บทที่ 197: ชาติกำเนิด
หยางเสวี่ยหัวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวลใจ ใบหน้าของเธอฉายแววไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัดขณะเอ่ยขึ้น
“ฉันเป็นห่วงทางบ้านมาก แต่เมื่อปีก่อนที่บ้านส่งจดหมายมาบอกว่าอย่าเพิ่งกลับไป จนป่านนี้ฉันก็ยังไม่ได้รับข่าวคราวอะไรเพิ่มเติมเลย”
เซี่ยเสี่ยวได้ยินดังนั้นก็ไม่รู้จะกล่าวปลอบใจอย่างไร ได้แต่นั่งฟังเงียบๆ หยางเสวี่ยหัวจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“เสี่ยวเสี่ยว ฉันอยากจะขอลางานกลับไปดูที่บ้านสักหน่อย”
ทันทีที่ได้ยินความคิดนั้น เซี่ยเสี่ยวก็รีบส่ายหน้าคัดค้านทันที
“อย่าเลย ตอนนี้เธอกลับไปจะทำอะไรได้ รังแต่จะพาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายเปล่าๆ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเธอ พ่อแม่ของเธอจะยิ่งทุกข์ใจหนักกว่าเดิมนะ ตอนนี้เธอควรภาวนาให้น้องชายของเธออย่าเพิ่งกลับไปที่นั่นจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นน้องชายของเธอก็คงหนีไม่พ้นเรื่องยุ่งยากเหมือนกัน”
คำเตือนสติของเซี่ยเสี่ยวทำให้หยางเสวี่ยหัวสะดุ้งตกใจ ความหวาดวิตกเริ่มก่อตัวขึ้นในใจจนนั่งไม่ติด
“อย่าเพิ่งขวัญเสียไป น้องชายของเธอยังมีคุณอาอยู่ด้วย คงไม่ทำอะไรวู่วามหรอก อีกอย่างเขาขลุกอยู่แต่กับการเรียน คงไม่ได้สนใจเรื่องราววุ่นวายทางนี้เท่าไหร่นัก”
เซี่ยเสี่ยวเริ่มรู้สึกเป็นห่วงหยางเสวี่ยหัวขึ้นมาจับใจ เธอไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองนี้จะลุกลามมาถึงเพื่อนรักคนนี้หรือไม่ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่อยู่ร่วมกันมา เธอรักและผูกพันกับหยางเสวี่ยหัวประหนึ่งพี่น้องแท้ๆ ย่อมไม่อยากเห็นอีกฝ่ายต้องประสบเคราะห์กรรมใดๆ
หลังจากพูดปลอบโยนจนหยางเสวี่ยหัวเริ่มสงบลง เซี่ยเสี่ยวก็กำชับให้เพื่อนเก็บตัวอยู่แต่ในที่พัก พยายามอย่าออกไปไหนมาไหนสุ่มสี่สุ่มห้า จากนั้นเธอก็ขอตัวเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเกา
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูรั้วบ้านตระกูลเกา เซี่ยเสี่ยวก็ส่งเสียงเรียกนำเข้าไปก่อน
“ป้าเจิ้งคะ อยู่บ้านไหมคะ”
“เสี่ยวเสี่ยว กลับมาแล้วเหรอ”
เจิ้งเซี่ยงหงรีบเดินออกมาต้อนรับ สายตาของป้าเจิ้งชะเง้อมองผ่านไหล่ของเซี่ยเสี่ยวไปด้านหลังราวกับกำลังมองหาใครบางคน
เซี่ยเสี่ยวรู้ดีว่าป้าเจิ้งกำลังมองหาลูกชายคนเล็ก เธอจึงรีบเอ่ยบอกตามตรง
“ป้าเจิ้งคะ พี่เจี้ยซิงไม่ได้มาด้วยค่ะ”
