บทที่ 174: ขุดสุสาน
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าเบาๆ พลางเอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
"ไม่ต้องไปส่งหรอก ฟ้ายังสว่างอยู่เลยไม่ได้มืดค่ำสักหน่อย ฉันจำทางกลับเองได้ คุณรีบไปเก็บกวาดแล้วพักผ่อนเถอะ"
หญิงสาวไม่ได้รั้งรออยู่ที่บ้านตระกูลเกานานนัก หลังจากร่ำลาและกำชับเกาเจี้ยซิงอีกสองสามประโยค เธอก็ขอตัวเดินกลับที่พักทันที
ทันทีที่แผ่นหลังของเซี่ยเสี่ยวลับสายตาไป เกาเจี้ยจื๋อก็พุ่งตัวเข้าไปในห้องครัวอย่างรวดเร็ว รื้อค้นหม้อไหกุกกักหวังจะหาของกินเหลือตกค้าง
เกาเจี้ยซิงเดินตามเข้ามาเห็นเข้าพอดี จึงเอ่ยดักคอขึ้น
"ไม่ต้องหาหรอกพี่ ไม่มีเหลือแล้ว ลงท้องผมไปหมดเกลี้ยงแล้ว"
เกาเจี้ยจื๋อหันมาถลึงตาใส่น้องชายด้วยความขัดใจ
"ไอ้น้องเวร ทำไมไม่เหลือให้พี่บ้างเลยวะ"
เขาได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยเตะจมูกอยู่นานแล้ว แต่เพราะเซี่ยเสี่ยวยังอยู่ เขาเลยไม่กล้าเสนอหน้าเข้ามากวน พอสบโอกาสหญิงสาวกลับไปแล้วถึงได้รีบแจ้นมาหาของกิน ใครจะไปนึกว่าเกาเจี้ยซิงจะแล้งน้ำใจ กินคนเดียวจนเกลี้ยงจานแบบนี้
"ก็นี่เป็นกับข้าวที่เซี่ยเสี่ยวตั้งใจทำให้ผมกินโดยเฉพาะ ผมจะเหลือไว้ให้พี่กินได้ยังไงกัน"
พูดจบ เกาเจี้ยซิงก็ยืดอกทำหน้าตาระรื่น อวดทับถมพี่ชายอย่างภาคภูมิใจ
"จะบอกให้นะ ฝีมือเซี่ยเสี่ยวอร่อยกว่าแม่ทำตั้งเยอะ อร่อยจนแสงออกปาก ขนาดผมอิ่มจนพุงกางแล้วตายังอยากกินต่อเลย เสียดายที่หมดซะก่อน"
เกาเจี้ยจื๋อได้ยินคำเปรียบเปรยว่า 'อิ่มท้องแต่ตาไม่อิ่ม' ของน้องชายแล้วก็ได้แต่พูดไม่ออก หมดหวังที่จะได้ลิ้มรสอาหารฝีมือว่าที่น้องสะใภ้โดยสิ้นเชิง
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็อดหมั่นไส้ท่าทางได้ใจของเกาเจี้ยซิงไม่ได้ จึงปรายตามองไปที่หน้าท้องของน้องชายแล้วแขวะกลับ
"ระวังพุงแกไว้เถอะ กินดีอยู่ดีระวังไขมันจะจุกคอหอย จนลงพุงเหมือนคนท้อง เดี๋ยวเซี่ยเสี่ยวก็รังเกียจแกเข้าให้หรอก"
"เพ้อเจ้อ ผมตื่นมาวิ่งออกกำลังกายฝึกหมัดมวยตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ไม่เหมือนพี่หรอก ป่านนี้คงเลิกฝึกไปแล้วมั้ง" เกาเจี้ยซิงสวนกลับทันควัน
เกาเจี้ยจื๋อเลิกคิ้วท้าทาย
"งั้นออกมาวัดฝีมือกันหน่อยไหมล่ะ"
"มาสิ พร้อมเสมอ"
เมื่อเกาเจี้ยซิงจัดการล้างถ้วยชามเสร็จเรียบร้อย สองพี่น้องก็พากันออกไปประลองกำลังกันที่ลานบ้านอย่างสนุกสนาน
