บทที่ 191: ปฏิเสธ
เรื่องที่เซี่ยชุนหรงจะครองตัวเป็นโสดหรือเปล่านั้นไม่ใช่เรื่องที่เซี่ยเสี่ยวเก็บมาใส่ใจให้กังวลเลยสักนิด เธอเชื่อว่าพี่ชายไม่มีทางอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิตแน่ เรื่องของความรักและคู่ครองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พรหมลิขิตก็จะนำพาให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมันเอง เหมือนน้ำที่ไหลไปตามรางนั่นแหละ
หลังจากคุยเรื่องพี่ชายจบ เซี่ยเว่ยก็วกกลับมาเล่าเรื่องที่เห็นกวนหมิงลี่อาเจียนอีกครั้ง เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับแล้วแสดงความคิดเห็นเสริมขึ้นมาว่า
“ฉันเองก็คิดว่าน่าจะท้องเหมือนกันนะ เห็นป้ากวนหมิงลี่เอามือลูบท้องตัวเองไว้ตลอดเวลาเลย แถมลุงจ้าวต้ากั๋วก็ดูท่าทางตื่นเต้นจนเก็บทรงไม่อยู่ซะขนาดนั้น”
พอสิ้นเสียงของเซี่ยเสี่ยว ผู้ใหญ่ในบ้านเซี่ยต่างก็พากันเงียบกริบ แม้แต่ลุงใหญ่เซี่ยเจี้ยนกั๋วที่เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้วก็ยังชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แม่เฒ่าเซี่ยจะเอ่ยตัดบทขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ช่างเรื่องทางฝั่งนั้นเถอะ ต่อไปไม่ว่าทางนั้นจะเป็นตายร้ายดียังไง พวกเราก็ไม่ต้องไปสนใจทั้งนั้น”
“ย่าจ๋า ถ้าป้ากวนหมิงลี่ท้องจริงๆ แบบนี้พี่เฉียงจื่อกับพี่เยี่ยนจื่อก็ต้องกลับมาอยู่บ้านเซี่ยสิ”
คำพูดของเซี่ยเว่ยเหมือนก้อนหินที่โยนลงไปในบ่อน้ำนิ่ง ทำเอาผู้ใหญ่ในวงสนทนาเงียบกริบลงไปอีกครั้ง ใจจริงแล้วคนบ้านเซี่ยย่อมไม่อยากให้เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองต้องกลายเป็นคนอื่นคนไกล แต่พฤติกรรมของเฉียงจื่อและเยี่ยนจื่อที่ผ่านมานั้นสร้างความผิดหวังให้ทุกคนมากเหลือเกิน
หากรับกลับมาอยู่ด้วยกันจริงๆ ก็คงมีแต่ความระแวงแคลงใจ เพราะความเย็นชาและเห็นแก่ตัวที่เด็กสองคนนี้เคยทำไว้มันยังติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน โดยเฉพาะตอนที่ปู่เซี่ยต้องนอนโรงพยาบาล ทั้งสองคนไม่เคยโผล่หน้าไปเยี่ยมเยียนเลยสักครั้ง หนำซ้ำยังเลือกข้างไปยืนอยู่ฝั่งบ้านจ้าวแล้วหันกลับมาโจมตีบ้านเซี่ยอย่างไม่ไยดี
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งบ้านจ้าวบรรยากาศกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง กวนหมิงลี่กับจ้าวต้ากั๋วเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลด้วยความเบิกบานใจ รอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้าของทั้งคู่จนแทบจะหุบไม่ลง
เฉียงจื่อและเยี่ยนจื่อเห็นท่าทางแบบนั้น หัวใจก็กระตุกวูบด้วยความหวั่นใจ ดูท่าข่าวลือนั้นจะเป็นความจริงเสียแล้ว
