญาชนและชาวบ้านที่พอจะรู้หนังสือต่างพากันมาร่วมด้วยช่วยกันคัดลอก ทุกคนต่างมุ่งมั่นศึกษาคติพจน์สีแดงกันอย่างขะมักเขม้น
ตัดภาพกลับมาที่บ้านตระกูลเกา ในที่สุดไข้ของเกาเจี้ยซิงก็ลดลงจนกลับสู่สภาวะปกติ ทำเอาเจิ้งเซี่ยงหงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก
วันนี้ทั้งวันเซี่ยเสี่ยวทุ่มเทแรงกายแรงใจคัดลอกสมุดไปได้หลายเล่มจนมือไม้อ่อนล้าไปหมด เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจและกำลังจะออกจากที่ทำการ เธอจึงหยิบสมุดปกแดงติดมือมาด้วยสองเล่ม ตั้งใจว่าจะมอบให้เจิ้งเซี่ยงหงหนึ่งเล่ม และอีกเล่มสำหรับเกาเจี้ยซิง
“ป้าเจิ้งคะ พี่รองเกาอาการเป็นยังไงบ้างคะ”
เซี่ยเสี่ยวเอ่ยถามทันทีที่เจอหน้าเจิ้งเซี่ยงหง
“ไข้ลดลงไปเยอะแล้วล่ะ ตอนนี้ฟื้นแล้วนอนพักอยู่บนเตียง แต่ดูเหมือนจิตใจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย”
เจิ้งเซี่ยงหงตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังวล
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับทราบก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอนของเกาเจี้ยซิง ในใจเธอจินตนาการภาพคนป่วยที่นอนซมอยู่บนเตียง แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เธอต้องชะงัก
เกาเจี้ยซิงไม่ได้นอนอยู่ เขาเอาเสื้อคลุมมาคลุมไหล่อย่างลวกๆ แล้วนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงขอบเตียง
ใบหน้าของเขาในยามนี้ดูซีดเซียวและซูบตอบอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากชายหนุ่มผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่เธอคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นฉับพลันนี้ทำให้เซี่ยเสี่ยวรู้สึกไม่คุ้นชินเอาเสียเลย
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเศษกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นแทบเท้าของเขา หัวใจของเธอกระตุกวูบด้วยความตกใจก่อนจะร้องทักออกไป
“พี่รองเกา! พี่กำลังทำอะไรน่ะ”
เซี่ยเสี่ยรรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้เพื่อดูให้ชัดตา แล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่าสิ่งที่เกาเจี้ยซิงกำลังฉีกทิ้งอยู่นั้นคือหนังสือเรียน
เกาเจี้ยซิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน ดวงตาของเขาว่างเปล่าไร้ซึ่งประกายชีวิตชีวา ราวกับบ่อน้ำลึกที่นิ่งสนิทและเงียบงันจนน่าใจหาย
เซี่ยเสี่ยวเห็นท่าทางแบบนั้นก็ใจหายวาบ รีบพูดขึ้นว่า
“พี่รองเกา พี่อย่าเพิ่งคิดสั้นนะ”
เธอนั่งลงข้างๆ พยายามเกลี้ยกล่อมเขา
“พี่รองเกา ฟังฉันนะ อนาคตข้างหน้าจะต้องมีการรื้อฟื้นการสอบเกาเข่ากลับมาแน่นอน มันต้องมีโอกาสอีกครั้ง แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ใช่แค่พี่คนเดียวที่เจอ ปัญญาชนทั่วประเทศเขาก็เจอปัญหาเดียวกัน ถ้าพี่มัวแต่หมดอาลัยตายอยากแบบนี้ แล้วลุงหัวหน้ากับป้าเจิ้งจะเป็นยังไงล่ะคะ”
