บทที่ 194: สถานีแห่งการจากลา
หากเซี่ยเสี่ยวได้รับรู้เรื่องราวทางฝั่งบ้านลุงใหญ่ เธอคงจะนิยามสถานการณ์นี้ว่ามันคือ ‘ความรุนแรงทางจิตใจ’ ในรูปแบบหนึ่ง เพราะคนบางประเภทก็ชอบทำตัวเองให้ไร้ค่าอย่างน่าประหลาด ตอนนี้จ้าวเสี่ยวหลานจึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเอาใจสามี พินอบพิเทาต่อลูกเลี้ยงทั้งชายและหญิง ยอมลดศักดิ์ศรีตัวเองลงไปเป็นเพียงคนรับใช้ในบ้าน ทำงานหนักสายตัวแทบขาดโดยไม่ปริปากบ่น ดูแล้วช่างน่าสมเพชเวทนาจนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบาย
ตัดภาพกลับมาที่ทีมการผลิต บรรดาพี่สาวของเกาเจี้ยซิงที่กลับมาเยี่ยมบ้านต่างก็พากันซักไซ้ไล่เลียงถึงน้องชายคนเล็กว่าหายหน้าหายตาไปไหน ทำไมไม่อยู่บ้านในช่วงเทศกาลสำคัญแบบนี้
เจิ้งเซี่ยงหงผู้เป็นแม่ทำได้เพียงตอบเลี่ยงๆ ไปอย่างรวบรัดว่าเกาเจี้ยซิงเดินทางไปต่างถิ่นแล้ว เธอไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดอะไรมากนัก แม้ว่าจะได้รับโทรเลขจากลูกชายแล้ว แต่ในใจคนเป็นแม่ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าสถานการณ์ทางฝั่งลูกชายเป็นตายร้ายดีอย่างไร ดังนั้นการสงบปากสงบคำไว้ก่อนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ช่วงตรุษจีนปีนี้ ครอบครัวทางฝั่งบ้านเก่าไม่ได้กลับมารวมญาติ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเจิ้งเซี่ยงหงปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก ประกอบกับทางด้านเกาเจี้ยจื๋อก็มีความคืบหน้าเรื่องหัวใจ เพราะซุนอวี้หัวยอมตกลงปลงใจคบหาดูใจกับเขาแล้ว
เรื่องนี้ทำเอาเกาเจี้ยจื๋อดีใจจนเนื้อเต้น ยิ้มแก้มแทบปริไม่หุบ ยิ่งช่วงนี้โรงเรียนประกาศหยุดการเรียนการสอน เกาเจี้ยจื๋อจึงไม่ต้องไปทำหน้าที่ครู เขาเลยใช้เวลาว่างทั้งหมดขลุกอยู่ที่ทีมการผลิต คอยเป็นลูกมือช่วยซุนอวี้หัวทำงานอย่างขยันขันแข็ง
เมื่อลูกชายคนโตมีคู่ครองเป็นฝั่งเป็นฝา เจิ้งเซี่ยงหงก็เบาใจไปเปราะหนึ่ง ความห่วงใยในอกจึงเทไปกองรวมกันอยู่ที่ลูกชายคนเล็กอย่างเกาเจี้ยซิงที่อยู่ไกลบ้าน
ตกดึกคืนนั้น เซี่ยเสี่ยวเรียกน้องสาวทั้งสามคนเข้ามาปรับความเข้าใจภายในห้องนอน เธอพยายามเกลี้ยกล่อมและปรับทัศนคติให้น้องๆ ฟังอย่างใจเย็น โดยจุดประสงค์หลักคือเธอไม่ต้องการให้น้องสาวทั้งสามกระโจนเข้าไปเข้าร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่านั้น หากยังมีโอกาสเรียนก็ขอให้ตั้งใจเรียนให้จบ แต่ถ้าสถานการณ์บีบคั้นจนเรียนไม่ได้จริงๆ ก็ให้กลับมาช่วยงานที่บ้านเสียยังดีกว่า
