บทที่ 212: พี่สาวลูกพี่ลูกน้องเซี่ยเฟย
“เกอเกอ คุณว่าทำยังไงถึงจะทำให้จ้าวเฉียงกับจ้าวเยี่ยนหมดพิษสง จนไม่สามารถเป็นภัยคุกคามได้อีก”
เซี่ยเสี่ยวเอ่ยถามก้อนหินขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะกำลังขบคิดวิธีจัดการกับปัญหาเรื้อรังนี้
ตราบใดที่จ้าวเฉียงและจ้าวเยี่ยนยังคงทำตัวเป็นภัยคุกคามอยู่แบบนี้ เธอก็วางใจไม่ได้ ส่วนทางด้านเหลียงเหว่ยนั้น เดิมทีก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก หากไม่ใช่เพราะจ้าวเฉียงกับจ้าวเยี่ยนเป็นคนชักนำ เหลียงเหว่ยก็คงไม่มีทางสังเกตเห็นบ้านตระกูลเซี่ยอย่างแน่นอน
ทว่าในตอนนี้เหลียงเหว่ยเริ่มจับตามองบ้านตระกูลเซี่ยแล้ว สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวกังวลก็คือ หากเหลียงเหว่ยเกิดบ้าบิ่นทำอะไรโดยไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมขึ้นมา เรื่องราวมันจะยิ่งยุ่งยากกันไปใหญ่
“จับโจรต้องจับหัวหน้าโจร ในเมื่อเป็นแบบนั้น สู้เธอแอบไปที่หัวเตียงของเหลียงเหว่ยกลางดึก แล้วใช้พลังจิตสะกดจิตเขาไม่ดีกว่าหรือ”
ก้อนหินแนะนำออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
เมื่อสิ้นเสียงของก้อนหิน เซี่ยเสี่ยวก็แย้งกลับไปทันที
“ถ้าจะทำแบบนั้น สู้ฉันไปสะกดจิตหยางเฮ่อให้เขาสั่งห้ามไม่ให้ใครมายุ่งกับบ้านตระกูลเซี่ยไม่ดีกว่าเหรอ ขืนไปสะกดจิตเหลียงเหว่ย เกิดหมอนั่นดันสั่งให้จ้าวเฉียงกับจ้าวเยี่ยนกลับมาใช้นามสกุลเซี่ยเพื่อรับเข้าตระกูล ฉันคงรับไม่ได้หรอกนะ แบบนั้นไม่เอาด้วยเด็ดขาด”
ในใจของเซี่ยเสี่ยวนั้น เธอปรารถนาให้จ้าวเฉียงและจ้าวเยี่ยนเป็นคนตระกูลจ้าวไปตลอดชีวิต ทางที่ดีที่สุดคืออย่าได้กลับมาเหยียบย่างที่บ้านตระกูลเซี่ยอีกเลย ยิ่งไปกว่านั้น หยางเฮ่อเองก็ดูเหมือนจะมีลูกน้องในสังกัดอีกหลายคน ไม่ใช่แค่เหลียงเหว่ยเพียงคนเดียว ดังนั้นเธอจะมัวแต่ระแวงเหลียงเหว่ยจนมองข้ามคนอื่นๆ ไปก็คงไม่ได้
“เอาอย่างนั้นก็ได้”
ก้อนหินตอบรับสั้นๆ
เซี่ยเสี่ยวเองก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะลงมือในทันที เรื่องแบบนี้ต้องรอจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมที่สุด
ระหว่างทางกลับบ้าน เซี่ยเสี่ยวแวะไปดูลาดเลาที่บ้านตระกูลจ้าวเสียหน่อย เธออยากรู้ว่าสถานการณ์ของคนบ้านจ้าวในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง และพวกเขายังมีแผนการร้ายที่จะเล่นงานบ้านตระกูลเซี่ยอยู่อีกหรือไม่
ทว่าเมื่อไปถึงบ้านตระกูลจ้าว ภาพที่เห็นกลับมีเพียงความเงียบงัน คนบ้านจ้าวแต่ละคนดูซึมกะทือราวกับหุ่นไม้ที่ไร้ชีวิตชีวา เหมือนกับว่าพวกเขายอมจำนนต่อโชคชะตาไปแล้ว แต่ในใจลึกๆ พวกเขายอมแพ้แล้วจริงๆ หรือ?
