บทที่ 209: ในโชคมีเคราะห์ ในเคราะห์มีโชค
ท่ามกลางคำถามมากมายที่ถาโถมเข้ามา แม้แต่ตัวเซี่ยเป่ากั๋วเองก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ทางการก็ปล่อยตัวเขาออกมาเสียดื้อๆ โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด การที่เขาได้กลับออกมาโดยสวัสดิภาพและไร้มลทินมัวหมอง ก็นับเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก ราวกับยกภูเขาออกจากอกกันถ้วนหน้า
ทว่าในขณะที่ความยินดีกำลังอบอวล เซี่ยเสี่ยวกลับกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้าน แล้วหัวใจก็กระตุกวูบเมื่อพบความผิดปกติ สมาชิกทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ขาดไปก็แต่เพียงคนเดียว... ป้าสะใภ้รองหวังจิ้นอิง
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล ทำไมเธอถึงไม่เห็นป้าสะใภ้รองเลยล่ะ
เมื่อเห็นญาติๆ เริ่มทยอยกันเดินออกจากบ้าน เซี่ยเสี่ยวก็ทำท่าจะเดินตามออกไปเพื่อสังเกตการณ์ แต่แล้วหูของเธอก็แว่วเสียงของพี่ชายคนโตดังขึ้น
“ฉันต้องไปรับน้องใหญ่นะ” เซี่ยชุนหรงพูดขึ้น
ประโยคนั้นทำให้เซี่ยเสี่ยวชะงักกึก เท้าที่กำลังจะก้าวหยุดลงทันที เธอเผลอลืมไปเสียสนิทเลยว่าเวลานี้รถไฟน่าจะใกล้เทียบชานชาลาแล้ว สถานะปัจจุบันของเธอคือคนที่เพิ่งเดินทางมาถึง ไม่ใช่คนที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ในบ้านแบบนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้น หญิงสาวจึงไม่กล้ารอช้า รีบพาตัวเองไปยังสถานีรถไฟเพื่อไปยืนรอให้พี่ชายมารับตามแผนที่ควรจะเป็น
“พี่ใหญ่ ฉันอยู่นี่”
ที่หน้าสถานีรถไฟ เซี่ยเสี่ยวมองเห็นร่างสูงของพี่ชายเดินมองหาเธออยู่แต่ไกล จึงรีบโบกมือเรียกพร้อมส่งเสียงทักทาย
“น้องใหญ่ มาถึงเร็วจังเลย” เซี่ยชุนหรงเอ่ยทักด้วยความแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นน้องสาวยืนรออยู่ก่อนแล้ว
เซี่ยเสี่ยวยิ้มกว้างกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าเธอมาถึงนานแล้ว “ใช่จ้ะ รอบนี้รถไฟทำเวลาดี ถึงก่อนกำหนดนิดหน่อย”
ระหว่างทางกลับบ้าน เซี่ยเสี่ยวฟังพี่ชายเล่าเรื่องราววุ่นวายที่เพิ่งคลี่คลายในวันนี้ ก่อนจะสบโอกาสถามถึงคนที่เธอไม่เห็นหน้า
“พี่ แล้วทำไมฉันไม่ได้ยินพี่พูดถึงป้าสะใภ้รองเลยล่ะ”
น้ำเสียงของเซี่ยชุนหรงหม่นลงเล็กน้อย “อยู่ที่โรงพยาบาลน่ะ”
“ป้าสะใภ้รองเป็นอะไร เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” เซี่ยเสี่ยวรีบถามสวนกลับไปด้วยความตกใจ
“โดนผลักตกบันไดน่ะ บาดเจ็บพอสมควรเลย กระดูกหัก ตอนนี้ก็นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล”
คำตอบของพี่ชายทำให้หัวใจของเซี่ยเสี่ยวเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น เธอรีบถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “โดนจับไปวิพากษ์วิจารณ์หรือเปล่า”
เซี่ยชุนหรงส่ายหน้าปฏิเสธ “เปล่า ไม่ได้โดนเรื่องนั้น”
ได้ยินเช่นนั้น เซี่ยเสี่ยวก็ลอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่เรื่องการเมือง แม้การถูกผลักตกบันไดจะเป็นเรื่องอันตรายและน่าเจ็บใจ แต่ตราบใดที่ไม่ถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิต และไม่ได้ถูกลากไปประจานหรือทรมานในที่สาธารณะ ก็นับว่ายังโชคดีอยู่มาก เพราะถ้าโดนข้อหาทางการเมือง เรื่องราวมันจะเลวร้ายและน่ากลัวกว่านี้หลายเท่าตัวนัก
