บทที่ 207: ลุงรองถูกจับ
เซี่ยเสี่ยวแฝงตัวอยู่ในมิติพลางเงี่ยหูฟังบทสนทนาภายในบ้านตระกูลซุนด้วยความสนใจ เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดเธอก็ชะงักไปเล็กน้อย คาดไม่ถึงเลยว่าพ่อของซุนอวี้หัวจะถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตกจนต้องนอนโรงพยาบาล
เสียงของแม่ซุนดังลอดออกมาอีกครั้ง น้ำเสียงเจือไปด้วยความเหนื่อยล้า
“พ่อของลูกรอดมาได้ครั้งนี้ก็นับว่าบุญโขแล้ว ไม่อย่างนั้นครอบครัวเราจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ลูกอย่าไปโทษน้องสาวแกเลย”
แต่ดูเหมือนพี่ชายของซุนอวี้หัวจะไม่เห็นด้วย เขาสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“รอดมาได้แล้วยังไงครับแม่ ถ้าพ่อยังแข็งแรงดีอยู่ ครอบครัวเราคงไปได้ไกลกว่านี้ แต่ดูตอนนี้สิ พอพ่อล้มป่วยลง อำนาจวาสนาก็หายวับไปกับตา ตัวผมเองทำงานอยู่ที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ก็ไม่มีใครเห็นหัว ทั้งที่เมื่อก่อนใครหน้าไหนจะกล้าเมินผมแบบนี้ ก็เพราะพ่อเข้าโรงพยาบาลนั่นแหละ!”
แม่ซุนถอนหายใจยาว “เรื่องงานการของผู้ชายแม่ไม่รู้เรื่องด้วยหรอก รู้แค่ว่าพ่อแกรอดตายมาได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว”
“แม่จะไปรู้อะไร รอดมาได้แต่ก็เหมือนตายทั้งเป็น ครั้งนี้บ้านเราไปกระตุกหนวดเสืออย่างหยางเฮ่อเข้าให้แล้ว ไม่อย่างนั้นพ่อจะเครียดจนเส้นเลือดในสมองแตกเหรอ ดูหยางเฮ่อตอนนี้สิ หน้าที่การงานรุ่งโรจน์จนฉุดไม่อยู่ ถ้าตอนนั้นยายตัวดีตกลงแต่งงานกับเขา ป่านนี้บ้านเราคงสบายไปแล้ว ดีไม่ดีจะรุ่งเรืองกว่าเดิมด้วยซ้ำ”
“แกเลิกยุ่งกับหยางเฮ่อคนนั้นได้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะแกไปเสนอหน้าตกลงกับเขาแล้วเอาชื่อน้องสาวมาอ้าง บ้านเราจะตกอยู่ในสภาพนี้ไหม” แม่ซุนเริ่มโมโหขึ้นมาบ้าง แต่ก็ทำอะไรลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไม่ได้มากนัก
“โธ่แม่... ผมก็แค่อยากให้บ้านเราก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น พ่อเป็นหัวหน้าเก่าแก่มาตั้งกี่ปีแล้ว ไม่เห็นจะได้เลื่อนตำแหน่งสักที ถ้าน้องสาวรู้จักคิดสักหน่อย ยอมเสียสละเพื่อครอบครัว เรื่องมันจะลงเอยแบบนี้ไหม”
ชายหนุ่มเว้นจังหวะหายใจก่อนจะระบายความอัดอั้นต่อ
“หยางเฮ่อมีตรงไหนไม่ดี ทั้งอำนาจ เงินทอง บารมีพร้อมสรรพ ใครได้แต่งกับเขาก็สบายไปทั้งชาติ มีหน้ามีตาในสังคม ถ้าน้องยอมแต่งงานกับเขา ป่านนี้ก็ได้กลับมาเสวยสุขในเมืองแล้ว ไม่ต้องไปตากตรำลำบากขุดดินทำนาอยู่ที่ชนบทหรอก แต่นี่อะไร กลับทำลายความหวังดีของผมจนพังยับเยิน”
เซี่ยเสี่ยวที่ฟังอยู่เงียบๆ เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้กระจ่างแจ้ง ซุนอวี้หัวคงจะปฏิเสธการแต่งงานกับหยางเฮ่อผู้ทรงอิทธิพลคนนั้น แล้วหนีออกจากบ้านกลับไปที่ทีมการผลิต ทำให้พ่อของเธอโกรธจัดจนล้มป่วย พี่ชายของซุนอวี้หัวจึงโยนความผิดทั้งหมดให้น้องสาว และนี่คงเป็นสาเหตุว่าทำไมจดหมายที่ซุนอวี้หัวส่งมาถึงไม่เคยถึงมือพ่อแม่ คงจะโดนพี่ชายคนนี้ดักเก็บไว้หมด
รอจนกระทั่งพี่ชายของซุนอวี้หัวเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากบ้านไป เซี่ยเสี่ยวจึงออกจากมิติมาปรากฏตัวในมุมลับตาคน เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินไปเคาะประตูบ้านตระกูลซุน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ลืมของอะไรไว้อีกหรือไง”
แม่ซุนตะโกนถามขณะเดินมาเปิดประตู เพราะคิดว่าเป็นลูกชายที่เพิ่งออกไปย้อนกลับมา แต่เมื่อบานประตูเปิดออกและพบหญิงสาวแปลกหน้ายืนอยู่ เธอก็ชะงักไป
“เอ่อ... แม่หนูมาหาใครจ๊ะ?”
