บทที่ 165: แม่... หรือว่าผมไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของแม่?
"พ่อครับ ตอนที่พี่ใหญ่กับพี่รองหาแฟน พ่อมีกฎเกณฑ์หรือข้อเรียกร้องอะไรกับว่าที่ลูกเขยพวกนั้นบ้างไหมครับ"
ทันทีที่เกาเจี้ยซิงกลับมาถึงบ้านและเห็นเกากั๋วเฉียงนั่งอยู่ เขาก็รีบปรี่เข้าไปนั่งขนาบข้างแล้วเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที
เกากั๋วเฉียงเหลือบตามองลูกชายคนเล็กพลางถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ถามเรื่องนี้ไปทำไม"
"ก็แค่ถามดูเฉยๆ น่ะครับ" เกาเจี้ยซิงตอบเลี่ยงๆ
"ไอ้ลูกชายคนนี้ ทำตัวลึกลับซับซ้อนจริงเชียว" เกากั๋วเฉียงบ่นพึมพำก่อนจะตอบคำถาม "จะไปมีข้อเรียกร้องอะไรได้ ก็แค่หวังว่าจะได้ลูกเขยดีๆ ก็เท่านั้นแหละ"
"ที่ผมถามหมายถึงเงื่อนไขครับ แบบละเอียดๆ เลย อย่างเช่น นิสัยใจคอ ความรับผิดชอบ หรือพวกส่วนสูงน้ำหนักอะไรพวกนั้นน่ะครับ"
สิ้นเสียงคำถามของลูกชาย เกากั๋วเฉียงก็ตอบกลับไปตามตรงว่า "พี่สาวทั้งสองคนของแกก็เป็นแค่สาวชาวบ้าน แฟนที่หามาได้ก็เป็นคนชนบทเหมือนกัน ขอแค่ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์หนักแน่นก็พอแล้ว จะไปเอาเงื่อนไขอะไรมากมาย"
เกาเจี้ยซิงฟังแล้วก็ได้แต่พูดไม่ออก ดูท่าทางแล้วเขาคงจะง้างปากเอาคำตอบที่ต้องการจากพ่อไม่ได้แน่ๆ เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินใจผละจากพ่อ แล้วเดินมุ่งหน้าไปหาแม่ในครัวแทน
เวลานี้เจิ้งเซี่ยงหงกำลังง่วนอยู่กับการปัดกวาดเช็ดถูในครัว พอเห็นลูกชายเดินเข้ามา เธอก็รีบไล่ทันที "เข้ามาทำไม ฝุ่นคลุ้งไปหมด รีบออกไปเลยนะ"
"แม่ครับ ผมมีเรื่องจะถามหน่อย" เกาเจี้ยซิงไม่ยอมถอย ยืนเกาะขอบประตูส่งสายตาอ้อนวอน
"เรื่องอะไรล่ะ รอแม่กวาดพื้นให้เสร็จแล้วเก็บครัวให้เรียบร้อยก่อนเถอะ" เจิ้งเซี่ยงหงตอบโดยที่มือยังคงขยับไม้กวาดไม่หยุด
"แม่เก็บกวาดไปคุยไปก็ได้นี่ครับ ไม่เห็นจะเสียเวลาเลย" เกาเจี้ยซิงในตอนนี้มีอาการเหมือนเด็กหนุ่มที่เพิ่งเริ่มมีความรัก ในหัวสมองเต็มไปด้วยเรื่องการไปพบผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง และใจจดใจจ่ออยากจะรู้คำตอบเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม
"ก็ได้ๆ งั้นแกถามมาสิ" เจิ้งเซี่ยงหงเห็นลูกชายเซ้าซี้ไม่เลิก จึงยอมวางมือจากงานตรงหน้าชั่วคราวแล้วหันมาคุยด้วย
"แม่ครับ ตอนที่พี่ใหญ่กับพี่รองดูตัวกัน ตอนนั้นแม่มีข้อเรียกร้องหรือเงื่อนไขอะไรกับว่าที่ลูกเขยบ้างไหมครับ แม่หวังอยากจะได้คนแบบไหนมาเป็นลูกเขย" เกาเจี้ยซิงยิงคำถามชุดใหญ่
"จะหวังคนแบบไหนได้ล่ะ ก็ต้องนิสัยดี ซื่อสัตย์ ขยันทำงาน ก็พอแล้ว" เจิ้งเซี่ยงหงตอบแบบกำปั้นทุบดิน