เซี่ยเสี่ยวไม่อาจคาดเดาความคิดของพวกเขาได้ในทันที แม้ตอนนี้บ้านตระกูลจ้าวจะไร้ซึ่งเสียงหัวเราะ แต่การดำเนินชีวิตของพวกเขาก็ยังคงเป็นไปตามปกติ
สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือคนบ้านจ้าวระมัดระวังตัวมากขึ้น พวกเขาไม่พูดจาโผงผางหรือวางก้ามเหมือนเมื่อก่อน เมื่อเซี่ยเสี่ยวแอบฟังอยู่นานแล้วไม่ได้ยินข้อมูลอะไรที่น่าสงสัย เธอจึงตัดสินใจผละออกมา
เมื่อกลับมาถึงบ้านของย่า เซี่ยเสี่ยวก็ต้องแปลกใจเมื่อพบกับคนแปลกหน้าสองคนนั่งอยู่ภายในบ้าน แต่ทว่าหนึ่งในนั้นกลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
แม่เฒ่าเซี่ยรีบเอ่ยแนะนำด้วยรอยยิ้ม
“เสี่ยวเสี่ยว จำได้ไหมลูก นี่พี่เซี่ยเฟยของหลานไง”
เซี่ยเสี่ยวหันไปมองหญิงสาวตรงหน้า แล้วส่งยิ้มกว้างทักทายอย่างเป็นกันเอง
“พี่เซี่ยเฟย สวัสดีค่ะ หนูเสี่ยวเสี่ยวเอง”
“คุณพระช่วย!”
เซี่ยเฟยอุทานออกมาด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างขณะจ้องมองญาติผู้น้อง
“ทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ พี่แทบจะจำไม่ได้เลยจริงๆ”
“พี่เซี่ยเฟยก็พูดเกินไป คงเป็นเพราะพี่ไม่ได้เจอหนูนานมากกว่าค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี เธอรู้ตัวดีว่ารูปลักษณ์ของเธอเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ
เซี่ยเสี่ยวพิจารณาใบหน้าของเซี่ยเฟยอย่างละเอียด หญิงสาวตรงหน้าดูไม่เหมือนคนบ้านจ้าวเลยสักนิด เครื่องหน้าของเธอละม้ายคล้ายคลึงกับลุงใหญ่เซี่ยเจี้ยนกั๋ว แต่ทว่ามีความนุ่มนวลอ่อนหวานในแบบผู้หญิงผสมผสานอยู่ เซี่ยเฟยไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่ ตรงกันข้าม เธอกลับดูสวยสะดุดตาในแบบเรียบร้อยและอ่อนโยน ซึ่งในสายตาของเซี่ยเสี่ยวแล้ว พี่สาวคนนี้ดูดีกว่าจ้าวเยี่ยนอยู่หลายขุม
“เสี่ยวเสี่ยวโตขึ้นแล้วสวยหมดจดจริงๆ”
เซี่ยเฟยยังคงจ้องมองใบหน้าของน้องสาวด้วยความชื่นชมระคนทึ่ง
“พี่เซี่ยเฟยเองก็สวยมากเหมือนกันค่ะ ชมกันไปมาแบบนี้หนูเขินแย่เลย ว่าแต่... นี่คงเป็นพี่เขยใช่ไหมคะ”
เซี่ยเสี่ยวเปลี่ยนเรื่องคุย พลางหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกายเซี่ยเฟย
“ใช่จ้ะ นี่พี่เขยของเธอ ชื่ออาซาถี”
เซี่ยเฟยแนะนำสามีของเธอด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“สวัสดีค่ะพี่เขย”
เซี่ยเสี่ยวทักทายชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม
“สะ...สวัสดี”
อาซาถีตอบกลับด้วยภาษากลางที่สำเนียงแปร่งปร่าอย่างชัดเจน เขาเหลือบมองเซี่ยเสี่ยวเพียงแวบเดียว ก่อนจะรีบเบนสายตาหนีด้วยท่าทางประหม่า ราวกับไม่กล้าสบตาเธอตรงๆ
เซี่ยเฟยหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นท่าทีของสามี
“เขาก็เป็นคนแบบนี้แหละจ้ะ พี่เขยของเธอเป็นคนขี้อาย แล้วก็ค่อนข้างจะตื่นคนแปลกหน้า ถ้ายังไม่สนิทกันเขาจะทำตัวไม่ถูก เธออย่าถือสาเขาเลยนะ”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะพี่เซี่ยเฟย พี่เพิ่งจะเดินทางมาถึงใช่ไหมคะ”