แม้ว่าปีนี้จะก้าวเข้าสู่ปี 1967 แล้ว แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เซี่ยเสี่ยวเองยังอายุไม่เต็มยี่สิบปีดี ในขณะที่เซี่ยจิ้งอายุสิบเจ็ด เซี่ยหงสิบห้า เซี่ยหลินสิบสาม และน้องเล็กอย่างเซี่ยเฉียงเพิ่งจะห้าขวบ
เซี่ยจิ้งเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ส่วนเซี่ยหงกับเซี่ยหลินอยู่ชั้นมัธยมต้น ส่วนเจ้าหนูเซี่ยเฉียงยังไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียน
โชคดีที่น้องสาวทั้งสามคนค่อนข้างเชื่อฟังคำพูดของพี่สาวอย่างเซี่ยเสี่ยว พวกเธอรับปากว่าจะไม่ดั้นด้นไปสมัครเป็นยุวชนแดงหรือเข้าร่วมกลุ่มปฏิวัติใดๆ ทำให้เซี่ยเสี่ยวถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ในวันที่สองของเทศกาลตรุษจีน ครอบครัวของเซี่ยเสี่ยวยังไม่ได้เดินทางไปเยี่ยมบ้านยาย แต่พอถึงวันที่สาม เซี่ยเสี่ยวก็พาเกาเจี้ยซิงติดตามสมาชิกในครอบครัวไปเยี่ยมญาติฝั่งแม่ด้วยกัน
ครั้งนี้บรรดาลุงป้าน้าอาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ครอบครัวของป้าใหญ่และป้ารองแม้จะมาเยี่ยมเยียนไปแล้วเมื่อวาน แต่พอตกบ่ายวันนี้ ทั้งสองครอบครัวก็วกกลับมาที่บ้านยายอีกครั้ง
ทันทีที่รู้ว่าเกาเจี้ยซิงคือคนรักของเซี่ยเสี่ยว ญาติพี่น้องทุกคนต่างก็พากันมารุมล้อมจ้องมองว่าที่หลานเขยคนนี้ด้วยความสนใจ เดิมทีสมาชิกครอบครัวฝั่งยายของเซี่ยเสี่ยวก็มีจำนวนมากอยู่แล้ว พอมามะรุมมะตุ้มกันแบบนี้ เซี่ยเสี่ยวจึงต้องรีบกระโดดเข้าไปช่วยแก้สถานการณ์ พาเกาเจี้ยซิงฝ่าวงล้อมออกมา
กระทั่งถึงวันที่สี่ของเทศกาลตรุษจีน ก็ถึงเวลาที่เซี่ยเสี่ยวต้องเตรียมตัวกลับทีมการผลิต ส่วนเกาเจี้ยซิงเองก็ต้องออกเดินทางไปพร้อมกับหยวนเฉาในวันนี้เช่นกัน
“เสี่ยวเสี่ยว รอฉันนะ”
เกาเจี้ยซิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอาลัยอาวรณ์ สายตาคมคู่นั้นฉายชัดถึงความไม่ต้องการจากลา
เซี่ยเสี่ยวเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะเป็นฝ่ายโถมตัวเข้ากอดเอวสอบของเขาไว้แน่น ซุกใบหน้าลงกับแผงอกกว้างที่คุ้นเคยแล้วพึมพำเสียงอู้อี้
“รักษาตัวด้วยนะ”
เกาเจี้ยซิงกอดตอบหญิงสาวในอ้อมแขนแน่นจนแทบจะหลอมรวมกัน
“เสี่ยวเสี่ยว ฉันจะคิดถึงเธอ เธอเองก็ต้องดูแลตัวเองดีๆ เข้าใจไหม”
เดิมทีเซี่ยเสี่ยวตั้งใจว่าจะเข้มแข็งและไม่ร้องไห้ แต่พอถูกเกาเจี้ยซิงบิวต์อารมณ์ราวกับฉากสั่งเสียในหนังดราม่าแบบนี้ น้ำตาเจ้ากรรมก็พาลไหลออกมาจนได้
“อะแฮ่ม!”