เซี่ยเสี่ยวมองหญิงวัยกลางคนตรงหน้า รู้สึกว่าซุนอวี้หัวมีเค้าโครงหน้าคล้ายแม่อยู่หลายส่วน เธอส่งยิ้มบางๆ ให้ก่อนเอ่ยทักทาย
“คุณน้าสวัสดีค่ะ หนูอยากทราบว่าที่นี่ใช่บ้านของซุนอวี้หัวหรือเปล่าคะ?”
“ใช่จ้ะ... มีธุระอะไรเหรอ?” แม่ซุนตอบรับ พลางกวาดสายตาสำรวจหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์
“หนูเป็นเพื่อนร่วมทีมการผลิตเดียวกับซุนอวี้หัวค่ะ พอดีมีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมบ้านในเมือง ซุนอวี้หัวเลยฝากให้หนูแวะมาดูที่บ้านหน่อยว่าทุกคนสบายดีไหม”
“อ้อ... ตายจริง เพื่อนของยัยหนูนี่เอง รีบเข้ามาข้างในก่อนสิจ๊ะ”
พอได้ยินว่าเป็นเพื่อนของลูกสาว ท่าทีระแวดระวังของแม่ซุนก็เปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นทันที นางรีบเชื้อเชิญเซี่ยเสี่ยวเข้าไปในบ้าน แสดงให้เห็นว่าลึกๆ แล้วคนเป็นแม่ก็ยังคงเป็นห่วงลูกสาวจับใจ
“แล้วยัยหนูอวี้หัวเป็นยังไงบ้าง มีจดหมายฝากมาบ้างไหม?” แม่ซุนรินน้ำใส่แก้วมาวางให้ตรงหน้า พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“มีค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหยิบซองจดหมายที่เตรียมไว้ออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นส่งให้
แม่ซุนรับไปฉีกซองออกอ่านด้วยมือที่สั่นเทา กวาดสายตาไล่ไปตามตัวอักษรอย่างรวดเร็ว แต่แล้วสีหน้าที่มีความหวังก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด
“อะ... อะไรนะ! ยัยเด็กคนนี้... ยัยลูกไม่รักดีคนนี้แต่งงานแล้วเหรอ แถมยังมีลูกแล้วด้วย!”
