บทที่ 188: ฉันเห็นพี่หยวนเฉาทำวันทยหัตถ์ให้เขา
เซี่ยเสี่ยวหันไปคุยกับเซี่ยเว่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล
“ตอนนี้สถานการณ์ข้างนอกตึงเครียดมาก ป้าสะใภ้รองไม่กลัวบ้างเหรอ”
เซี่ยเว่ยตอบกลับอย่างมั่นใจ พลางโบกมือเล็กน้อยเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โต
“จะกลัวอะไรล่ะ บ้านเราถึงจะไม่ใช่ชาวนาผู้ยากไร้ แต่ก็จัดว่าเป็นชนชั้นกรรมาชีพนะ จะไปมีเรื่องมีราวอะไรได้ พวกนายทุนต่างหากที่ต้องระวังตัว”
คำพูดของเซี่ยเว่ยทำให้เซี่ยเสี่ยวยิ่งร้อนใจกว่าเดิม แม้ความจริงจะไม่ใช่ครูทุกคนที่จะโชคร้ายโดนเล่นงาน แต่สถานการณ์แบบนี้อาชีพครูก็ถือว่าแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ในตอนนั้นเอง แม่เฒ่าเซี่ยก็หันไปพูดกับหวังจิ้นอิงที่กำลังนั่งอยู่ด้วยสีหน้าจริงจัง
“งานของเธอ ช่วงนี้หยุดพักไปก่อนดีไหม”
แม้แม่เฒ่าเซี่ยจะอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหนไกล แต่เพื่อนบ้านร้านตลาดและเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากภายนอกก็ลอยมาเข้าหูอยู่ตลอด หญิงชราจึงอดเป็นห่วงลูกสะใภ้อย่างหวังจิ้นอิงไม่ได้ กลัวว่าจะโดนหางเลขไปด้วย
หวังจิ้นอิงส่ายหน้าเบาๆ แววตามุ่งมั่น
“แม่คะ หนูเป็นครูของประชาชน โรงเรียนต้องการหนู หนูต้องยืนหยัดในหน้าที่ค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวมองดูความทุ่มเทในวิชาชีพของป้าสะใภ้รองด้วยความเคารพจากใจจริง แต่ในความชื่นชมนั้นก็แฝงไปด้วยความกังวลอย่างสุดซึ้ง
เธอรู้ดีว่าหวังจิ้นอิงเองก็ทราบสถานการณ์ภายนอกดี แต่ต่อให้เกลี้ยกล่อมยังไงป้าสะใภ้ก็คงไม่ฟัง เซี่ยเสี่ยวได้แต่ถอนหายใจยาว หวังว่าป้าสะใภ้รองจะแคล้วคลาดปลอดภัย
“แล้วพี่คั่งเหม่ยล่ะ”
เซี่ยเสี่ยวนึกขึ้นได้ว่าหลิวคั่งเหม่ยเองก็เป็นครูเหมือนกัน จึงเอ่ยถามขึ้น
แม่เฒ่าเซี่ยคลี่ยิ้มออกมาทันทีเมื่อพูดถึงหลานสาวอีกคน
“พี่คั่งเหม่ยของหลานท้องอีกแล้วนะสิ”
เซี่ยเสี่ยวฉีกยิ้มกว้างด้วยความยินดี ท้องก็ดีสิ เป็นช่วงจังหวะที่เหมาะเจาะพอดี การตั้งครรภ์จะช่วยให้หลบเลี่ยงเรื่องวุ่นวายและพักงานได้อย่างสมเหตุสมผล เธอรู้สึกโล่งใจแทนพี่สาวคนนี้จริงๆ
พลันความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามา ถ้าป้าสะใภ้รองท้องบ้างก็คงจะดี
เซี่ยเสี่ยวตั้งเป้าหมายในใจว่าช่วงวันหยุดตรุษจีนไม่กี่วันนี้ เธอจะขุนร่างกายและบำรุงทุกคนในบ้านอย่างเต็มที่ เผื่อว่าหวังจิ้นอิงจะมีข่าวดีตั้งครรภ์ขึ้นมาบ้าง จะได้ใช้โอกาสนี้พักงานหลบภัยการเมืองข้างนอกนั่นเสียเลย