เซี่ยชุนหรงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ “ตอนนี้โรงเรียนหลายแห่งหยุดการเรียนการสอนกันหมดแล้ว น้องรอง น้องสาม น้องสี่ ก็ไม่ได้ไปโรงเรียน ต้องอยู่กันแต่ในบ้าน”
คำพูดของพี่ชายทำให้เซี่ยเสี่ยวหวนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ ช่วงปี 1968 ขบวนการส่งเยาวชนลงสู่ชนบทกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเข้มข้น น้องสาวคนรองและน้องสาวคนที่สามคงหนีไม่พ้นต้องถูกส่งตัวไป ส่วนน้องสาวคนที่สี่ อีกสักปีสองปีก็คงต้องตามไปเช่นกัน
“พี่ การลงสู่ชนบทเนี่ย เราเลือกสถานที่เองได้ไหม” เซี่ยเสี่ยวถามหยั่งเชิง ในใจลึกๆ แอบคาดหวังว่าถ้าเลือกได้ก็คงจะดีไม่น้อย เธออยากให้น้องๆ ได้ไปอยู่ที่ทีมการผลิตเดียวกับเธอ
เซี่ยเสี่ยวรู้สึกชอบบรรยากาศของทีมการผลิตกวางหมิงมาก ที่นั่นดีกว่าที่อื่นหลายขุม ชาวบ้านส่วนใหญ่รักความสงบและเจียมเนื้อเจียมตัว ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการทำมาหากินและการเพาะปลูก มากกว่าจะมานั่งจับผิดหรือสร้างความวุ่นวายทางการเมือง
เธอคิดว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทีมการผลิตกวางหมิงได้รับยกย่องให้เป็นทีมตัวอย่าง ชาวบ้านจึงขยันขันแข็งและมีทัศนคติที่ดีกว่า บรรยากาศโดยรวมจึงน่าอยู่และปลอดภัยกว่าที่อื่น
“จะไปเลือกได้ยังไงล่ะ ทางคณะกรรมการชุมชนเขาเป็นคนจัดสรรให้ทั้งนั้น” เซี่ยชุนหรงตอบตามความเป็นจริง
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับอย่างจำนน ถ้าเป็นแบบนี้ก็คงยุ่งยากแล้ว ไม่รู้ว่าโชคชะตาจะพัดพาน้องสาวของเธอไปตกระกำลำบากที่ไหน หากถูกส่งไปไกลหูไกลตา เธอคงกินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยความเป็นห่วง
เซี่ยเสี่ยวไม่เคยลืมเลยว่าในชาติก่อน ท่านประธานมีน้องสาวเพียงสองคน และพวกเธอก็ต้องเผชิญชะตากรรมที่น่าสงสาร ตอนนี้เมื่อเธอได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้แล้ว เธอตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องปกป้องดูแลทุกคนให้ดีที่สุด
เรื่องนี้ถูกจดบันทึกไว้ในใจของเซี่ยเสี่ยวทันที เธอเริ่มวางแผนเงียบๆ ว่า ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหน เธอก็จะต้องดึงน้องๆ ไปอยู่ใกล้ตัวให้ได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องอยู่ในละแวกใกล้เคียงที่เธอสามารถดูแลและไปมาหาสู่ได้สะดวก
“พี่ เราจะไปบ้านย่ากันเหรอ” เซี่ยเสี่ยวทักขึ้นเมื่อเห็นว่าเส้นทางที่พี่ชายพาไปไม่ใช่ทางกลับบ้านของครอบครัวเธอ
เซี่ยชุนหรงพยักหน้า “อืม ไปบ้านย่ากัน ตอนนี้ลุงรองแกก็อยู่ที่นั่น”
เซี่ยเสี่ยวร้องอ๋อเบาๆ แล้วก็นั่งเงียบไปตลอดทาง
เมื่อมาถึงบ้านของย่า บรรยากาศภายในบ้านดูคึกคักเป็นพิเศษ นอกจากป้าสะใภ้รองหวังจิ้นอิงที่นอนโรงพยาบาลแล้ว สมาชิกคนอื่นๆ อยู่กันครบถ้วนหน้า แม้กระทั่งป้าใหญ่และป้ารองก็มารวมตัวกันที่นี่ด้วย