“ป้าสะใภ้ ท้องจริงเหรอ” เยี่ยนจื่อโพล่งถามออกไปตรงๆ
กวนหมิงลี่ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“เปล่าสักหน่อย ยังไม่ท้องหรอก”
คำปฏิเสธนั้นไม่ได้ทำให้เฉียงจื่อและเยี่ยนจื่อรู้สึกเชื่อถือเลยสักนิด จะมาหลอกเด็กอมมือหรือไงกัน ท่าทางชัดเจนขนาดนั้น และยิ่งกวนหมิงลี่พยายามปฏิเสธเสียงแข็งแบบนี้ ยิ่งทำให้สองพี่น้องรู้สึกไม่พอใจและหวาดระแวงมากขึ้นไปอีก
แม่เฒ่าจ้าวมองหลานทั้งสองคนแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“เฉียงจื่อ เยี่ยนจื่อ พวกแกสองคนก็โตๆ กันแล้วนะ ถึงวัยที่ควรจะหาคู่ครองสร้างครอบครัวได้แล้ว เฉียงจื่อล่ะ มีผู้หญิงที่ถูกใจบ้างหรือยัง”
เฉียงจื่อพยักหน้ารับ ก่อนหน้านี้เขาเคยคบหาดูใจกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ชอบพอเธอมาก แต่พอพ่อแม่หย่ากันแล้วเขาต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลจ้าว ฝ่ายหญิงก็ขอเลิกราไปเพราะทางบ้านของเธอไม่เห็นด้วย
แต่ตอนนี้เขาเพิ่งเริ่มคุยกับผู้หญิงคนใหม่ในโรงงาน จึงตอบกลับไปว่า
“มีคุยๆ อยู่คนนึงครับ เป็นสาวโรงงานเดียวกัน”
กวนหมิงลี่รีบแทรกขึ้นมาทันที
“งั้นก็ดีเลยสิ ถ้าแต่งงานกันแล้วก็ไปยื่นเรื่องขอหอพักของโรงงานอยู่ได้เลยนะ”
เฉียงจื่อขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
“ผมมีบ้านให้อยู่ดีๆ ทำไมต้องไปดิ้นรนขอหอพักด้วยล่ะครับ อีกอย่างที่ผู้หญิงเขายอมตกลงปลงใจกับผมก็เพราะรู้ว่าผมมีบ้านอยู่ ถ้าไม่มีบ้าน เขาคงไม่ยอมแต่งงานกับผมหรอก”
พอได้ยินแบบนั้น แม่เฒ่าจ้าวก็ทำหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที
“แบบนั้นใช้ไม่ได้ ผู้หญิงที่มองแต่เรื่องบ้านแบบนี้รับไม่ได้หรอก แสดงว่าไม่ได้จริงใจกับเรา”
กวนหมิงลี่รีบพยักหน้าเห็นด้วยเป็นลูกคู่ แล้วหันไปพูดสอนเฉียงจื่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เฉียงจื่อ หลานต้องดูคนให้ดีๆ นะ ผู้หญิงสมัยนี้มองโลกตามความเป็นจริงจนน่ากลัว ถ้าหลานลองไปบอกเขาว่าจะขอหอพักโรงงานอยู่หลังแต่งงาน แล้วเขาไม่ยอม ก็เลิกๆ ไปซะเถอะ ผู้หญิงพรรค์นั้นพึ่งพาไม่ได้หรอก”
ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่กวนหมิงลี่ยังไม่ตั้งท้อง คำพูดพวกนี้คงทำให้เฉียงจื่อและเยี่ยนจื่อเก็บไปคิดและคล้อยตามได้ไม่ยาก แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว การที่กวนหมิงลี่พยายามผลักไสให้พวกเขาออกไปอยู่ข้างนอกแบบนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการไล่ออกจากบ้านทางอ้อม ยิ่งคิดเฉียงจื่อก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ