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ เสียงของเซี่ยชุนหรงก็ดังแทรกขึ้นมา
“ย่าครับ พี่หยวนเฉายังไม่หาแฟนอีกเหรอครับ”
แม่เฒ่าเซี่ยส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“ยังเลย รายนั้นทำเอาป้าใหญ่ของพวกแกกลุ้มใจจะแย่”
พูดจบหญิงชราก็หันขวับมาทางหลานชายคนโตอย่างเซี่ยชุนหรงทันควัน
“แกเองก็เถอะ ต้องเริ่มคิดเรื่องนี้จริงจังได้แล้วนะ ใส่ใจเรื่องหาคู่ให้มันมากหน่อย”
เซี่ยชุนหรงรีบแย้งเสียงหลง
“ย่าครับ ย่าไปห่วงพี่หยวนเฉาก่อนเถอะ ผมยังหนุ่มยังแน่น รออีกสักปีสองปีก็ยังได้”
แม่เฒ่าเซี่ยตาโตดุใส่หลานชาย
“พี่หยวนเฉาเขามีปู่ย่าตายายมีแม่เขาคอยห่วง ฉันจะไปยุ่งอะไรด้วย ตอนนี้ฉันรอแค่แกนี่แหละ รีบๆ หาเมียเข้า”
เซี่ยเว่ยกั๋วและหลี่เหวินจวนพยักหน้าเห็นดีเห็นงามกับคำพูดของผู้เป็นแม่ พวกเขาก็อยากให้ลูกชายคนโตเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้าตามพลางคิดในใจ ปีนี้เซี่ยชุนหรงอายุเท่ากับเกาเจี้ยซิง ก็ถึงวัยที่สมควรจะมีครอบครัวได้แล้ว แต่พอเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของพี่ชาย เธอก็เลยช่วยแก้สถานการณ์ให้
“ได้ยินพี่เจี้ยซิงบอกว่า พี่หยวนเฉาจะมาเยี่ยมพวกเราวันที่สองของปีใหม่นะ”
แม่เฒ่าเซี่ยพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะหันไปกำชับลูกชายทั้งสองอย่างเซี่ยเป่ากั๋วและเซี่ยเว่ยกั๋ว
“พวกแกมีศักดิ์เป็นน้า เดี๋ยวพอหยวนเฉามาถึง ก็ช่วยกันพูดกล่อมให้หลานมันรีบหาคนตกลงปลงใจได้แล้ว”
ค่ำคืนวันสิ้นปี ครอบครัวสกุลเซี่ยล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ เว้นเพียงลุงใหญ่เซี่ยเจี้ยนกั๋วที่ดูเงียบขรึมกว่าปกติเล็กน้อย
ตัดภาพมาที่บ้านสกุลจ้าว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
กวนหมิงลี่มองชามน้ำแกงปลาตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วมุ่น กลิ่นคาวปลาที่ลอยเตะจมูกทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอม แต่เพราะน้ำแกงปลาถือเป็นของดีในยุคนี้ เธอจึงเสียดายและพยายามฝืนกลั้นใจยกขึ้นซด
ทว่าทันทีที่น้ำแกงไหลลงคอ กวนหมิงลี่ก็สำลักพรวดออกมาใส่ชามข้าวตัวเองเสียงดัง
“อุ๊บ... แหวะ! โอ๊กกก”
สมาชิกบนโต๊ะอาหารต่างวางตะเกียบลงด้วยความไม่สบอารมณ์ ความอยากอาหารหายไปในทันที แม่เฒ่าจ้าวชักสีหน้าด้วยความรังเกียจแล้วตำหนิเสียงเขียว
“ทำไมทำตัวเสียมารยาทแบบนี้ จะอ้วกก็หันไปอ้วกทางอื่นสิ พ่นลงกลางวงแบบนี้คนอื่นจะกินข้าวกันยังไง”
ยิ่งวันนี้เป็นวันกินข้าวรวมญาติวันสิ้นปี พ่อเฒ่าจ้าวและแม่เฒ่าจ้าวต่างก็หน้าตึงด้วยความไม่พอใจ