เกาเจี้ยซิงเหลือบตามองบนใส่เซี่ยเสี่ยวทีหนึ่ง แต่ก็ยังคงปิดปากเงียบไม่ยอมพูดจา
เซี่ยเสี่ยวลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยเขาก็ยังมีปฏิกิริยาโต้ตอบ รู้จักกลอกตาใส่ก็ถือว่ายังดี เธออยากจะห้ามไม่ให้เขาฉีกหนังสือต่อ แต่พอเห็นสภาพจิตใจที่บอบช้ำอย่างหนักของเขาแล้ว คำพูดเหล่านั้นก็จุกอยู่ที่คอ พูดไม่ออกสักคำ
“เซี่ยเสี่ยว... ฉันรู้สึกว่าชีวิตมันไม่มีความหมายเลย”
จู่ๆ เกาเจี้ยซิงก็หยุดมือที่กำลังฉีกกระดาษ แล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและเลื่อนลอย
“อะไรไม่มีความหมายคะ พี่หมายถึงอะไร”
เซี่ยเสี่ยวถามกลับทันควัน ในใจภาวนาขอให้เขาหมายถึงเรื่องเรียนเถอะ ถ้าหมายถึงการใช้ชีวิตล่ะก็คงเป็นเรื่องใหญ่แน่
“ความหวังทุกอย่างของฉัน ความฝันของฉัน... มันพังทลายไปหมดแล้ว”
แม้น้ำเสียงของเกาเจี้ยซิงจะฟังดูเรียบเรื่อย แต่เซี่ยเสี่ยวสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าวที่เขาพยายามกดข่มเอาไว้ภายใน
เธอรู้ดีว่าความฝันสูงสุดของเกาเจี้ยซิงคือการได้เป็นทหาร และความหวังเดียวของเขาคือการสอบเข้าโรงเรียนนายร้อย แต่ในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ หนทางนั้นจึงดูเหมือนถูกปิดตายไปแล้ว ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะมืดมนตลอดไป
“มันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละค่ะ ฉันเชื่อมั่นว่าสักวันการสอบเกาเข่าต้องกลับมา”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เซี่ยเสี่ยวก็เปลี่ยนน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น
“พี่รองเกา ฉันเองก็มีความฝันเหมือนกันนะ”
เกาเจี้ยซิงหันมามองหน้าเธอ เซี่ยเสี่ยวจึงพูดต่อ
“ความฝันของฉันคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่อย่างนั้นพี่คิดว่าทำไมฉันถึงต้องมานั่งเรียนวิชาความรู้ระดับมัธยมปลายกับพี่ด้วยล่ะ ก็เพราะฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง ฉันจะได้กลับเข้าไปเรียนในระบบการศึกษาอีกครั้ง จะได้สานฝันการเข้ามหาวิทยาลัยของตัวเองให้เป็นจริง”
เกาเจี้ยซิงจ้องมองเซี่ยเสี่ยวอย่างเหม่อลอย ก่อนจะขยับริมฝีปากเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก
“แต่เขายกเลิกการสอบไปแล้ว ฝันของพวกเรา... ไม่มีทางเป็นจริงได้อีกแล้ว”
“ต้องได้สิคะ เราต้องมีความเชื่อมั่น สักวันหนึ่งการสอบเกาเข่าจะต้องถูกรื้อฟื้นขึ้นมาแน่นอน”
แม้เซี่ยเสี่ยวจะพยายามพูดให้กำลังใจแค่ไหน แต่ดูเหมือนเกาเจี้ยซิงจะไม่ได้เชื่อตามนั้นเลยสักนิด สำหรับเขาแล้ว คำว่า 'สักวัน' มันดูเลื่อนลอยเกินไป ชีวิตคนเราดูเหมือนยาวนานแต่ความจริงแล้วแสนสั้น หากต้องรอไปอีกสิบปี ยี่สิบปี กว่าการสอบจะกลับมา ถึงตอนนั้นพวกเขาจะยังมีสิทธิ์สอบอยู่อีกหรือ?