เสียงกระแอมไอของเซี่ยชุนหรงดังขึ้นขัดจังหวะที่หน้าประตู ทำให้เซี่ยเสี่ยวและเกาเจี้ยซิงจำต้องผละออกจากกันอย่างเสียดาย
เซี่ยชุนหรงเอ่ยเตือนสติ “ได้เวลาออกเดินทางแล้ว ขืนช้ากว่านี้เดี๋ยวจะตกรถไฟเอานะ”
เซี่ยเสี่ยวและเกาเจี้ยซิงเดินตามออกมาด้านนอก ก็เห็นหยวนเฉากำลังยืนคุยอยู่กับตาและยาย ทั้งสองหนุ่มมีจุดหมายปลายทางคือสถานีรถไฟเดียวกัน แต่จะแยกย้ายกันเดินทางไปคนละทิศละทาง
เซี่ยเสี่ยวหันไปบอกพี่ชายคนโต
“พี่ใหญ่ พี่ไม่ต้องไปส่งฉันหรอกจ้ะ เดี๋ยวฉันจะติดรถไปสถานีรถไฟพร้อมกับพี่หยวนเฉาและพี่รองเกาเลย พี่รีบกลับไปทำงานเถอะ”
เซี่ยชุนหรงไม่ได้ดึงดันจะไปส่ง เพราะตัวเขาเองก็ต้องรีบไปเข้างานเหมือนกัน อีกอย่างมีทั้งหยวนเฉาและเกาเจี้ยซิงคอยดูแลน้องสาว เขาจึงวางใจและไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง
เมื่อตกลงกันได้ เซี่ยเสี่ยวก็ร่ำลาครอบครัว แล้วออกเดินทางไปพร้อมกับหยวนเฉาและเกาเจี้ยซิงทันที
พอมาถึงสถานีรถไฟ เซี่ยเสี่ยวยืนกรานหัวชนฝาไม่ยอมให้ชายหนุ่มทั้งสองคนอยู่รอส่งเธอขึ้นรถ และนับเป็นโชคดีที่ตั๋วรถไฟของหยวนเฉารอบเวลามันเร็วกว่าของเธอ เพราะความจริงแล้วเธอไม่ได้มีความคิดที่จะนั่งรถไฟกลับแต่อย่างใด
ดังนั้น ภาพที่เกิดขึ้นคือเซี่ยเสี่ยวมายืนส่งหยวนเฉาและเกาเจี้ยซิงที่ชานชาลาแทน เธอยืนมองขบวนรถไฟที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานี มือเรียวยกขึ้นโบกไปมาอย่างต่อเนื่อง ในหัวพลันนึกถึงเพลง ‘สถานีแห่งการจากลา’ ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ บรรยากาศช่างเข้ากับเพลงจนน่าใจหาย และความรู้สึกว่างโหวงแปลกๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
เคยชินกับการที่มีเกาเจี้ยซิงวนเวียนอยู่ข้างกาย ได้เห็นหน้าค่าตากันแทบทุกวัน พอจู่ๆ เขาหายวับไปแบบนี้ เซี่ยเสี่ยวก็สัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
เธอยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งรถไฟลับสายตาไป เซี่ยเสี่ยวสูดลมหายใจลึกรวบรวมสติ ก่อนจะหันหลังกลับเพื่อเดินไปทำเรื่องคืนตั๋ว แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ข้างแก้ม พอยกมือขึ้นแตะดูถึงได้รู้ว่า... มันคือน้ำตา