คำตอบนี้ยังไม่เป็นที่พอใจของเกาเจี้ยซิงนัก เขาจึงซักไซ้ต่อ "แล้วเรื่องหน้าตาล่ะครับ? ส่วนสูงล่ะ? ระดับการศึกษาล่ะ? ไม่มีข้อกำหนดพวกนี้เลยเหรอครับ"
"พี่สาวของแกถึงจะพอได้เรียนหนังสือมาบ้าง แต่ก็ยังถือว่าเป็นสาวชาวบ้าน แฟนก็เป็นคนในพื้นที่เหมือนกัน หาคู่ครองขอแค่พออ่านออกเขียนได้บ้างก็พอแล้ว จะเอาความรู้สูงส่งไปทำไม คนที่มีการศึกษาสูงๆ เขาคงไม่มามองเราหรอก มันไม่คู่ควรกัน"
พอเจิ้งเซี่ยงหงพูดจบ เกาเจี้ยซิงก็ถึงกับพูดไม่ออกไปอีกรอบ
แต่แล้วเจิ้งเซี่ยงหงก็พูดเสริมขึ้นมาว่า "แต่ที่แน่ๆ แม่ต้องหวังให้ลูกเขยร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว นี่คือเงื่อนไขอันดับหนึ่งเลยนะ ถ้ามาแบบขี้โรค ผอมแห้งเป็นไม้เสียบผี แถมไม่มีเรี่ยวแรงทำงาน จะเอาลูกเขยแบบนั้นมาทำไม มีแต่จะทำให้ลูกสาวเราลำบากเปล่าๆ"
เกาเจี้ยซิงพยักหน้าหงึกหงัก ในที่สุดก็ได้ยินข้อมูลที่เป็นประโยชน์บ้างแล้ว จากนั้นเขาก็ชวนแม่คุยสัพเพเหระต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะขอตัวเดินออกมา
พอเดินพ้นประตูครัวออกมา เกาเจี้ยซิงก็เห็นพ่อนั่งอยู่ที่เดิม จึงเอ่ยทัก "พ่อครับ ไม่ไปที่ทำการกองพลน้อยเหรอครับ"
เกากั๋วเฉียงส่ายหน้าช้าๆ "พ่อเป็นหัวหน้าทีมการผลิต ดูแลแค่เรื่องการผลิตก็พอแล้ว ถ้าไม่มีธุระอะไรจะไปที่นั่นทำไม"
เกาเจี้ยซิงร้องอ๋อรับคำ เตรียมจะเดินกลับเข้าห้องตัวเอง แต่เกากั๋วเฉียงกลับเรียกไว้เสียก่อน
"เจ้าลูกชาย มานี่สิ"
"มีอะไรเหรอครับ" เกาเจี้ยซิงทำท่าอิดออดเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินเข้าไปหาพ่อแต่โดยดี
เกากั๋วเฉียงลดเสียงลงต่ำกระซิบถาม "แกสารภาพกับพ่อมาตามตรงนะ แกกำลังคบหาดูใจกับยุวปัญญาชนเซี่ยอยู่ใช่ไหม"
เกาเจี้ยซิงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน แต่เกากั๋วเฉียงมีหรือจะเชื่อ "ถ้าแกไม่ได้คบกับยุวปัญญาชนเซี่ย แล้วแกจะมาถามคำถามพวกนั้นทำไม ถามพ่อไม่พอ ยังวิ่งแจ้นไปถามแม่ในครัวอีก เรื่องละเอียดอ่อนพรรค์นี้ไม่ใช่เรื่องที่คนอย่างแกจะมาใส่ใจหรอกนะ"
"ผมไม่ได้คบจริงๆ ครับ ถ้าคบกันจริง พ่อกับแม่ก็ต้องรู้สิครับ เรื่องแบบนี้จะปิดบังไปทำไม" เกาเจี้ยซิงแก้ตัว
เกากั๋วเฉียงหรี่ตามองสำรวจลูกชายอย่างละเอียด เลี้ยงมากับมือมีหรือจะไม่รู้นิสัย "แกอาจจะหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกพ่อกับแม่ไม่ได้หรอก ตอนนี้หน้าตาแกมันฟ้องชัดๆ ว่ากำลังมีความรัก อาการเหมือนคนหัวใจกำลังพองโตไม่มีผิด"
เกาเจี้ยซิงทำตาโตใส่พ่อ "หัวใจพองโตอะไรกันครับพ่อ พ่อพูดจาเลอะเทอะไปใหญ่แล้ว"
"แกไปส่องกระจกดูหน้าตัวเองสิ ดูสีหน้าแกตอนนี้ ก็แกเป็นเชื้อไขของพ่อ แกเป็นยังไงพ่อจะดูไม่ออกเชียวรึ พ่ออาบน้ำร้อนมาก่อนนะเว้ย สายตาพ่อน่ะเฉียบขาดจะตาย"