“ใช่ค่ะคุณน้า”
เซี่ยเสี่ยวตอบรับสั้นๆ ไม่กล้าขยายความอะไรมาก และจงใจไม่เอ่ยถึงตระกูลเกา เพราะกลัวว่าถ้าบ้านซุนรู้รายละเอียดอาจจะตามไปหาเรื่องถึงถิ่น ยิ่งเมื่อกี้ได้ยินกิตติศัพท์ความน่ากลัวของหยางเฮ่อจากปากพี่ชายซุนอวี้หัว เธอยิ่งต้องระวังตัวให้มาก
“โธ่เอ๊ย... ทำไมทำอะไรไม่ปรึกษาพ่อแม่เลยนะ” แม่ซุนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความผิดหวังระคนเสียใจ
“พี่อวี้หัวเขียนจดหมายกลับมาหลายฉบับแล้วค่ะ แต่ไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับจากทางบ้านเลย เธอร้อนใจมาก เป็นห่วงทางนี้ พอรู้ว่าหนูจะเข้าเมืองเลยไหว้วานให้ช่วยมาดูให้เห็นกับตา”
เซี่ยเสี่ยวอธิบายพอสังเขป ก่อนจะลุกขึ้นยืน
“คุณน้าคะ หนูคงต้องขอตัวกลับก่อน พอดีมีธุระต้องรีบไปทำต่อค่ะ”
“อ๋อ... จ้ะๆ ขอบใจมากนะหนู”
แม่ซุนเดินมาส่งเซี่ยเสี่ยวถึงหน้าประตูบ้าน มองตามหลังหญิงสาวที่เดินจากไปจนลับสายตา เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าลืมถามชื่อแซ่ของผู้หวังดีคนนี้เสียสนิท จะตะโกนเรียกตอนนี้ก็ไม่ทันการแล้ว
เซี่ยเสี่ยวเองก็จงใจไม่แนะนำตัว เพราะบ้านเซี่ยของเธอเป็นเพียงชนชั้นกรรมาชีพหาเช้ากินค่ำ ต่างจากบ้านซุนที่มีภูมิหลังซับซ้อน เธอไม่อยากดึงครอบครัวตัวเองเข้าไปพัวพันกับปัญหาของคนอื่น
หน้าที่ของเธอจบลงแล้ว จดหมายก็ส่งถึงมือ ข่าวสารก็แจ้งแล้ว ส่วนทางบ้านซุนจะตัดสินใจตอบกลับหรือไม่ นั่นก็สุดแท้แต่เวรกรรมของแต่ละคน
หลังจากออกจากบ้านตระกูลซุน เซี่ยเสี่ยวแวะไปที่บ้านของปู่กับย่าโดยไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็น เพียงแค่แอบมองดูความเป็นอยู่ของท่านทั้งสองเพื่อให้คลายความคิดถึง เมื่อเห็นว่าปู่กับย่ายังแข็งแรงดี เธอก็เบาใจและมุ่งหน้ากลับบ้านพ่อแม่ทันที
ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่บริเวณบ้าน เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของใครบางคนก็ดังแว่วเข้าหู
“ฮือๆ... พ่อหนูถูกพวกมันจับตัวไปแล้ว พวกมันหาว่าพ่อเขียนบทความปลุกระดมจะก่อกบฏ”
หัวใจของเซี่ยเสี่ยวพลันกระตุกวูบ นั่นเสียงของเซี่ยเว่ยลูกพี่ลูกน้องของเธอนี่นา ลุงรองถูกจับงั้นเหรอ?
“เป็นไปไม่ได้ พี่รองเป็นคนรอบคอบระวังตัวแจขนาดนั้น จะไปเขียนอะไรผิดพลาดได้ยังไง” เสียงของเซี่ยเว่ยกั๋ว พ่อของเซี่ยเสี่ยวแย้งขึ้นอย่างไม่เชื่อหู
“จริงๆ นะคะอาสาม ผู้ชายคนที่พี่เยี่ยนจื่อแต่งงานด้วย... ไอ้เหลียงเหว่ยคนนั้นมันพาคนมาจับพ่อไป หนูเห็นกับตาตอนที่ไปหาพ่อพร้อมพี่ชาย พี่ชายเลยกันพวกมันไว้แล้วให้หนูรีบมาบอกอาสามนี่แหละ”
สิ้นเสียงของหลานสาว ใบหน้าของเซี่ยเว่ยกั๋วก็เคร่งเครียดลงทันตา
เซี่ยเสี่ยวที่ยืนฟังอยู่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธจัด ฝีมือสามีของเยี่ยนจื่ออีกแล้วเหรอ? เหลียงเหว่ยคนเดิมที่เคยพาคนไปไล่จับเกาเจี้ยซิงกับพี่ชายใหญ่ของเธอเมื่อคราวก่อน ครั้งนี้กล้าดีถึงขนาดมาเล่นงานลุงรองเลยเชียวหรือ