จ้าวต้ากั๋วรีบออกตัวปกป้องภรรยา
“หมิงลี่อาจจะท้องก็ได้นะครับ”
ประโยคสั้นๆ นี้ไม่ต่างอะไรกับระเบิดลูกใหญ่ที่ทิ้งลงกลางวงข้าว แรงสั่นสะเทือนกระแทกเข้ากลางใจของคนบ้านจ้าวอย่างจัง
ใบหน้าของเฉียงจื่อและเยี่ยนจื่อซีดเผือดลงทันตาเห็น แม่เฒ่าจ้าวสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้นจึงรีบพูดแก้เกี้ยว
“ก็ไม่แน่หรอกนะว่าจะท้องจริง พวกเธอสองคนอยากมีลูกกันมาตั้งกี่ปีแล้วก็ไม่เห็นจะมี ตอนนี้อายุก็ปาเข้าไปขนาดนี้แล้ว ยิ่งมียากเข้าไปใหญ่”
ไม่ใช่ว่าแม่เฒ่าจ้าวไม่อยากอุ้มหลาน แต่ลึกๆ แล้วเธอไม่ค่อยมีความหวังกับท้องของกวนหมิงลี่เท่าไหร่ อีกทั้งไม่อยากให้หลานชายหลานสาวอย่างเฉียงจื่อและเยี่ยนจื่อต้องกระทบกระเทือนจิตใจ จึงพูดดักคอไว้ก่อนพร้อมกับส่งสายตาปรามลูกชายและลูกสะใภ้
จ้าวต้ากั๋วกับกวนหมิงลี่พอตั้งสติได้ ก็รีบเออออห่อหมกตามน้ำไปว่าคงไม่ใช่หรอก เพราะยังไม่ได้ไปตรวจให้แน่ชัด ขืนดีใจเก้อแล้วทำให้เฉียงจื่อกับเยี่ยนจื่อรู้สึกไม่ดีจนเกิดความห่างเหินจะไม่เป็นผลดีต่อครอบครัว
แต่ทว่า เมล็ดพันธุ์แห่งความระแวงได้ฝังรากลึกลงในใจของเฉียงจื่อและเยี่ยนจื่อเสียแล้ว
ทั้งสองคนโตพอที่จะเข้าใจโลก หากกวนหมิงลี่มีลูกของตัวเองขึ้นมาจริงๆ สถานะของพวกเขาในบ้านสกุลจ้าวต้องสั่นคลอนอย่างแน่นอน การที่พวกเขายอมเปลี่ยนมาใช้นามสกุลจ้าวเพื่อหวังพึ่งใบบุญ อาจกลายเป็นเรื่องเสียเปรียบในภายหลัง
มื้ออาหารมื้อนั้นสำหรับสองพี่น้องจึงกลายเป็นมื้อที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เต็มไปด้วยความขุ่นมัวในใจ
หลังกินข้าวเสร็จ เฉียงจื่อและเยี่ยนจื่อก็พากันเดินเลี่ยงออกมาข้างนอก
เยี่ยนจื่อกระซิบถามพี่ชายด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“พี่ ป้าสะใภ้เขาท้องจริงเหรอ”
เฉียงจื่อขมวดคิ้วแน่น นึกถึงท่าทางระแวดระวังของกวนหมิงลี่เมื่อครู่แล้วก็รู้สึกหงุดหงิดใจ
“ไม่น่าจะใช่หรอก ลุงกับป้าอยากมีลูกมาตั้งนาน หลายครั้งก็นึกว่าท้องแต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ คราวนี้ก็คงเหมือนเดิมนั่นแหละ อายุตั้งปูนนี้แล้วจะไปท้องง่ายๆ เหมือนสาวๆ รุ่นๆ ได้ยังไง”
เยี่ยนจื่อพยักหน้าเห็นด้วย พยายามปลอบใจตัวเองว่ากวนหมิงลี่ไม่มีทางท้องได้ แต่ปากก็ยังบ่นด้วยความน้อยใจ
“ทั้งที่ลุงกับป้าก็มีพวกเราอยู่แล้วแท้ๆ ทำไมยังคิดจะมีลูกอีก ทำแบบนี้มันทำร้ายจิตใจพวกเราชัดๆ”
ยิ่งพูดยิ่งกังวล เยี่ยนจื่อหันไปจับแขนพี่ชาย
“พี่... ถ้าป้าสะใภ้ท้องจริงๆ เราจะทำยังไง ถึงเวลานั้นตากับยาย แล้วก็ลุงกับป้าคงไม่สนใจพวกเราแล้ว หลานนอกไส้หรือจะสู้หลานแท้ๆ ได้”