สายตาของเซี่ยเสี่ยวสะดุดเข้ากับลุงใหญ่เซี่ยเจี้ยนกั๋วที่นั่งเคียงคู่มากับจางอวิ๋น ก่อนหน้านี้ตอนที่เป็นคนนอกมองดูเรื่องราววุ่นวาย เธอไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากันจริงๆ เธอก็ตระหนักได้ว่า ผู้หญิงคนนี้คือคนที่เธอต้องเรียกว่า 'ป้าสะใภ้ใหญ่' เสียแล้ว
เรื่องสรรพนามเรียกขานนั้น เซี่ยเสี่ยวไม่ได้เก็บมาใส่ใจ สิ่งที่เธอสนใคือเนื้อแท้ของจางอวิ๋นมากกว่า ตอนนั้นเธอเพียงแค่ไม่อยากให้จ้าวเสี่ยวหลานได้ดี จึงเชียร์ให้ลุงใหญ่ลงเอยกับจางอวิ๋น แต่ตอนนี้คงต้องมาดูกันยาวๆ ว่าผู้หญิงคนนี้จะมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร
“ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่” เซี่ยเสี่ยวยกมือไหว้ทักทายอย่างมีมารยาท
เซี่ยเจี้ยนกั่อหันไปแนะนำหลานสาวให้ภรรยาใหม่รู้จัก “นี่คือเสี่ยวเสี่ยว ลูกสาวคนโตของน้องสาม คุณยังไม่เคยเจอ”
“สวัสดีจ้ะเสี่ยวเสี่ยว” จางอวิ๋นส่งยิ้มหวานให้เซี่ยเสี่ยว ก่อนจะเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงจริงใจ “เสี่ยวเสี่ยวหน้าตาสะสวยจริงๆ เลยนะ”
เซี่ยเสี่ยวยิ้มตอบอย่างเป็นมิตร “ป้าสะใภ้ใหญ่ก็สวยเหมือนกันจ้ะ”
คำชมซึ่งหน้าของหลานสาวทำเอาใบหน้าของจางอวิ๋นแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย วางตัวไม่ถูกขึ้นมาเล็กน้อย
ในเวลานี้ เซี่ยเสี่ยวสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของลุงใหญ่ได้อย่างชัดเจน ครั้งแรกที่เธอกลับมาเยี่ยมบ้าน สภาพของลุงใหญ่ยังพอดูได้ แต่ครั้งที่สองหลังจากหย่ากับจ้าวเสี่ยวหลาน ลุงใหญ่ดูทรุดโทรม หมองหม่น และไร้ซึ่งราศี แต่มาวันนี้ ลุงใหญ่กลับมาดูภูมิฐาน เสื้อผ้าหน้าผมเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน ใบหน้าเอิบอิ่มสดใสราวกับลดอายุลงไปหลายปี
เซี่ยเสี่ยวอดคิดในใจไม่ได้ว่า ผู้ชายที่มีภรรยาคอยดูแลเอาใจใส่นั้น ช่างดูดีและมีความสง่าราศีผิดกันลิบลับจริงๆ
การกลับมาของเซี่ยเสี่ยวสร้างรอยยิ้มและความดีใจให้กับทุกคนในตระกูลเซี่ย ในขณะที่เซี่ยเป่ากั๋วซึ่งเพิ่งผ่านมรสุมชีวิตมาหมาดๆ นั่งอยู่ด้วยสภาพที่ดูอิดโรยและมอมแมมเล็กน้อย
เซี่ยเสี่ยวจึงเอ่ยขึ้นว่า “ลุงรองจ๊ะ เดี๋ยวฉันจะไปเยี่ยมป้าสะใภ้รองพร้อมกับลุงนะ”
ย่าเซี่ยรีบขัดขึ้น “เจ้ารอง น้ำต้มเดือดแล้ว รีบไปอาบน้ำอาบท่าเถอะ”
เซี่ยเป่ากั๋วพยักหน้ารับคำแม่ ก่อนจะหันมาส่ายหน้าปฏิเสธหลานสาวด้วยความเกรงใจ “ไม่ต้องหรอกหลานรัก เอ็งเพิ่งเดินทางกลับมาเหนื่อยๆ พักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยไปเยี่ยมก็ได้”
พ่อและแม่ของเซี่ยเสี่ยวก็พยักหน้าเห็นด้วย แม้จะเป็นห่วงอาการของพี่สะใภ้ แต่พวกเขาก็สงสารลูกสาวที่ต้องนั่งรถไฟทางไกลมาหลายวัน ลี่เหวินจวนผู้เป็นแม่จึงเอ่ยเสริม “ใช่ลูก พักผ่อนเอาแรงก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปเยี่ยมป้าสะใภ้พร้อมแม่”
เมื่อผู้ใหญ่เห็นพ้องต้องกัน เซี่ยเสี่ยวก็ไม่ดึงดัน เธอเดินเข้าไปในครัวเพื่อช่วยงาน เห็นย่าเซี่ยกำลังจัดเตรียมอาหารและน้ำแกงบำรุงสำหรับนำไปส่งให้หวังจิ้นอิงที่โรงพยาบาล
เซี่ยเสี่ยวเดินเข้าไปใกล้หม้อน้ำแกง ในใจลังเลว่าควรจะแอบหยดน้ำพุวิเศษลงไปสักหน่อยดีไหม เพื่อให้ป้าสะใภ้รองหายวันหายคืน