เยี่ยนจื่อเองก็อารมณ์ขุ่นมัวไม่แพ้กัน เมื่อก่อนทุกอย่างก็ปกติดี แต่พอกวนหมิงลี่ท้องขึ้นมา ท่าทีของทุกคนในบ้านก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความน้อยใจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังเด็กในท้องของป้าสะใภ้ เยี่ยนจื่อถึงกับแอบคิดในใจว่าถ้าไม่มีเด็กคนนี้ ทุกอย่างในครอบครัวก็คงยังสงบสุขเหมือนเดิม และพี่ชายของเธอก็คงไม่ต้องถูกกดดันให้ระเห็จออกจากบ้าน
สำหรับเยี่ยนจื่อแล้ว พี่ชายคือคนสำคัญที่สุด ตัวเธอเองเป็นผู้หญิง วันหนึ่งก็ต้องแต่งงานออกเรือนไป แต่พี่ชายต้องแต่งงานและสืบทอดสกุล จะให้ไปอยู่ที่อื่นได้อย่างไร
ถ้าป้าสะใภ้ไม่ท้อง สมบัติพัสถานและบ้านหลังนี้ก็ต้องตกเป็นของพี่ชายเธออย่างแน่นอน แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับพลิกผันจนน่ากลัว
“ยาย ป้าสะใภ้ หนูเคยเห็นแฟนพี่เฉียงจื่อแล้วนะ นิสัยดีมากเลย หน้าตาก็สะสวย ไม่ใช่ผู้หญิงหน้าเงินแบบนั้นสักหน่อย” เยี่ยนจื่อรีบออกโรงปกป้องพี่ชายและว่าที่พี่สะใภ้
กวนหมิงลี่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“เธอยังเด็ก จะไปรู้ทันคนได้ยังไง ผู้หญิงบางคนเขาก็แกล้งทำตัวดีตบตาเก่งจะตายไป”
“ป้าสะใภ้ยังไม่เคยเจอตัวจริงเลย จะรู้ได้ยังไงว่าเขาแกล้งทำ” เยี่ยนจื่อเถียงกลับอย่างไม่ยอมลดละ
กวนหมิงลี่เริ่มชักสีหน้าเมื่อโดนเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมย้อนคำ แต่ก็ยังพยายามข่มอารมณ์แล้วพูดด้วยเหตุผลว่า
“ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเขาจะหาคู่โดยเล็งเป้าไปที่บ้านช่องห้องหับของฝ่ายชาย นี่ตกลงจะหาผัวหรือจะหาบ้านกันแน่”
คราวนี้เยี่ยนจื่อเริ่มไม่พอใจอย่างจริงจัง เพราะตัวเธอเองเวลาจะมองหาใครสักคนก็ดูที่ฐานะและความพร้อมเหมือนกัน การที่ป้าสะใภ้พูดแบบนี้มันเหมือนกระทบกระเทียบมาถึงเธอด้วย เธอจึงสวนกลับไปทันที
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ถ้าผู้ชายไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน จะเอามาทำซากอะไร คนไม่มีความพร้อมใครเขาจะไปแลมอง”
“ทำไมจะไม่มี ตอนที่ลุงของเธอถังแตกจนแทบไม่มีกิน ฉันก็ยังแต่งงานมาอยู่กับเขาได้เลย” กวนหมิงลี่งัดเอาอดีตของตัวเองมาอ้าง ทำเอาคนในบ้านจ้าวพากันพยักหน้าเห็นด้วย
บรรยากาศเริ่มตึงเครียด เฉียงจื่อกับเยี่ยนจื่อหน้าตึงด้วยความไม่พอใจ เฉียงจื่อมองหน้าตา ยาย ลุง และป้าสะใภ้ก่อนจะถามโพล่งออกไปตรงๆ
“ตากับยาย แล้วก็ลุงกับป้า ไม่อยากให้ผมแต่งงานแล้วอยู่ที่บ้านนี้ใช่ไหมครับ”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะ” แม่เฒ่าจ้าวรีบปฏิเสธ พ่อเฒ่าจ้าวกับจ้าวต้ากั๋วก็รีบพยักหน้าสนับสนุน
“หลานเข้าใจผิดแล้ว ป้าสะใภ้เขาแค่เป็นห่วง กลัวว่าหลานจะไปเจอผู้หญิงไม่ดี อยากให้ดูใจกันนานๆ ถ้าเขารักที่ตัวหลานไม่ใช่บ้านช่อง ค่อยตกลงปลงใจ มันก็ดีกว่าไม่ใช่เหรอ”