เซี่ยเสี่ยวชะงักงันไป นี่เธอร้องไห้อีกแล้วเหรอ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ต่อมน้ำตาของเธอตื้นเขินขนาดนี้ คิดได้ดังนั้นเธอก็เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ ให้กับตัวเอง ดูเหมือนว่าโดยไม่รู้ตัว หัวใจของเธอคงถูกเกาเจี้ยซิงยึดครองพื้นที่ไปจนหมดสิ้นแล้ว
สำหรับเกาเจี้ยซิงแล้ว เซี่ยเสี่ยวไม่เคยสร้างกำแพงป้องกันหัวใจไว้เลย ดังนั้นในที่สุดเด็กหนุ่มที่เธอพบเจอในวันแรกคนนั้น ก็ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามานั่งอยู่ในกลางใจเธอทีละเล็กทีละน้อยจนเต็มพื้นที่
เซี่ยเสี่ยวทอดสายตามองไปยังทิศทางที่รถไฟแล่นจากไป พร้อมพึมพำกับสายลม
“เกาเจี้ยซิง ฉันจะไปหาเธอนะ”
ในเมื่อหัวใจมีเขาอยู่เต็มเปี่ยมขนาดนี้ จะให้เธอทนรอตั้งสามปีโดยไม่เห็นหน้าเขาได้อย่างไร
บนรถไฟที่กำลังแล่นฉิว เกาเจี้ยซิงยังคงยืดคอชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่วางตา จนหยวนเฉาต้องเอ่ยทัก
“เลิกมองได้แล้ว รถไฟออกมาไกลขนาดนี้แล้วนะ”
เกาเจี้ยซิงจึงยอมหดคอกลับมานั่งลงที่เดิม หยวนเฉาเห็นอาการของเพื่อนร่วมทางก็อดถามไม่ได้
“นายชอบลูกพี่ลูกน้องฉันตรงไหนฮะ? เพราะความสวยเหรอ?”
เกาเจี้ยซิงตวัดสายตาค้อนใส่หยวนเฉาวงใหญ่
“นายพูดจาตื้นเขินเกินไปแล้ว เสี่ยวเสี่ยวของฉันดีไปหมดทุกตรงนั่นแหละ”
“แล้วตรงไหนที่ว่าดีล่ะ?”
หยวนเฉาถามต่อด้วยความเบื่อหน่ายระหว่างการเดินทาง พอเห็นท่าทางคลั่งรักของเกาเจี้ยซิงแล้วก็นึกอยากจะแหย่เล่นสักหน่อย
แต่เกาเจี้ยซิงไม่ได้หลงกลตอบตามที่หยวนเฉาต้องการ
“เรื่องอะไรฉันต้องบอกนายด้วย”
ความดีงามของเสี่ยวเสี่ยว ให้เขารู้คนเดียวก็พอแล้ว ต่อให้เป็นหยวนเฉา เขาก็ไม่มีวันบอกหรอก
“ฉันเป็นลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวเสี่ยวนะ” หยวนเฉาย้าง
เกาเจี้ยซิงสวนกลับทันควัน “ขนาดนายเป็นลูกพี่ลูกน้องยังไม่รู้เลยว่าเสี่ยวเสี่ยวดีตรงไหน งั้นฉันก็ยิ่งไม่ควรบอกนายเข้าไปใหญ่”
หยวนเฉาได้แต่กลอกตาอย่างจนใจ แม้เซี่ยเสี่ยวจะเป็นญาติผู้น้อง แต่ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนแทบไม่ค่อยได้สุงสิงกัน บางทีหลายปีถึงจะได้เจอกันสักครั้ง การเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือของเซี่ยเสี่ยวทำเอาหยวนเฉาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตา คงต้องใช้คำว่า ‘สาวน้อยสิบแปดมงกุฎแปลงโฉม’ มาอธิบายถึงจะเห็นภาพ