เซี่ยเสี่ยวเข้าใจดีว่าในเวลานี้ ต่อให้เธอพูดจนปากเปียกปากแฉะ เกาเจี้ยซิงก็คงไม่เชื่อว่าการสอบจะกลับมาภายในเวลาแค่สิบปี เธอจึงตัดสินใจยื่นสมุดปกแดงที่คัดลอกมาให้กับเขา
“พี่รองเกา นี่คือสมุดรวมคติพจน์สีแดงที่ฉันคัดมาค่ะ ฉันให้พี่นะ ลองอ่านดูเถอะค่ะ ในนี้มีถ้อยคำดีๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจเยอะเลย เผื่อว่ามันจะช่วยให้พี่รู้สึกดีขึ้นบ้าง”
เกาเจี้ยซิงรับสมุดไปอย่างแกนๆ เขาพลิกดูผ่านๆ เพียงไม่กี่หน้าแล้วก็วางมันไว้ข้างตัวอย่างไม่ใส่ใจ ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะอ่านอะไรทั้งนั้น หนังสือเรียนกองโตในห้องนี้เขาแทบอยากจะเผามันทิ้งให้หมดด้วยซ้ำ
เซี่ยเสี่ยวเห็นดังนั้นจึงหยิบสมุดปกแดงขึ้นมาเปิด แล้วชี้ให้เขาดูพลางอ่านเสียงดังฟังชัด
“ท่านผู้นำผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า 'โลกนี้คือความสว่างไสว ทว่าหนทางนั้นคดเคี้ยว มั่นใจในชีวิตสองร้อยปี จะว่ายน้ำฝ่าคลื่นลมสามพันลี้' ฉันว่าประโยคนี้มีความหมายดีมากเลยนะคะ แล้วยังมีคำสอนของท่านเมิ่งจื่ออีกที่บอกว่า 'เมื่อสวรรค์จะมอบภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้ใด ก็จำต้องเคี่ยวกรำจิตใจผู้นั้นให้เข้มแข็งเสียก่อน ต้องให้ร่างกายเหนื่อยยากลำบาก ให้ท้องหิวโหย ให้ขัดสนจนยากไร้ ให้ทำสิ่งใดก็ไม่ราบรื่น เพื่อเป็นการขัดเกลาจิตใจและนิสัย ให้มีความอดทนและเพิ่มพูนความสามารถในสิ่งที่ยังขาดตกบกพร่อง'”
เกาเจี้ยซิงไม่ได้ตอบโต้คำคมปรัชญาเหล่านั้น เขาเพียงแต่จ้องมองใบหน้าของเซี่ยเสี่ยวแล้วเอ่ยถามขึ้นมาดื้อๆ ว่า
“เธอยังจำสิ่งที่ฉันเคยพูดกับเธอเมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่ฉันจะไปสอบได้ไหม”
คำถามนั้นทำให้เซี่ยเสี่ยวชะงักไป ปีที่แล้วก่อนสอบงั้นเหรอ? เธอจำไม่ได้จริงๆ ว่าเขาพูดอะไรไว้บ้าง แต่โชคดีที่เสียงของ 'ก้อนหิน' ดังขึ้นในหัวเพื่อเตือนความจำ
“เขาเคยบอกว่า ถ้าเขาสอบได้คะแนนดี เขาจะมีเรื่องบางอย่างจะบอกกับเธอ”
“อ๋อ... จำได้แล้วค่ะ แล้วมันทำไมเหรอคะ”
เซี่ยเสี่ยวตอบรับหลังจากได้ตัวช่วย
เกาเจี้ยซิงยกมือขึ้นกุมขมับ สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“ปีที่แล้วฉันขาดสอบ เลยไม่มีคะแนน แล้วฉันก็เลยไม่มีโอกาสได้บอกเรื่องนั้นกับเธอ ปีนี้ฉันตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องทำคะแนนให้ดีให้ได้ แต่สวรรค์กลับไม่ยอมให้โอกาสฉันเลย”
“พี่รองเกา ถึงตอนนี้พี่ก็บอกฉันได้นะคะ พี่อยากจะบอกอะไรเหรอ”
เซี่ยเสี่ยวถามออกไปอย่างจริงใจ เธอไม่อยากเห็นเขาจมอยู่กับความผิดหวังจนหมดอาลัยตายอยากแบบนี้ เธออยากเห็นเกาเจี้ยซิงคนเดิมที่สดใสร่าเริงและเต็มไปด้วยพลังชีวิตกลับคืนมา สภาพของเขาตอนนี้มันช่างน่าหดหู่ใจเหลือเกิน
“เซี่ยเสี่ยว... ฉันอยากคบกับเธอ”