กวนหมิงลี่เลยเสนอทางออกเพื่อตัดปัญหา
“เอาอย่างนี้ดีไหม หลังปีใหม่ เฉียงจื่อลองพาแฟนมาที่บ้านสิ ให้ผู้ใหญ่ช่วยดูตัวหน่อย ตายายกับลุงป้าอาบน้ำร้อนมาก่อน มองคนทะลุปรุโปร่งกว่าหลานเยอะ จะได้ช่วยสแกนให้”
เฉียงจื่อได้ยินแบบนั้นก็จำต้องพยักหน้าตกลงไป
กวนหมิงลี่หันมาทางเยี่ยนจื่อบ้าง
“เยี่ยนจื่อก็เหมือนกัน รีบๆ หาแฟนได้แล้ว เป็นสาวเป็นนางลอยไปลอยมาอยู่แบบนี้มันดูไม่ดี”
เยี่ยนจื่อเบ้ปากทันทีแล้วบ่นอุบ
“ป้าสะใภ้ เมื่อก่อนไม่เห็นพูดแบบนี้เลยนี่นา เคยบอกให้หนูออกไปเปิดหูเปิดตา คบเพื่อนเยอะๆ เผื่อจะเจอคนดีๆ ไม่ใช่เหรอ”
“นั่นมันเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้สถานการณ์บ้านเมืองข้างนอกมันตึงเครียด ฉันก็เป็นห่วงความปลอดภัยของเธอไม่ใช่หรือไง”
กวนหมิงลี่แก้ตัวด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะหันไปทางสามี
“ต้ากั๋ว คุณก็ช่วยดูๆ หนุ่มๆ ให้หลานหน่อยสิ ถ้ามีใครโปรไฟล์ดีๆ ก็แนะนำให้เยี่ยนจื่อรู้จักบ้าง”
เยี่ยนจื่อรีบเสนอสเปกของตัวเองทันที
“หนูขอแบบหล่อๆ นะ แล้วก็ต้องรวย มีอำนาจวาสนาด้วย”
คนบ้านจ้าวได้แต่พยักหน้ารับแกนๆ ในขณะที่กวนหมิงลี่แทบอยากจะถ่มน้ำลายใส่ด้วยความสมเพช ไม่ได้ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเลย หน้าตาก็ธรรมดาบ้านๆ ยังจะใฝ่สูงอยากได้ผู้ชายทั้งหล่อทั้งรวยแถมมีอำนาจ คิดว่าตัวเองเป็นนางฟ้าลงมาจุติหรือยังไง
“วางใจเถอะเยี่ยนจื่อ เรื่องนี้เดี๋ยวลุงจัดการให้” จ้าวต้ากั๋วรับปาก
แต่เฉียงจื่อกลับรู้สึกไม่วางใจเลยสักนิด ในสายตาของเขา แม้ว่าเหลียงเหว่ยจะหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ดีกับเยี่ยนจื่อและเชื่อฟังทุกอย่าง ส่วนคนอื่นๆ ที่ลุงจะหามาให้นั้นไม่รู้จะเป็นยังไง
ลำพังแค่ลุงของเขาจะไปหาคนดิบดีมาจากไหน พอคิดถึงแม่ตัวเองอย่างจ้าวเสี่ยวหลานที่แต่งงานใหม่ เฉียงจื่อก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาจับใจ
ตั้งแต่แม่แต่งงานใหม่ไปอยู่กับผู้ชายคนนั้น ถึงฝ่ายชายจะมีฐานะดี แต่เขาก็มีลูกติดชายหญิงอยู่แล้ว แถมยังแสดงท่าทีรังเกียจเฉียงจื่อกับเยี่ยนจื่ออย่างออกนอกหน้า ถึงขนาดประกาศห้ามไม่ให้คนบ้านจ้าวไปเหยียบที่บ้านนั้นเด็ดขาด แม่ของเขาก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม
แม้แม่จะได้แต่งงานใหม่ แต่ลูกๆ อย่างเฉียงจื่อกับเยี่ยนจื่อกลับไม่ได้พึ่งใบบุญอะไรเลย จะได้เจอแม่ก็แค่ตอนที่แม่ทำงานอยู่โรงงานเท่านั้น เลิกงานแม่ก็ต้องรีบแจ้นกลับไปทำกับข้าว ซักผ้า ถูบ้าน ปรนนิบัติพัดวีบ้านนั้นอย่างกับคนรับใช้ ความเป็นแม่บ้านแม่เรือนแบบนั้นคนบ้านเซี่ยคงนึกภาพไม่ออก เพราะถ้าได้มาเห็นคงต้องตกตะลึงจนตาค้างกันเป็นแถว
[จบบท]