ดวงตาของเฉียงจื่อฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง
“ไม่หรอก... มันจะไม่มีเด็กเกิดมา”
เยี่ยนจื่อเห็นสีหน้าของพี่ชายก็ตกใจจนหน้าถอดสี เสียงสั่นเครือ
“พี่... พี่คงไม่ได้จะทำอะไรป้าสะใภ้ใช่ไหม ไม่ได้นะพี่ ป้าเขาดีกับพวกเรานะ ถ้าลุงรู้ว่าพี่ทำร้ายป้า ลุงต้องโกรธมากแน่ๆ”
“เมื่อก่อนฉันก็คิดว่าพวกเขาดีกับเรา แต่เมื่อกี้ฉันตาสว่างแล้ว สุดท้ายลูกตัวเองก็สำคัญที่สุด ลุงกับป้าไม่เคยล้มเลิกความคิดที่จะมีลูกเลย ถ้าเกิดมีลูกพี่ลูกน้องโผล่มาสักคน พวกเราจะเป็นตัวอะไรในบ้านนี้”
เฉียงจื่อหันมาจ้องหน้าเยี่ยนจื่อเขม็ง
“ฉันจะให้แกคบกับเหลียงเหว่ย ขอแค่แกแต่งงานกับเหลียงเหว่ย ต่อให้ลุงกับป้ามีลูกจริงๆ เขาก็ยังต้องเกรงใจเราอยู่บ้าง”
“ฉันไม่เอาเหลียงเหว่ย! ผู้ชายในเมืองที่มีอำนาจมีตั้งเยอะแยะ เหลียงเหว่ยมันมีดีตรงไหน ก็แค่ลิ่วล้อคนหนึ่งเท่านั้นแหละ” เยี่ยนจื่อเบ้ปากด้วยความดูแคลน เธอไม่เคยเห็นเหลียงเหว่ยอยู่ในสายตา
“ยุคนี้แหละพวกคนที่เป็นลิ่วล้อนี่แหละที่ยิ่งใหญ่” เฉียงจื่อกัดฟันพูดด้วยความเจ็บใจ
เขาเองก็อยากจะเข้าร่วมกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองพวกนั้นจะตายไป แต่เพราะประวัติพ่อแม่หย่าร้าง แถมตัวเองยังเปลี่ยนนามสกุล ทำให้ใบสมัครของเขาถูกตีกลับมา เรื่องนี้ทำให้เฉียงจื่อกลัดกลุ้มและอัดอั้นตันใจมาตลอด
เยี่ยนจื่อเปลี่ยนเรื่องคุยเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
“พี่ ผู้ชายที่ไปกับเซี่ยชุนหรงวันนี้เป็นใครเหรอ ตอนที่ฉันหันไปมอง ฉันเห็นพี่หยวนเฉาทำวันทยหัตถ์ให้เขาด้วยนะ”
คำพูดของน้องสาวทำให้เฉียงจื่อชะงักกึก
“จริงเหรอ? แกเห็นพี่หยวนเฉาทำความเคารพมันจริงๆ เหรอ”
“จริงสิ ฉันตาไม่ฝาดหรอก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเซี่ยชุนหรงถึงได้ไปเดินตามหลังเขาต้อยๆ แบบนั้น แต่ดูท่าทางตอนเขาลงมือจัดการพวกนักเลงสิ ทะมัดทะแมงมาก ดูยังไงก็เหมือนทหาร”
เยี่ยนจื่อพูดพลางแววตาเป็นประกายด้วยความสนใจ
เฉียงจื่อแค่นเสียงเฮอะ “วันนี้ถือว่าไอ้ชุนหรงมันโชคดีไป”
เยี่ยนจื่อวกกลับมาเรื่องเดิมด้วยความกังวล
“พี่... ถ้าป้าสะใภ้มีลูกจริงๆ บ้านหลังนั้นลุงต้องไม่ยกให้พี่แน่ๆ แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน แม่ก็แต่งงานใหม่ไปแล้ว วันๆ เอาแต่ประคบประหงมลูกผัวใหม่เหมือนลูกในไส้ ทิ้งขว้างพวกเราไม่สนใจไยดี พี่... พวกเรากลับไปอยู่บ้านเซี่ยได้ไหม”
เฉียงจื่อตวาดเสียงแข็ง ดวงตาวาวโรจน์
“จะกลับไปทำไมบ้านเซี่ย ไม่กลับ!”
[จบบท]