เกาเจี้ยซิงโพล่งออกมาในที่สุด สายตาของเขาจับจ้องมาที่เธออย่างสื่อความหมาย
“นี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะบอก และเป็นสิ่งที่ฉันพยายามทำตัวให้ดีต่อหน้าเธอมาตลอด”
เซี่ยเสี่ยวถึงกับตะลึงจนตัวแข็งทื่อ เธอหัวเราะแก้เก้อออกมาเบาๆ
“พี่รองเกา... ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกล่ะคะ”
“เธอก็คงคิดว่าฉันไม่คู่ควรกับเธอใช่ไหมล่ะ เพราะแบบนั้นฉันถึงได้พยายามตั้งใจเรียน อยากสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยให้ได้ เพื่อที่ฉันจะได้คู่ควรและเหมาะสมกับเธอ ฉันพยายามมาตลอดเพื่อสิ่งนี้... แต่ตอนนี้ความพยายามของฉันมันสูญเปล่าไปหมดแล้ว ความฝันก็พังทลาย ความหวังที่ฉันเฝ้ารอมาตั้งแต่เด็กก็หายวับไปกับตา แต่ถึงอย่างนั้น... ฉันก็ยังอยากให้เธอได้รับรู้ไว้ ว่าฉันเคยพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้คู่ควรกับเธอ”
หากเป็นเวลาปกติ เซี่ยเสี่ยวคงไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ น้ำเสียงที่สั่นเครือ แววตาที่เจ็บปวด และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของเขา มันกระแทกใจเธออย่างจัง ขอบตาของเธอเริ่มร้อนผ่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
“พี่รองเกา พี่เข้าใจผิดแล้วค่ะ มันไม่ใช่แบบนั้นเลย”
เซี่ยเสี่ยวพยายามอธิบาย
“ฉันไม่ได้ดีเลิศเลออะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ พี่อาจจะแค่หวั่นไหวไปชั่ววูบ เดี๋ยวนานๆ ไปความรู้สึกพวกนี้มันก็จะจางหายไปเอง”
เธอนึกเปรียบเทียบกับตัวเองในอดีตที่เคยหลงใหลได้ปลื้มเฮ่อเสวียปิง เคยมองว่าเขาหล่อเหลาดูดีไปเสียทุกอย่าง ห้ามใจไม่ให้คิดถึงไม่ได้ ถึงขั้นเคยวางแผนชีวิตคู่กับเขาไว้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายความรู้สึกเหล่านั้นก็จางหายไปตามกาลเวลาได้เหมือนกัน
เซี่ยเสี่ยวไม่เคยมีความคิดที่จะแต่งงานกับผู้มีอิทธิพลหรือคนรวยเพื่อถีบตัวเองให้สูงขึ้น สิ่งที่เธอให้ความสำคัญคือตัวตนของคนคนนั้นและความรู้สึกที่มีต่อกันมากกว่า ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ตกหลุมรักเฮ่อเสวียปิงที่เป็นทหารหนุ่มตั้งแต่แรกเห็นหรอก
เธอมีความฝันอยากจะเป็นหงส์ที่สง่างาม แต่เธอไม่ได้ต้องการเป็นหงส์ด้วยการเกาะผู้ชายกิน เธออยากจะโบยบินขึ้นไปเป็นหงส์ด้วยปีกและด้วยความสามารถของตัวเอง นั่นถึงจะเรียกว่าความมั่นคงที่แท้จริง
แน่นอนว่า ผู้หญิงทุกคนย่อมอยากมีคู่ชีวิตที่ดี อยากมีผู้ชายที่พึ่งพาฝากผีฝากไข้ได้ไปชั่วชีวิต
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ชีวิตคู่มักมีความไม่แน่นอน เมื่อย่างเข้าสู่วัยกลางคน หลายคู่ก็มักจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เซี่ยเสี่ยวจึงยึดถือคติที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้นประเสริฐที่สุด
[จบบท]