เจิ้งเซี่ยงหงยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความผิดหวัง พลางบ่นอุบอิบว่าตั้งแต่วันที่เซี่ยเสี่ยวเดินทางกลับเมือง เจ้าลูกชายตัวดีก็หายหัวไปเลย มีแค่ส่งโทรเลขกลับมาแค่สองฉบับเท่านั้น
เซี่ยเสี่ยวเดินตามเจิ้งเซี่ยงหงเข้าไปในตัวบ้านพร้อมเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“ป้าคะ ในโทรเลขพี่เจี้ยซิงเขียนว่ายังไงบ้างคะ”
เจิ้งเซี่ยงหงถอนหายใจยาวก่อนตอบ
“เจ้าเด็กบ้านั่นบอกแค่ว่าไปเป็นทหารแล้ว ไม่ยอมอธิบายรายละเอียดอะไรเลย ทำเอาคนเป็นแม่ใจหายใจคว่ำไปหมด”
เมื่อเห็นท่าทางกระวนกระวายใจของหญิงสูงวัยตรงหน้า เซี่ยเสี่ยวก็ไม่อาจปิดบังความจริงได้อีกต่อไป เธอตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง
“ป้าเจิ้งคะ วันที่ฉันกลับเข้าเมือง พอลงจากรถไฟปุ๊บ ฉันก็เจอพี่เจี้ยซิงเลยค่ะ”
“เธอเจอเขาเหรอ”
น้ำเสียงของเจิ้งเซี่ยงหงสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับ
“ใช่ค่ะ ฉันพาพี่เจี้ยซิงไปฉลองปีใหม่ที่บ้านฉันด้วย”
“แล้วตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง”
เจิ้งเซี่ยงหงถามต่อทันควันด้วยความเป็นห่วง
“ฉันให้พี่เจี้ยซิงไปส่งโทรเลขกับพี่ชายของฉันค่ะ บังเอิญว่าตอนอยู่ข้างนอก พี่เจี้ยซิงได้เจอกับลูกพี่ลูกน้องของฉันแล้วก็หัวหน้าของเขา ป้าอาจจะยังไม่ทราบ ลูกพี่ลูกน้องของฉันจบจากโรงเรียนนายร้อย ตอนนี้เป็นนายทหารสัญญาบัตรอยู่ในกองทัพค่ะ”
“อ้อ ที่แท้เจี้ยซิงก็ไปเป็นทหารกับพี่ชายของเธอนี่เอง” เจิ้งเซี่ยงหงพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะบ่นพึมพำต่อ “เจ้าลูกคนนี้ก็ไม่ยอมบอกให้ชัดเจน มัวแต่อมพะนำอยู่ได้”
เซี่ยเสี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กน้อย
“ฉันรู้ค่ะว่าป้าไม่อยากให้พี่เจี้ยซิงไปเป็นทหาร”
เมื่อเซี่ยเสี่ยวพูดถึงเรื่องนี้ เจิ้งเซี่ยงหงก็โบกมือห้ามพลางถอนหายใจอย่างปลงตก
“ช่างเถอะ เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ป้าคงไปขัดขวางอะไรไม่ได้แล้วล่ะ”
เซี่ยเสี่ยวจึงเล่าเรื่องสำคัญต่อ
“ป้าคะ มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะบอก พี่เจี้ยซิงได้เจอกับผู้บังคับบัญชาของลูกพี่ลูกน้องฉัน ได้ยินว่าท่านจะได้เลื่อนเป็นหัวหน้ากองพลในอนาคต แล้วท่านก็รู้จักป้าด้วยนะคะ แต่น่าเสียดายที่ฉันลืมถามชื่อท่านมาค่ะ”
พอพูดมาถึงตรงนี้ เซี่ยเสี่ยวก็นึกเจ็บใจตัวเองที่ไม่ทันได้ถามชื่อเสียงเรียงนามของนายพลท่านนั้นไว้
“ผู้นำ? ผู้บังคับบัญชา?”