เมื่อเห็นว่าหยวนเฉาเลิกเซ้าซี้แล้ว เกาเจี้ยซิงก็หันกลับไปมองเหม่ออกนอกหน้าต่างอีกครั้ง ในใจพะวักพะวนคิดถึงแต่เรื่องของเซี่ยเสี่ยวว่าเธอจะเดินทางกลับปลอดภัยหรือไม่ ความห่วงใยตีตื้นขึ้นมาจนนั่งไม่ติด
หยวนเฉาลอบมองเกาเจี้ยซิงที่ภายนอกดูสุขุมเยือกเย็น แต่การกระทำที่คอยชำเลืองมองออกนอกหน้าต่างด้วยแววตาครุ่นคิดนั้นมันฟ้องความรู้สึกในใจจนหมดเปลือก หยวนเฉาไม่ได้พูดอะไรต่อ การที่เกาเจี้ยซิงให้ความสำคัญกับน้องสาวของเขามากขนาดนี้ คนเป็นพี่อย่างเขาก็พลอยยินดีไปด้วย
ตัดภาพกลับมาที่สถานีรถไฟ หลังจากจัดการคืนตั๋วเรียบร้อยแล้ว เซี่ยเสี่ยวกำลังเดินออกจากสถานี แต่สายตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นกู้เว่ยกั๋วและครอบครัวของเขาเข้าอย่างจัง เธอรีบเบี่ยงตัวหลบวูบเข้าไปซ่อนในมุมอับทันที
สีหน้าของกู้เว่ยกั๋วในเวลานี้ดูย่ำแย่และไม่สบอารมณ์อย่างถึงที่สุด เขาอยากจะปลีกตัวไปหาเซี่ยเสี่ยวใจจะขาด แต่ครอบครัวกลับไม่ยอมเปิดช่องว่างให้ แถมยังจัดการนัดดูตัวให้เขาเสร็จสรรพ มิหนำซ้ำยังถือวิสาสะหมั้นหมายผู้หญิงให้เขาโดยไม่ถามความสมัครใจสักคำ
วินาทีนี้กู้เว่ยกั๋วรู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ทะเบียนบ้านของเขายังอยู่ที่ทีมการผลิต ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกจับมัดมือชกแต่งงานไปแล้วเป็นแน่
กู้เว่ยกั๋วหันไปโต้เถียงกับผู้เป็นแม่ด้วยความอัดอั้น
“แม่ครับ แม่ให้พ่อเขาทำงานในหน้าที่ของเขาไปดีๆ เถอะ ทำไมต้องเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องอื่นด้วย พลาดพลั้งขึ้นมามันจะพังกันทั้งบ้านนะครับ”
“ลูกโง่เอ๊ย เข้ามาอยู่ในวงจรนี้แล้ว คิดว่าจะถอนตัวออกไปได้ง่ายๆ หรือไง” แม่ของกู้เว่ยกั๋วสวนกลับ
“เพราะแบบนี้ ก็เลยต้องเอาชีวิตทั้งชีวิตของผมไปแลกเหรอครับ”
กู้เว่ยกั๋วตัดพ้อด้วยความเสียใจ เขาเคยคิดมาตลอดว่าในฐานะลูกชายคนเดียวของบ้าน พ่อแม่รักและตามใจเขาที่สุด พี่สาวทั้งสองคนก็ดีกับเขามาก
ตอนที่เขาต้องลงชนบทไปเป็นยุวปัญญาชน ทุกคนในบ้านต่างก็อาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้ไป หวังแค่ว่าเขาจะไปฝึกฝนหาประสบการณ์แล้วรีบหาทางย้ายกลับเข้าเมือง
แต่มาวันนี้ เพื่อความก้าวหน้าและผลประโยชน์ทางการเมือง ครอบครัวกลับบีบบังคับให้เขาหมั้นหมายกับคนที่ไม่ได้รัก กู้เว่ยกั๋วรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
[จบบท]