พอเกากั๋วเฉียงพูดจบ เกาเจี้ยซิงก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ พ่อ แล้วมองซ้ายมองขวาพิจารณาใบหน้าของพ่ออย่างตั้งอกตั้งใจ
เกากั๋วเฉียงเอนตัวหลบไปด้านหลังเล็กน้อย ยกมือลูบหน้าตัวเองด้วยความสงสัย "มองอะไร? หน้าพ่อมีอะไรติดอยู่หรือไง"
"พ่อครับ... พ่อว่าในอนาคตหน้าตาผมคงจะไม่ออกมาเหมือนพ่อใช่ไหมครับ" เกาเจี้ยซิงถามด้วยสีหน้าเป็นกังวลสุดขีด
เกากั๋วเฉียงยืดอกอย่างภาคภูมิใจ "แน่นอนอยู่แล้ว สมัยหนุ่มๆ พ่อก็หน้าตาแบบแกนี่แหละ แต่แกน่ะหล่อกว่าพ่อนิดหน่อย เรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นแถมยังพันธุ์ดีกว่าเดิมอีก"
ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของเกาเจี้ยซิงก็ห่อเหี่ยวลงทันตาเห็น
"พ่อครับ... แล้วทำไมยิ่งแก่พ่อถึงยิ่งดูแย่ลงขนาดนี้ล่ะครับ แถมแย่ลงตั้งเยอะ ถ้าผมแก่ตัวไปแล้วสภาพเป็นแบบพ่อ ผมไม่จบเห่เลยเหรอครับ"
เกาเจี้ยซิงคิดในใจว่าเซี่ยเสี่ยวเป็นคนชอบคนหน้าตาดี ถ้าเธอรู้ว่าอนาคตเขาจะหน้าตาเหมือนพ่อตอนแก่แบบนี้ เธอคงได้รังเกียจเขาจนไม่อยากเข้าใกล้แน่ๆ
"พ่อดูแย่ตรงไหนฮะ! ถ้าไม่มีพ่อจะมีแกออกมาได้ยังไง!" คราวนี้เกากั๋วเฉียงเป็นฝ่ายทำตาโตใส่บ้าง มีลูกชายที่บังอาจมารังเกียจหน้าตาพ่อบังเกิดเกล้าแบบนี้ เกากั๋วเฉียงถึงกับกำกล้องยาสูบในมือแน่น อยากจะเขกหัวสั่งสอนสักที
"พ่อเป็นพ่อผม ผมจะไปรังเกียจพ่อได้ยังไงล่ะครับ ผมกลัวคนอื่นเขารังเกียจผมต่างหาก" เกาเจี้ยซิงรีบแก้ตัว
"ใครจะกล้ามารังเกียจแก ไอ้ลูกชาย แกนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ไม่มีความองอาจเหมือนพ่อสักนิด ตอนนั้นนะ..." เกากั๋วเฉียงกำลังจะเล่าความหลัง แต่จังหวะนั้นเจิ้งเซี่ยงหงเดินออกมาจากครัวพอดี เขาจึงหยุดพูดไปดื้อๆ
"ตอนนั้นทำไมครับพ่อ? พ่อหยุดเล่าทำไมล่ะครับ" เกาเจี้ยซิงกำลังฟังเพลินๆ จึงทักท้วงขึ้น
เจิ้งเซี่ยงหงที่เพิ่งเดินมาถึงเอ่ยถาม "มีอะไรกันเหรอ"
"พ่อกำลังพูดถึงเรื่อง 'ตอนนั้น' แล้วก็หยุดไปเฉยๆ แม่เดินออกมาขัดจังหวะพอดีเลย" เกาเจี้ยซิงบ่นอุบอิบ เขาอยากฟังวีรกรรมสมัยหนุ่มๆ ของพ่อใจจะขาด
เจิ้งเซี่ยงหงหัวเราะร่า "มีอะไรน่าคุยนักหนาเชียว พ่อแกสมัยนั้นน่ะ ยิ่งกว่าแกเสียอีก เคยแอบส่งจดหมายน้อยให้แม่ บนกระดาษวาดรูปวงกลมมาหลายวง แม่ดูไม่รู้เรื่อง นึกว่าอะไร ที่ไหนได้ พ่อแกไปนอนรออยู่ตรงกังหันวิดน้ำทั้งคืน"
"ฮ่าๆๆ" เกาเจี้ยซิงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
เกากั๋วเฉียงหันขวับไปมองภรรยาด้วยความเขินอายปนโมโห "สหายเจิ้งเซี่ยงหง! คุณนี่ชักจะพูดจาเลอะเทอะใหญ่แล้วนะ ท่านผู้นำผู้ยิ่งใหญ่สอนเราว่า ผู้ให้การศึกษาต้องได้รับการศึกษาก่อน ที่ผมวาดนั่นมันรูปรถ! แล้วก็ล้อรถ! คุณดันไปถือกระดาษกลับหัวดูเอง มันจะไปรู้เรื่องได้ยังไง!"
