บทที่ 166: ขยะแขยงจนแทบอาเจียน
มุมปากของเจิ้งเซี่ยงหงกระตุกยิกๆ เหมือนพยายามกลั้นขำ เธอมองหน้าลูกชายพลางพยักหน้าทำท่าทางจริงจังแล้วเอ่ยขึ้น
“ใช่แล้ว ลูกน่ะแม่ไปเก็บมาจากโพรงต้นไม้จริงๆ”
เกาเจี้ยซิงได้ยินดังนั้นก็เบะปากทันที ใครจะไปเชื่อคำพูดแบบนี้กันเล่า หน้าตาเขาถอดแบบมาจากพ่อราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นพ่อลูกกันแท้ๆ อีกอย่างตอนนี้เขาโตเป็นหนุ่มแล้ว ไม่ใช่เด็กสามขวบเสียหน่อยที่จะมาโดนหลอกด้วยเรื่องโกหกพรรค์นี้ได้ง่ายๆ
แต่ถึงอย่างนั้น เกาเจี้ยซิงก็ยังอดปากดีไม่ได้ เขาแกล้งแหย่แม่กลับไปอีกประโยค
“แม่ หรือจริงๆ แล้วผมเป็นลูกของพ่อกับผู้หญิงคนอื่นกันแน่?”
สิ้นเสียงประโยคนั้น เจิ้งเซี่ยงหงก็คว้าไม้กวาดที่วางอยู่ข้างประตูขึ้นมาทันควัน แล้วเหวี่ยงฟาดออกไปเต็มแรง เกาเจี้ยซิงไหวตัวทันรีบกระโดดหลบอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะวิ่งจู๊ดเข้าไปในห้องนอนแล้วลงกลอนประตูขังตัวเองไว้อย่างรวดเร็ว
หูของเขายังคงได้ยินเสียงเจิ้งเซี่ยงหงยืนเท้าเอวตะโกนด่าไล่หลังมาอย่างดุเดือด
“ไอ้ลูกบ้า! ทำไมไม่พูดซะเลยล่ะว่าแกเกิดมาจากถังขี้!”
เกาเจี้ยซิงหัวเราะร่าอยู่ในห้อง เขาชอบเวลาเห็นแม่มีชีวิตชีวากระฉับกระเฉงแบบนี้ที่สุด
จังหวะเดียวกันนั้นเอง หลินเสวี่ยปี้ก็กำลังก้าวเท้าเข้ามาในบ้านตระกูลเกาพอดี หูของเธอได้ยินประโยคสุดท้ายเข้าเต็มสองหู น้ำเสียงแหลมสูงอันเป็นเอกลักษณ์จึงแผดดังขึ้นมาทันที
“อุ๊ยตายแล้ว พี่สะใภ้ ด่าใครกันคะนั่น แต่คำพูดพี่นี่ฟังแล้วชวนคลื่นไส้จริงๆ ถังขี้อะไรกัน ในนั้นมันมีแต่ตัวหนอนยั้วเยี้ยน่าขยะแขยงจะตาย”
หลินเสวี่ยปี้ยกมือขึ้นปิดปาก ทำท่าทางพะอืดพะอมเหมือนจะอาเจียนออกมาจริงๆ
เจิ้งเซี่ยงหงแอบกลอกตามองบนด้วยความรำคาญ ในใจนึกค่อนขอดว่า เธอนั่นแหละที่ทำตัวน่ารังเกียจเหมือนหนอนในถังขี้ไม่มีผิด ทว่าปากไม่ได้พูดออกไปตามใจคิด เธอเพียงแค่ถามกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“น้องสะใภ้ มาที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่มีธุระแล้วฉันจะมาไม่ได้เหรอคะ”
หลินเสวี่ยปี้เดินนวยนาดเข้ามา สายตาจับจ้องไปที่ไม้กวาดในมือของเจิ้งเซี่ยงหง
“กำลังกวาดบ้านอยู่เหรอ”
เธอพยักหน้าหงึกหงักพลางกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ บ้านตระกูลเกาอย่างวิพากษ์วิจารณ์
“บ้านหลังนี้มันเล็กจริงๆ นั่นแหละนะ”
“มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
เจิ้งเซี่ยงหงเป็นคนตรงไปตรงมา เธอไม่ชอบนิสัยอ้อมค้อมชักแม่น้ำทั้งห้าของหลินเสวี่ยปี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“พี่สะใภ้คะ พี่ใหญ่กับพี่รองไม่อยู่ ตามธรรมเนียมแล้วพี่สะใภ้เป็นสะใภ้ใหญ่ ควรจะย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าสิคะ”
หลินเสวี่ยปี้ถือวิสาสะเดินเข้าไปในตัวบ้าน เลือกเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วนั่งลงอย่างสบายใจเฉิบ
“เหอๆ ไม่ล่ะ ขอบใจ”
เจิ้งเซี่ยงหงหัวเราะเสียงเย็น
หลินเสวี่ยปี้รีบแย้งขึ้นทันที
“ทำไมถึงไม่ล่ะคะ ลานบ้านที่นี่มันแคบจะตายไป ตอนนี้ตาเจี้ยจื๋อกับตาเจี้ยซิงก็โตเป็นหนุ่มกันหมดแล้ว ถึงวัยต้องแต่งงานแต่งการ ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปมันจะไม่พออยู่นะคะ”
“แล้วยังไง?”