ในขณะเดียวกัน เซี่ยเสี่ยวก็เดินกลับมาถึงหอพักยุวปัญญาชน พอหย่อนก้นนั่งลงยังไม่ทันหายเหนื่อย หยางเสวี่ยหัวและคนอื่นๆ ก็รุมเข้ามาถามไถ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ในเมืองตอนนี้เป็นยังไงบ้าง"
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
"วุ่นวายพอดูเลย"
"วุ่นวายยังไง เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ" หวังอ้ายหัวขยับตัวเข้ามาใกล้ด้วยความกระตือรือร้น ทุกคนต่างรอคอยข่าวสารจากโลกภายนอกอย่างใจจดใจจ่อ
เซี่ยเสี่ยวจึงถ่ายทอดสิ่งที่เธอพบเห็นมาให้ทุกคนฟัง เรื่องการบุกค้นบ้านและยึดทรัพย์สินเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ทุกคนจึงได้รับฟังด้วยความสงบและระมัดระวังคำพูด
แต่พอมาถึงเรื่องแม่หม้ายแอบลักลอบมีสัมพันธ์สวาท บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ทันที
หวังอ้ายหัวตบเข่าฉาดใหญ่ "ฉันว่ายังไม่สาสมเลยนะ เกาเจี้ยซิงน่าจะซัดไอ้ผู้ชายสารเลวนั่นให้ตายคาตีนไปเลย"
"นั่นสิ น่ารังเกียจที่สุด" หยางเสวี่ยหัวเสริมด้วยสีหน้าขยะแขยง
ซุนอวี้หัวเบ้ปากด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์พลางกล่าวเสริม
"ใครจะไปรู้ว่ามันสำนึกผิดจริงหรือแค่มารยาตบตา หมามันก็เลิกกินขี้ไม่ได้หรอก"
ส่วนแม่หม้ายคนนั้น ไม่มีใครนึกเห็นใจแม้แต่น้อย หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ตึงเครียด ไม่แน่ว่าแม่หม้ายคนนี้อาจจะทำลายครอบครัวชาวบ้านจนบ้านแตกสาแหรกขาด แล้วเชิดหน้าชูตาขึ้นมาแทนที่เมียหลวงไปแล้วก็ได้
เช้าวันต่อมา พวกเธอต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปลงแรงทำงานในแปลงนา
ยามเช้าตรู่ ฟ้ายังไม่ทันสางดี ทุกคนก็ลุกขึ้นมาเตรียมตัวกันแล้ว
เซี่ยเสี่ยวนั่งมองผมยาวสลวยของตัวเองหน้ากระจกด้วยความกลุ้มใจ เส้นผมของเธอดกหนา นุ่มลื่น และเงางาม แม้จะเสียดายไม่อยากตัด แต่ในยุคสมัยนี้การปล่อยผมสยายรุงรังถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม จะรวบหางม้าง่ายๆ แบบยุคปัจจุบันก็ยังไม่เป็นที่นิยม แถมยังเกะกะเวลาทำงานอีกด้วย
ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการถักเปีย เซี่ยเสี่ยวพยายามถักเปียให้ตัวเองอยู่นานสองนาน แต่พอทำเสร็จส่องกระจกดู ก็ต้องรีบแกะออกเพราะมันดูยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง
หยางเสวี่ยหัวเห็นเข้าก็หัวเราะเบาๆ "มาเถอะ พี่ทำให้เอง"
"ฉันทำด้วย!" หวังอ้ายหัวรีบเสนอตัวเข้ามาสมทบ
ทั้งสองคนช่วยกันแบ่งผมของเซี่ยเสี่ยวออกเป็นสองข้าง แล้วช่วยกันถักเปียคนละข้างอย่างคล่องแคล่ว