เจิ้งเซี่ยงหงขมวดคิ้วครุ่นคิด ในกองทัพมีหัวหน้าตั้งมากมาย เธอจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่าใครได้เลื่อนตำแหน่ง
“เห็นพี่เจี้ยซิงบอกว่า ลุงหัวหน้าเคยเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของท่านน่ะค่ะ”
สิ้นเสียงบอกเล่าของเซี่ยเสี่ยว เจิ้งเซี่ยงหงก็นึกออกทันที
“มู่เจิ้นไห่ เขาได้เป็นผู้ใหญ่ในกองทัพแล้วสินะ”
เจิ้งเซี่ยงหงคลี่ยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงอดีต
“ก็จริงนะ เวลาผ่านไปเกือบสามสิบปีแล้ว การที่เขาจะได้เป็นใหญ่เป็นโตก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้าเห็นด้วย เจิ้งเซี่ยงหงจึงเปลี่ยนเรื่องถามขึ้นมาดื้อๆ
“เธอกับเจี้ยซิงตกลงคบหากันแล้วใช่ไหม”
หญิงสาวก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความเขินอายก่อนพยักหน้ายอมรับ
“ใช่ค่ะ เขาบอกให้ฉันรอเขาสามปี”
“เจ้าเด็กคนนี้จริงๆ เลย”
เจิ้งเซี่ยงหงส่ายหน้าอย่างระอาใจแต่แววตาฉายความเอ็นดู
เซี่ยเสี่ยวรีบพูดแก้ต่างให้คนรัก
“ป้าคะ การได้เป็นทหารคือความฝันสูงสุดของพี่เจี้ยซิงมาตลอด ส่วนหนึ่งก็ได้รับอิทธิพลมาจากลุงหัวหน้านั่นแหละค่ะ เขาฝึกมวยทหารมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยยอมให้ใครมารังแก แล้วก็ไม่เคยยอมเสียเปรียบใคร ยิ่งป้าห้ามเขา เขาก็ยิ่งอยากพิสูจน์ตัวเอง มันกลายเป็นความมุ่งมั่นที่ฝังรากลึกไปแล้วค่ะ”
เจิ้งเซี่ยงหงพยักหน้ารับฟังเงียบๆ เซี่ยเสี่ยวจึงพูดต่อ
“ที่พี่เจี้ยซิงขยันเรียนก็เพื่อจะสอบเข้าโรงเรียนนายร้อย ตอนที่รู้ว่ามีการยกเลิกการสอบเกาเข่า เขาเสียใจจนล้มป่วยเลยนะคะ การที่เขาได้ไปเจอลูกพี่ลูกน้องของฉันกับท่านนายพลในครั้งนี้ ฉันคิดว่าเป็นวาสนา เป็นโชคชะตาที่กำหนดมาแล้วว่าพี่เจี้ยซิงเกิดมาเพื่อเป็นทหารค่ะ”
จังหวะนั้นเอง เกากั๋วเฉียงก็เดินเข้ามาในบ้านพอดี เมื่อเห็นแขกผู้มาเยือนก็ทักทาย
“สหายเซี่ยกลับมาแล้วรึ”
“สวัสดีค่ะลุงหัวหน้า” เซี่ยเสี่ยวยกมือไหว้ทักทาย
เจิ้งเซี่ยงหงรีบเล่าเรื่องมู่เจิ้นไห่ให้สามีฟังทันที เกากั๋วเฉียงหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
“ได้เป็นผู้บัญชาการแล้วรึ เขาเป็นคนเก่งมีความสามารถมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
เซี่ยเสี่ยวเห็นว่าสมควรแก่เวลาจึงไม่รบกวนเวลาครอบครัว เธอหาข้ออ้างขอตัวลากลับไปพักผ่อน
หลังจากเซี่ยเสี่ยวกลับไปได้ไม่นาน เกาเจี้ยจื๋อก็กลับเข้าบ้าน
ภายในห้องโถง เจิ้งเซี่ยงหงเอ่ยระบายความในใจกับสามีด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“พี่กั๋วเฉียง จริงๆ แล้วที่แม่พี่ด่าว่าฉันเป็นตัวซวยก็คงไม่ผิดหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน ป่านนี้พี่คงได้เป็นนายทหารยศใหญ่โตอยู่ในกองทัพไปแล้ว”