เซี่ยเสี่ยวตัดสินใจไม่ปรากฏตัวให้ครอบครัวเห็น เธอหมุนตัวออกจากบ้านแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านตระกูลจ้าวทันที เธอต้องลากคอไอ้เหลียงเหว่ยออกมาให้ได้ และภาวนาว่าลุงรองจะยังปลอดภัยดี ไม่อย่างนั้นเธอสาบานเลยว่าจะเล่นงานพวกมันให้สาสม
เมื่อมาถึงบ้านตระกูลจ้าว เซี่ยเสี่ยวกลับไม่พบร่องรอยของเฉียงจื่อและเยี่ยนจื่อ แต่กลับได้พบกับกวนหมิงลี่ที่บริเวณหน้าบ้าน
สภาพของกวนหมิงลี่ในตอนนี้ช่างแตกต่างจากที่เซี่ยเสี่ยวเคยเห็นเมื่อปีก่อนราวกับคนละคน หญิงสาวดูซูบผอมจนแก้มตอบ ผิวพรรณหม่นหมองไร้ราศี แววตาที่เคยถือดีกลับดูเลื่อนลอยว่างเปล่าเหมือนคนตายซาก คาดว่าการสูญเสียลูกในท้องไปคงทำให้เธอตกอยู่ในสภาพนี้
สำหรับกวนหมิงลี่ เด็กในท้องคือความหวังเดียวและทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต การต้องเสียลูกที่อุ้มท้องมาถึงแปดเดือนไปอย่างไม่มีวันกลับ ไม่ว่าใครก็คงแทบขาดใจตายทั้งนั้น ที่เธอยังประคองสติไม่ให้เป็นบ้าไปได้ คงเป็นเพราะแรงอาฆาตแค้นที่หล่อเลี้ยงจิตใจอยู่
ถึงกระนั้น เซี่ยเสี่ยวก็ไม่ได้นึกสงสารกวนหมิงลี่แต่อย่างใด ผู้หญิงคนนี้เนื้อแท้ก็ไม่ใช่คนดีอะไร ส่วนตระกูลจ้าวเองก็ทำตัวเองทั้งนั้น เลี้ยงลูกหลานให้เสียคน ชักนำภัยเข้าบ้าน จะไปโทษใครได้
เซี่ยเสี่ยวไม่คิดจะเสียเวลากับกวนหมิงลี่ เธอหันหลังกลับแล้วมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่คาดว่าพวกนั้นจะใช้กบดาน คนประเภทเหลียงเหว่ยหาตัวไม่ยากหรอก
ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต่างอ้างว่าตัวเองจงรักภักดี อ้างอุดมการณ์เพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม กล่าวหาคนอื่นว่าเป็นพวกขวาจัดบ้างล่ะ เป็นพวกปฏิกิริยาบ้างล่ะ แต่เนื้อแท้ก็แค่พวกใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวรังเกียจที่สุด
“ก้อนหิน ช่วยฉันหาพิกัดของเหลียงเหว่ยหน่อย”
ด้วยความช่วยเหลือจากก้อนหินจิตวิญญาณแห่งมิติ ไม่นานเซี่ยเสี่ยวก็ระบุตำแหน่งของเหลียงเหว่ยได้
ภาพที่ปรากฏในคลื่นพลังจิตทำเอาเธอขบกรามแน่น ภายในห้องสี่เหลี่ยมมืดทึบ ลุงรองเซี่ยเป่ากั๋วถูกจับมัดติดกับเก้าอี้ไม้ โดยมีเหลียงเหว่ยและเยี่ยนจื่อนั่งวางท่าอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนเฉียงจื่อยืนถือกระดาษและปากกาอยู่ข้างๆ ลุงรอง
“อารอง สิ่งที่อาเขียนลงไปมันเข้าข่ายต่อต้านการปฏิวัติ โทษหนักถึงขั้นติดคุกหัวโตเลยนะ” เฉียงจื่อเอ่ยพลางยื่นกระดาษไปตรงหน้าเซี่ยเป่ากั๋ว “แต่เห็นแก่ที่เราเป็นอาหลานกัน ผมจะไม่ทำให้เรื่องมันยุ่งยาก ขอแค่อารองยอมร่วมมือกับพวกเรา ช่วยเรายึดสำนักพิมพ์มา เท่านี้ก็วินวินกันทั้งสองฝ่าย”
“ใช่ค่ะอารอง ตอนนี้อาเป็นแค่บรรณาธิการกระจอกๆ แต่ถ้าพวกเรายึดสำนักพิมพ์ได้ อาจะได้ขึ้นเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการเลยนะ ถึงตอนนั้นทั้งสำนักพิมพ์อารองก็จะเป็นคนคุม ใหญ่ที่สุดในนั้นเลย” เยี่ยนจื่อรีบเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเกลี้ยกล่อม
เซี่ยเสี่ยวที่ลอบฟังอยู่ถึงกับบางอ้อ ที่แท้เป้าหมายของคนพวกนี้ก็คือสำนักพิมพ์ เหลียงเหว่ยคงอยากจะขยายอำนาจจึงวางแผนใช้ลุงรองของเธอเป็นหุ่นเชิด เพื่อกรุยทางเข้าไปยึดครองสำนักพิมพ์นั่นเอง
[จบบท]