แต่เมื่อฉุกคิดขึ้นได้ว่า ป้าสะใภ้รองเป็นคนบ้างานและทุ่มเทกับอาชีพครูขนาดไหน ขืนร่างกายหายดีเร็วเกินไป ก็คงไม่แคล้วต้องรีบแจ้นกลับไปที่โรงเรียน ซึ่งสถานการณ์ที่นั่นกำลังคุกรุ่นและอันตราย เซี่ยเสี่ยวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ใส่น้ำพุวิเศษลงไป
ในโชคมีเคราะห์ ในเคราะห์มีโชค คำโบราณว่าไว้ไม่ผิด แม้ตอนนี้ป้าสะใภ้รองจะต้องเจ็บตัวนอนโรงพยาบาล แต่มองในแง่ดีก็ถือว่าไม่รุนแรงถึงชีวิต และที่สำคัญ มันกลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ทำให้เธอไม่ต้องเข้าไปพัวพันกับความวุ่นวายในโรงเรียนช่วงนี้
สถานการณ์ภายนอกกำลังรุนแรงขึ้นทุกที หากป้าสะใภ้รองไม่ประสบอุบัติเหตุเสียก่อน ก็ไม่แน่ว่าอาจจะตกเป็นเป้าโจมตีได้ การโดนผลักตกบันไดก็นับว่าฟาดเคราะห์ไป ถ้าถึงขั้นโดนจับไปวิพากษ์วิจารณ์ นั่นต่างหากคือนรกของจริง
ลี่เหวินจวนเดินเข้ามาเห็นลูกสาวยืนมองสำรับอาหารอยู่ จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “หิวแล้วล่ะสิ มากินข้าวกันได้แล้วลูก”
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับ เธอกุลีกุจอช่วยแม่และย่าหยิบจับถ้วยชามลำเลียงกับข้าวออกไปวางที่โต๊ะ ไม่นานนักเซี่ยเป่ากั๋วที่อาบน้ำเสร็จก็เดินออกมาในชุดที่สะอาดตา ทุกคนจึงนั่งล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน
ระหว่างมื้ออาหาร ป้าใหญ่เซี่ยก็เอ่ยขึ้นด้วยความปรารถนาดี “เจ้ารอง คืนนี้แกนอนพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ เดี๋ยวพี่จะไปเฝ้าไข้เมียแกเอง”
“ให้ฉันไปดีกว่า พี่ใหญ่เฝ้ามาครึ่งคืนเมื่อวานแล้ว น้องเล็กก็เฝ้ามาครึ่งวัน ฉันไปเองดีกว่า เจ้ารองเอาไว้ค่อยไปวันหลังเถอะ” ป้ารองเซี่ยรีบแย้งและอาสาตัวเอง
จางอวิ๋นที่นั่งฟังอยู่นาน เอ่ยแทรกขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาอย่างเกรงใจ “ให้ฉันไปดีไหมคะ”
ด้วยความที่เพิ่งเข้ามาเป็นสะใภ้ใหม่ จางอวิ๋นจึงยังไม่มีปากมีเสียงมากนักเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าพี่สะใภ้และน้องสะใภ้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบรรดาพี่สาวน้องสาวของสามีที่มีศักดิ์ศรีค้ำคออยู่
“เธอเอาไว้ไปพรุ่งนี้เถอะ” ป้ารองเซี่ยสรุปให้
บทสรุปสุดท้ายคือป้ารองเซี่ยจะเป็นคนไปเฝ้าไข้คืนนี้ ส่วนลี่เหวินจวนที่เพิ่งเลิกงานและช่วยจางอวิ๋นทำกับข้าวเหนื่อยมาทั้งวัน อีกทั้งเซี่ยเสี่ยวก็เพิ่งกลับมาถึง พรุ่งนี้สองแม่ลูกจึงค่อยพากันไปเยี่ยม
เซี่ยเสี่ยวมองภาพความเอื้ออาทรตรงหน้าด้วยความรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ครอบครัวตระกูลเซี่ยช่างเต็มไปด้วยน้ำใจไมตรี การที่พี่น้องช่วยกันดูแลพี่สะใภ้น้องสะใภ้ อาสาไปเฝ้าไข้กันอย่างแข็งขันโดยไม่มีใครเกี่ยงงอน เป็นภาพที่หาดูได้ยาก
และเธอก็สังเกตเห็นว่า จางอวิ๋นเองก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะปรับตัวให้เข้ากับครอบครัวนี้ เธอขยันขันแข็งและกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ หากเทียบกับจ้าวเสี่ยวหลานคนเก่าแล้ว จางอวิ๋นคนนี้น่ารักและนิสัยดีกว่าเป็นกอง
[จบบท]