เจิ้งเซี่ยงหงยังคงไม่เข้าใจว่าหลินเสวี่ยปี้ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ เป็นสะใภ้ตระกูลเดียวกันมาตั้งหลายปี จำนวนครั้งที่หลินเสวี่ยปี้จะโผล่หัวมาที่บ้านของเธอนับนิ้วได้เลยไม่เกินห้าครั้ง และทุกครั้งที่มาก็มักจะเป็นเรื่องใหญ่ ที่สำคัญคือไม่เคยมีเรื่องดีเลยสักครั้ง
“ก็ลูกชายฉัน เจี้ยนหมินกับเจี้ยนหัวน่ะสิคะ พวกเขาช่างรักดีจริงๆ หาบ้านในเมืองได้แล้ว ตอนนี้พวกเราทั้งครอบครัวก็เลยกะว่าจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกันหมดเลย”
ตอนที่พูดประโยคนี้ สีหน้าของหลินเสวี่ยปี้เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและลำพองใจอย่างปิดไม่มิด
เจิ้งเซี่ยงหงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เกาเจี้ยนหมินกับเกาเจี้ยนหัวเพิ่งจะเข้าไปทำงานในเมืองได้ไม่นานไม่ใช่หรือ แล้วยิ่งต้องพึ่งพาเส้นสายจากทางฝั่งหวังซิ่วเหมยด้วย ทำไมจู่ๆ ถึงสามารถหาบ้านในเมืองได้รวดเร็วขนาดนี้
เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึงและไม่อยากจะเชื่อของเจิ้งเซี่ยงหง หลินเสวี่ยปี้ก็ยิ่งยืดหลังตรงขึ้น เชิดคางสูงขึ้นไปอีก สายตามองเหยียดลงต่ำอย่างผู้เหนือกว่า
“เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่วาสนาคนน่ะค่ะพี่สะใภ้ พูดไปพี่ก็คงไม่เข้าใจหรอก”
“แล้วไงต่อ? เธอมาที่นี่เพื่อจะพูดแค่นี้เหรอ?”
เจิ้งเซี่ยงหงถามตัดบท
“พี่สะใภ้อย่าเพิ่งใจร้อนสิคะ รอให้ฉันได้พักหายใจหายคอก่อนสิ ฉันเพิ่งจะเดินมาถึง พี่ก็ทำท่าเหมือนไม่ต้อนรับขับสู้กันซะแล้ว ฉันเองก็ไม่ได้มีเวลาว่างมานั่งคุยเล่นกับพี่หรอกนะ แค่อยากจะมาบอกข่าวดีให้พี่รู้”
“หลินเสวี่ยปี้ มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ เถอะ เธอพูดอ้อมไปอ้อมมาแบบนี้ไม่เหนื่อยหรือไง ฉันคนฟังยังเหนื่อยแทนเลย”
เจิ้งเซี่ยงหงหมดความอดทนที่จะต่อปากต่อคำกับหลินเสวี่ยปี้จริงๆ การคุยกับคนประเภทนี้ต้องมานั่งเดาเจตนาแอบแฝง มันน่ารำคาญและเสียพลังงานชีวิตมาก
หลินเสวี่ยปี้เบะปากด้วยความไม่พอใจ
“ครอบครัวเราจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง”
“ก็ดีแล้วนี่”
เจิ้งเซี่ยงหงนึกในใจว่า ยิ่งคนบ้านเก่าพากันย้ายเข้าเมืองไปให้หมดได้ยิ่งดี จะได้ไม่ต้องมาวนเวียนอยู่ในทีมการผลิตให้เห็นหน้า
“เพราะงั้นบ้านเก่าทางโน้น ก็ต้องรบกวนพี่สะใภ้ช่วยดูแลต่อแล้วล่ะค่ะ”
เจิ้งเซี่ยงหงส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“ฉันไม่กลับไปอยู่บ้านเก่า”
“พี่สะใภ้ไม่ต้องไปอยู่เองก็ได้นี่คะ ไว้รอตาเจี้ยจื๋อหรือตาเจี้ยซิงแต่งงาน ก็ค่อยให้พวกเขาพาเมียไปอยู่สิ อีกหน่อยพอมีหลานเยอะๆ จะได้มีที่ทางกว้างขวางพอ”
“จะมีเรื่องดีๆ แบบนี้เชียวเหรอ?”