ซุนอวี้หัวเห็นภาพนั้นก็อดบ่นไม่ได้ "พวกเธอตามใจเซี่ยเสี่ยวจนเคยตัวแล้ว ให้เธอถักเองสิ ทำไม่สวยก็หัดทำใหม่ เดี๋ยวก็ทำเป็นเองแหละ"
"ก็ฉันชอบถักเปียให้เซี่ยเสี่ยวนี่นา ผมเธอนุ่มลื่นมือจะตาย จับแล้วเพลินดีออก" หวังอ้ายหัวแย้งพลางลูบผมยาวสลวยนั้นอย่างทะนุถนอม
หยางเสวี่ยหัวพยักหน้าเห็นด้วย "จริงด้วย ผมยาวสวยขนาดนี้หาไม่ได้ง่ายๆ นะ พี่ล่ะอิจฉาจริงๆ"
"งั้นก็ตัดทิ้งไปเลยสิ เดี๋ยวผมมันก็ยาวใหม่" ซุนอวี้หัวพูดโพล่งขึ้นมาตามประสาคนตรง
เซี่ยเสี่ยวเริ่มลังเลใจขึ้นมาเล็กน้อย จริงๆ ตัดผมสั้นทรงนักเรียนก็น่าจะสะดวกดีเหมือนกัน
หวังอ้ายหัวตวัดสายตาค้อนใส่ซุนอวี้หัววงใหญ่ "ผมแห้งๆ แตกปลายแบบพวกเราตัดทิ้งไปก็ไม่เสียดายหรอก แต่ผมสวยๆ แบบเซี่ยเสี่ยวน่ะเก็บไว้เถอะ ถ้าฉันมีผมสวยขนาดนี้ ฉันทำใจตัดไม่ลงแน่"
หยางเสวี่ยหัวพยักหน้าสนับสนุน "พี่ก็ตัดไม่ลงเหมือนกัน"
"แต่จะให้รบกวนพี่อ้ายหัวกับพี่เสวี่ยหัวตลอดก็เกรงใจนี่นา" เซี่ยเสี่ยวพูดเสียงอ่อย
"ไม่รบกวนเลยสักนิด ต่อไปนี้ผมของเธอฉันจองนะ ฉันจะเป็นคนถักเปียให้เธอเอง" หวังอ้ายหัวจ้องมองผมของเซี่ยเสี่ยวด้วยสายตาเป็นประกายราวกับมองคนรักแรกพบ
หยางเสวี่ยหัวหลุดขำออกมา "อวี้หัว เธออย่าไปขัดคอเลย อ้ายหัวเขามีความสุขกับเรื่องแค่นี้ ก็ปล่อยเขาไปเถอะ"
ซุนอวี้หัวได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ ไม่พูดอะไรต่อ
สรุปว่าเซี่ยเสี่ยวก็มีคนคอยจัดการเรื่องทรงผมให้เรียบร้อย
หวังอ้ายหัวและหยางเสวี่ยหัวมือไวมาก ทั้งสองคนแข่งกันถักเปียว่าใครจะทำได้เร็วและสวยกว่ากัน เพียงครู่เดียว เปียคู่สวยงามก็ปรากฏอยู่บนศีรษะของเซี่ยเสี่ยว
ทรงผมของผู้หญิงในยุคนี้มีอยู่แค่สองทรงหลักๆ คือถักเปียกับผมสั้นทรงนักเรียน
ในหอพักนี้ นอกจากเซี่ยเสี่ยวที่ไว้ผมยาวแล้ว คนอื่นๆ อย่างหวังอ้ายหัว หยางเสวี่ยหัว ซุนอวี้หัว หรือแม้แต่ต่งเหม่ยหัว ต่างก็ตัดผมสั้นทรงนักเรียนกันหมด
เมื่อจัดการทรงผมเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็พากันเดินไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหาร หลังจากที่หลินเสวี่ยปี้และครอบครัวย้ายเข้าเมืองไปแล้ว หน้าที่แม่ครัวประจำโรงอาหารจึงตกเป็นของเจิ้งเซี่ยงหง
พอเปลี่ยนแม่ครัวเป็นเจิ้งเซี่ยงหง ชาวบ้านต่างก็พากันชมเปาะว่ากับข้าวฝีมือป้าเจิ้งอร่อยถูกปากกว่ามาก โชคดีที่หลินเสวี่ยปี้ไม่อยู่ได้ยิน ไม่อย่างนั้นคงได้ถลึงตาใส่จนตาถลนด้วยความโมโห