ในอดีต พี่ชายของเจิ้งเซี่ยงหงตายในสนามรบ ส่วนเกากั๋วเฉียงเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ช่วงเวลานั้นเจิ้งเซี่ยงหงไม่ต้องการให้สามีกลับไปเป็นทหารอีก เพราะไม่อยากใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวง กลัวว่าจะต้องสูญเสียเขาไป
ประกอบกับหลังจากที่ทั้งคู่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน พี่ชายทั้งสองคนของเกากั๋วเฉียงก็ทยอยเสียชีวิตไป เกากั๋วเฉียงเองก็ผ่านความเป็นความตายในสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายเมื่อได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจสู้รบต่อได้เต็มที่ เขาจึงเลือกที่จะปลดประจำการกลับบ้านเกิด
“ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก ฉันคิดทบทวนดีแล้วถึงได้ตัดสินใจกลับมา เธอคิดว่าฉันไม่กลัวตายหรือไง ฉันก็กลัวเหมือนกัน ฉันกลัวว่าถ้าฉันตายไป แล้วทิ้งเธอกับลูกๆ ไว้ข้างหลัง พวกเธอจะมีชีวิตอยู่กันยังไง แต่ในฐานะลูกผู้ชาย ในฐานะทหาร เมื่อชาติเรียกหา หน้าที่ของเราคือการสู้เพื่อชาติ ปกป้องแผ่นดิน ในเมื่อฉันบาดเจ็บในสนามรบ สภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยให้สู้ต่อ ฉันถึงเลือกกลับบ้าน อย่าเอาความผิดทั้งหมดไปลงที่ตัวเองเลย ในสนามรบความเป็นความตายมันแขวนอยู่บนเส้นด้าย คนที่รอดกลับมาได้คือคนที่มีโชคช่วยต่างหาก”
เกากั๋วเฉียงหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แม่ของฉันแกป่วยทางใจ แต่ก่อนแกไม่ได้เป็นคนแบบนี้หรอก แต่พอพี่ใหญ่กับพี่รองตายจากไป แกก็ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ตลอดหลายปีมานี้เธอต้องทนทุกข์ทรมานกับอารมณ์ของแก ฉันรู้ว่าเธอลำบากใจ”
การสูญเสียลูกชายคนโตและคนรองไปในสนามรบ ตามด้วยการจากไปของสามี แม้จะเหลือลูกชายอีกสองคน แต่ในสายตาของแม่เฒ่าเกา เกากั๋วเฉียงคือลูกอกตัญญูที่ไปคว้าเอาผู้หญิงดวงกินผัวมาทำเมีย จนทำให้ตระกูลต้องพบกับความสูญเสีย
แม่เฒ่าเกาจึงพาลเกลียดชังลูกชายคนนี้ และยิ่งเกลียดชังเจิ้งเซี่ยงหงที่นางเชื่อว่าเป็นคนล่อลวงลูกชายและนำความวิบัติมาสู่ครอบครัว
เจิ้งเซี่ยงหงเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ดี เมื่อหวนนึกถึงอดีต เธอก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา
“ไม่หรอก ฉันไม่ได้ลำบากใจอะไรเลย เป็นฉันต่างหากที่ผิดต่อพี่ ถ้าตอนนั้นฉันปกป้องเด็กคนนั้นไว้ได้ ป่านนี้เขาก็คงจะโตเท่าๆ กับเจี้ยจื๋อแล้ว... พี่กั๋วเฉียง ฉันขอโทษ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันมีเจี้ยซิงในภายหลัง ฉันคงไม่มีหน้าจะอยู่สู้หน้าพี่อีกแล้ว”
“เรื่องเก่าๆ อย่าไปรื้อฟื้นมันเลย เจี้ยจื๋อก็เป็นลูกชายของฉันเหมือนกัน” เกากั๋วเฉียงกล่าวเสียงทุ้มต่ำพลางยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้ภรรยา “เช็ดน้ำตาซะเถอะ ให้เรื่องในอดีตมันผ่านพ้นไป”
เจิ้งเซี่ยงหงสะอื้นไห้ พยักหน้ารับคำสามีแล้วปาดน้ำตาออกจากใบหน้า
[จบบท]