เจิ้งเซี่ยงหงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าคนบ้านเก่าจะใจกว้างขนาดนั้น ลำพังแค่ไม่มาเบียดเบียนเอาเปรียบครอบครัวเธอก็ถือว่าบุญโขแล้ว นี่ถึงขั้นจะยกบ้านเก่าให้ลูกชายเธอฟรีๆ อย่างนั้นหรือ เป็นไปไม่ได้
“ทำไมจะไม่มีล่ะคะ แหม พี่สะใภ้ทำเหมือนเราเป็นคนอื่นคนไกลไปได้”
หลินเสวี่ยปี้หัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะเข้าประเด็นสำคัญ
“เพียงแต่ว่า... คุณแม่คงต้องรบกวนพวกพี่ช่วยดูแลท่านด้วยนะคะ แม่ท่านอายุมากแล้ว เดินเหินไม่ค่อยสะดวก แถมแกก็อยู่ชนบทมาทั้งชีวิต จะให้ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองด้วยก็คงจะไม่คุ้นชิน”
“เหอๆ”
เจิ้งเซี่ยงหงหัวเราะในลำคออย่างรู้ทัน ที่แท้หลินเสวี่ยปี้ก็ไม่ได้ใจดีอะไรเลย สาเหตุจริงๆ คือไม่อยากพาแม่ผัวแก่ๆ ไปเป็นภาระที่ในเมืองต่างหาก
เจิ้งเซี่ยงหงหวนนึกถึงเรื่องราวตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม่เฒ่าเกาไม่เคยเห็นหัวเธอ รังแกเธอสารพัด แต่กลับรักใคร่เอ็นดูหลินเสวี่ยปี้ลูกสะใภ้คนเล็กราวกับลูกในไส้ ขนาดลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองยังทิ้งขว้างได้ แต่กลับเทิดทูนลูกสะใภ้คนนี้ไว้บนหิ้ง เรื่องแบบนี้หาดูไม่ได้ง่ายๆ เลย
แต่ดูตอนนี้สิ หลินเสวี่ยปี้กับครอบครัวกลับรังเกียจแม่เฒ่าเกาเสียแล้ว
“แล้วแม่รู้เรื่องนี้หรือยัง?”
“แม่ยังไม่รู้หรอกค่ะ ถ้าพี่สะใภ้ยินดีรับข้อเสนอนี้ ถึงเวลานั้นงานที่โรงอาหารของฉัน ฉันก็จะยกให้พี่ทำต่อเลย ขอแค่พี่คอยปรนนิบัติดูแลแม่ เลี้ยงดูท่านยามแก่เฒ่า บ้านเก่าหลังนั้นต่อไปก็ยกให้เป็นของบ้านพี่ไปเลย พวกเราไม่เอาแล้ว แต่ว่านะ... บ้านเก่าพื้นที่มันกว้างขวางขนาดนั้น ยกให้พวกพี่ไปฟรีๆ พวกเราบ้านรองก็ดูจะเสียเปรียบไปหน่อย พี่สะใภ้ช่วยเพิ่มเงินชดเชยให้เราสักหน่อย...”
เจิ้งเซี่ยงหงทนฟังต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เธอลุกพรวดขึ้นยืนทันที ตะโกนเสียงดังลั่น
“หลินเสวี่ยปี้! หยุดพูดบ้าๆ ได้แล้ว ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้! พวกเราไม่ต้องการบ้านเก่า!”
ช่างหน้าด้านไร้ยางอายสิ้นดี! อะไรคือจะยกงานโรงอาหารให้ อะไรคือให้ช่วยเลี้ยงดูปรนนิบัติแม่เฒ่า แล้วยังจะมายกบ้านเก่าให้โดยขอเงินชดเชยเพิ่มอีก
ช่างกล้าพูดออกมาได้!