พูดจบ เกากั๋วเฉียงก็รีบเสริมขึ้นอีกประโยคเพื่อแก้เก้อ "อีกอย่างนะ คืนนั้นผมไปซ่อมรถต่างหาก ไม่ได้ไปรอคุณสักหน่อย! ...ผมไปที่กองพลน้อยละนะ เย็นนี้ไม่กลับมากินข้าว!"
สิ้นเสียง เกากั๋วเฉียงก็รีบลุกเดินจ้าละหวั่นออกไปจากบ้านทันที ทิ้งให้เจิ้งเซี่ยงหงส่ายหน้ามองตามหลัง "ดูพ่อแกสิ นิสัยแบบนี้ตลอด พอเถียงสู้ไม่ได้ก็หนีไปดื้อๆ"
เกาเจี้ยซิงหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง เขาพยุงตัวลุกขึ้นยืนพลางมือนวดท้องตัวเอง "แม่ครับ แม่กับพ่อนี่ตลกชะมัดเลย ขำจนผมปวดท้องไปหมดแล้ว"
เจิ้งเซี่ยงหงสวนกลับทันควัน "จะขำอะไรนักหนา แกเองก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าพ่อแกสักเท่าไหร่หรอก เจ้าลูกทึ่มเอ๊ย"
"แม่ครับ ผมขอถามอีกเรื่องสิ" เกาเจี้ยซิงขยับตัวเข้าไปใกล้แม่อีกครั้ง
"จะถามอะไรอีก" เจิ้งเซี่ยงหงถามกลับ
"แม่ช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับ ทำไมแม่ถึงได้กลัวทางบ้านใหญ่ (บ้านปู่ย่า) นัก ดูท่าทางแม่กับพ่อก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรรุนแรงกับทางนั้นนี่นา" เกาเจี้ยซิงลดเสียงลงกระซิบถามด้วยความสงสัยที่เก็บงำมานาน
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบหน้าผากดังสนั่น เจิ้งเซี่ยงหงตบเข้าที่หน้าผากลูกชายหนึ่งฉาด "มีเรื่องอะไรที่ไหนกัน อย่ามาคิดเพ้อเจ้อ"
"ไม่จริงหรอกครับ แม่กับพ่อต้องมีความลับอะไรปิดบังพวกผมอยู่แน่ๆ" เกาเจี้ยซิงไม่เชื่อ ลูบหน้าผากป้อยๆ
"ไม่มีจริงๆ" เจิ้งเซี่ยงหงยืนยันเสียงแข็ง
"แม่ครับ... ผมเป็นลูกแท้ๆ ของแม่หรือเปล่าเนี่ย ทำไมแม่ถึงไม่ยอมบอกผมเลย มันต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ"
สิ้นคำพูดทีเล่นทีจริงของเกาเจี้ยซิง แววตาของเจิ้งเซี่ยงหงก็ไหววูบไปชั่ววินาที ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกที่ซ่อนไม่มิด
ปฏิกิริยานั้นทำให้หัวใจของเกาเจี้ยซิงกระตุกวูบ เขาหน้าถอดสี รีบละล่ำละลักถามด้วยความตกใจ "แม่... หรือว่าผมไม่ใช่ลูกที่แม่คลอดออกมาจริงๆ? แม่... แม่อย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ ผมกลัวนะ!"
[จบบท]