ระหว่างกินข้าว ชาวบ้านในทีมการผลิตต่างจับกลุ่มคุยกันเรื่องที่คนบ้านรองตระกูลเกาย้ายเข้าเมือง บางคนถึงกับเอ่ยปากถามเจิ้งเซี่ยงหงว่าทำไมไม่ส่งลูกชายอย่างเกาเจี้ยซิงเข้าเมืองไปทำงานบ้าง
เจิ้งเซี่ยงหงทำเพียงหัวเราะแห้งๆ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เรื่องของบ้านรองเธอไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยถ้าไม่จำเป็น
แต่พอกลุ่มตัวป่วนจากบ้านรองย้ายออกไปแล้ว เจิ้งเซี่ยงหงก็รู้สึกว่าชีวิตสงบสุขและโล่งใจขึ้นมาก แม้แต่หลี่เชิ่งเหม่ยคู่ปรับเก่าก็ดูจะสงบปากสงบคำลงไปเยอะ
เมื่อมาถึงแปลงนา เซี่ยเสี่ยวก็มองเห็นเกาเจี้ยซิงยืนเด่นเป็นสง่า ตอนนี้เขาได้รับตำแหน่งเป็นสมาชิกกองกำลังติดอาวุธ ดูภูมิฐานน่าเกรงขาม บนบ่าสะพายปืนยาว สวมรองเท้าบูทสูง ดูองอาจห้าวหาญสมชายชาตรี
"พี่เจี้ยซิง วันนี้ลงนาด้วยเหรอ" เซี่ยเสี่ยวเอ่ยทัก
เกาเจี้ยซิงพยักหน้ารับ "ช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์ความไม่สงบ ผมก็ต้องมาลงแรงทำงานแลกแต้มเหมือนคนอื่นนั่นแหละ"
พูดจบ เขาก็ฉวยโอกาสตอนที่คนอื่นไม่ทันสังเกต ขยับเข้ามาใกล้เซี่ยเสี่ยวแล้วกระซิบเสียงแผ่ว
"ต้องขยันหาแต้ม... จะได้มีปัญญาเลี้ยงดูเธอไง"
เซี่ยเสี่ยวรีบหันหลังขวับ ใบหน้าร้อนผ่าว ลามไปถึงใบหูที่แดงระเรื่อ ในใจแอบก่นด่าชายหนุ่มว่าเจ้าเล่ห์นัก กล้าพูดจาแทะโลมกันกลางแจ้งแบบนี้ ถ้าใครมาได้ยินเข้าคงได้เอาไปนินทากันสนุกปากแน่
หลังจากนั้น เซี่ยเสี่ยวก็ไม่กล้าคุยกับเกาเจี้ยซิงอีก เธอก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขะมักเขม้น เพื่อไม่ให้คนรอบข้างจับสังเกตความผิดปกติได้
"พี่รองเกา!" จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนเรียกดังลั่นมาจากระยะไกล
เซี่ยเสี่ยวเงยหน้าขึ้นมองเห็นชายหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งในหมู่บ้าน วิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาหาเกาเจี้ยซิง
เกาเจี้ยซิงขมวดคิ้ว "มีเรื่องอะไร"
"พวกทีมการผลิตหงซิง... พวกมันขึ้นไปขุดสุสานที่ภูเขาด้านหลังหมู่บ้านเราแล้ว!"
เกาเจี้ยซิงหน้าตึงขึ้นมาทันที น้ำเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน "สุสานบรรพชนที่ภูเขาด้านหลังเกี่ยวอะไรกับพวกหงซิงด้วย"
"นั่นน่ะสิพี่! ตอนนี้พวกพี่น้องในหมู่บ้านเรากำลังตะลุมบอนกับพวกมันอยู่ พี่เก๋อไล่จื่อเลยให้รีบมาตามพี่ไปช่วยด่วนเลย!" ชายหนุ่มผู้ส่งข่าวพูดรัวเร็วด้วยความร้อนรน หวังให้เกาเจี้ยซิงรีบไปจัดการสถานการณ์
[จบบท]