เจิ้งเซี่ยงหงโกรธจนแทบจะหัวเราะออกมาเสียให้ได้ ทำไมคนเราถึงได้มีความคิดไร้ยางอายได้ขนาดนี้ ที่สำคัญคือพวกมันต้องการให้เธอเป็นคนรับหน้า รับรองรับอารมณ์เกรี้ยวกราดของแม่เฒ่าเกาที่จะตามมา เป็นไปได้หรือ เธอไม่ได้โง่ดักดานขนาดนั้นนะ
“พี่สะใภ้คะ ฉันหวังดีกับพวกพี่นะ บ้านพี่มันคับแคบจริงๆ ถึงตอนที่เจี้ยจื๋อกับเจี้ยซิงแต่งเมียเข้าบ้าน มันจะอึดอัดกันไปหมด ยิ่งถ้ามีหลานตัวเล็กๆ วิ่งเล่นอีก มันจะไม่มีที่ซุกหัวเอานะ”
บ้านตระกูลเกาหลังปัจจุบันนี้เล็กจริงๆ อย่างที่ว่า มีแค่ห้องนอนสามห้อง ห้องครัวหนึ่งห้อง ห้องอาบน้ำก็อยู่ติดกับครัว แล้วก็มีโถงเล็กๆ ไว้นั่งเล่น ด้านนอกเป็นลานบ้านสำหรับปลูกผักสวนครัว
ถ้าในอนาคตลูกชายทั้งสองคนแต่งงาน แล้วพาภรรยาเข้ามาอยู่รวมกัน ยิ่งถ้ามีหลานเพิ่มขึ้นมาอีก พื้นที่แค่นี้คงแออัดยัดเยียดจนหายใจไม่ออก
ถึงแม้ลานบ้านจะพอมีพื้นที่ให้ต่อเติมห้องได้บ้าง แต่ถ้าทำแบบนั้นก็จะไม่มีที่ดินสำหรับปลูกผักกินเองอีกต่อไป
หลินเสวี่ยปี้ทำท่าทีเหมือนเป็นห่วงเป็นใยครอบครัวของพี่สามีเสียเต็มประดา แต่การที่จะมายกบ้านเก่าให้ฝ่ายนี้ดื้อๆ มันไม่ใช่เรื่องปกติ ยิ่งกับคนนิสัยอย่างหลินเสวี่ยปี้ที่เปรียบเสมือนห่านป่าบินผ่านยังต้องถอนขน ไม่เคยยอมเสียเปรียบใคร มีแต่จะกอบโกยเข้าตัว จะมาใจดีผิดปกติแบบนี้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
และก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ เงื่อนไขที่พ่วงมาด้วยนั้นมากมายก่ายกอง โดยเฉพาะท่าทางที่หลินเสวี่ยปี้แสดงออกว่า 'ฉันทำเพื่อพวกเธอนะ', 'ฉันกำลังช่วยแก้ปัญหาให้พวกเธออยู่นะ' ราวกับเป็นผู้มีพระคุณมาโปรดสัตว์ มันทำให้เจิ้งเซี่ยงหงรู้สึกขยะแขยงจนแทบอยากจะอาเจียน
ต่อให้เธอต้องไปกางเต็นท์นอน หรือปลูกเพิงหมาแหงนอยู่ เธอก็ไม่มีวันกลับไปเหยียบที่บ้านเก่าหลังนั้นเด็ดขาด และจะไม่มีวันยอมให้ลูกๆ ของเธอต้องไปอยู่ที่นั่น โดยเฉพาะการที่ต้องไปอยู่ร่วมชายคากับแม่เฒ่าเกา
ใครจะไปรู้ว่าวันดีคืนดี หญิงชราจิตใจคับแคบคนนั้นจะเกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจ ลุกขึ้นมาทำร้ายลูกหลานของเธอเมื่อไหร่
เรื่องแม่ผัวคนอื่นเป็นอย่างไร เจิ้งเซี่ยงหงไม่กล้ารับประกัน แต่สำหรับแม่เฒ่าเกาคนนี้ เธอมั่นใจในความโหดเหี้ยมอำมหิต ในสายตาของเจิ้งเซี่ยงหง แม่เฒ่าเกาคือหญิงแก่ใจร้ายที่เลือดเย็นที่สุด เธอจำได้ติดตา ครั้งหนึ่งเคยมีแมวหลงขึ้นไปขโมยของกินบนเตาไฟ แม่เฒ่าเกาจับมันได้และตีมันจนตายคามือ เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของแมวตัวนั้น ยังคงดังหลอนอยู่ในความทรงจำของเจิ้งเซี่ยงหงจนถึงทุกวันนี้ แค่คิดก็หนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
[จบบท]