เซี่ยเสี่ยวยิ้มตอบอย่างเข้าใจ เธอไม่ได้เก็บเรื่องเล็กน้อยแบบนี้มาใส่ใจ แต่จากการสังเกตในแวบแรก เธอรู้สึกว่าอาซาถีเป็นคนใช้ได้ทีเดียว เซี่ยเสี่ยวรู้ดีว่ารูปร่างหน้าตาของเธอในตอนนี้จัดว่าโดดเด่น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงมาจากการดื่มน้ำในมิติและการบำรุงดูแลตัวเอง ดังนั้นสายตาที่ผู้ชายมองมาที่เธอเป็นอย่างไร เธอย่อมดูออกได้ไม่ยาก
สำหรับอาซาถี ผู้เป็นสามีของพี่สาวและมีศักดิ์เป็นพี่เขยของเธอนั้น แววตาที่เขามองมาไม่มีความไม่บริสุทธิ์ใจแอบแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย ความสำรวมและรู้กาลเทศะของเขาทำให้เซี่ยเสี่ยวรู้สึกพอใจมาก
อาซาถีมีรูปลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นชนกลุ่มน้อยอย่างชัดเจน เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มหล่อเหลา เมื่อนั่งเคียงคู่กับเซี่ยเฟยแล้วช่างดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
ในใจลึกๆ เซี่ยเสี่ยวรู้สึกนับถือเซี่ยเฟยอยู่ไม่น้อย ในยุคสมัยนี้ความขัดแย้งเรื่องเชื้อชาติและชนกลุ่มน้อยยังคงมีอยู่ การที่เซี่ยเฟยกล้าที่จะรักและแต่งงานกับอาซาถีนั้นถือเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญมาก เซี่ยเสี่ยวได้แต่หวังว่าความรักของทั้งคู่จะยืนยาวและมั่นคงตลอดไป
“ใช่จ้ะ เพิ่งมาถึงเมื่อกี้เอง ได้ยินย่าบอกว่าเธอกับอาสะใภ้เล็กเพิ่งจะไปเยี่ยมป้าสะใภ้รองมา พี่ก็กะว่าจะไปเยี่ยมท่านเหมือนกัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซี่ยเสี่ยวจึงเสนอขึ้นว่า
“ถ้าอย่างนั้นพี่เซี่ยเฟยกับพี่เขยพักผ่อนกันก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวตอนกลางวันที่หนูต้องเอาข้าวไปส่ง เราค่อยไปพร้อมกันก็ได้”
“เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะ”
เซี่ยเฟยพยักหน้าตอบรับด้วยความยินดี
หลังจากที่เซี่ยเฟยและอาซาถีขอตัวเข้าไปพักผ่อนในห้องแล้ว เซี่ยเสี่ยวก็นั่งคุยกับแม่เฒ่าเซี่ยต่อถึงเรื่องอาการบาดเจ็บของหวังจิ้นอิง
“ย่าบอกให้เขาลาหยุดพักการสอนที่โรงเรียนไปก่อน เขาก็ไม่ยอมฟังท่าเดียว”
แม่เฒ่าเซี่ยบ่นออกมาด้วยความเป็นห่วง
“ตอนนี้ป้าสะใภ้รองคงไปสอนไม่ได้แล้วล่ะค่ะ ย่าไม่ต้องกังวลไปหรอก โบราณว่าเจ็บเอ็นปวดกระดูกต้องพักร้อยวัน ป้าสะใภ้รองคงต้องนอนพักรักษาตัวอีกหลายเดือนกว่าจะหายดี”
แม่เฒ่าเซี่ยพยักหน้าเบาๆ
“ย่าก็หวังดีกับเขา กลัวว่าพออาการดีขึ้นหน่อยก็จะดื้อรั้นกลับไปสอนอีก ย่าวางใจไม่ลงจริงๆ ลุงรองของหลานก็เหมือนกัน ทำไมถึงไม่รู้จักห้ามปรามภรรยาบ้างเลยนะ”
เซี่ยเสี่ยวคิดในใจว่า หากไม่ใช่คนที่ผ่านประสบการณ์ในยุคสมัยนี้มาด้วยตัวเอง คงยากที่จะเข้าใจถึงอันตรายที่แฝงอยู่รอบตัว ในเมื่อทุกคนต่างก็ใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้ หากภัยยังไม่มาถึงตัว ใครเล่าจะตระหนักถึงความน่ากลัวนั้น
แม้เซี่ยเสี่ยวจะไม่ใช่คนที่เกิดในยุคนี้โดยตรง แต่เธอก็เคยได้ยินเรื่องเล่าและศึกษาประวัติศาสตร์มาก่อน จึงพอจะรับรู้ถึงความโหดร้ายของช่วงเวลานี้ได้บ้าง ทว่าสิ่งที่เธอรู้ก็เป็นเพียงภาพรวมกว้างๆ เธอไม่ใช่ผู้วิเศษหยั่งรู้อนาคต ที่จะล่วงรู้ได้ว่าเคราะห์กรรมอะไรจะถาโถมเข้ามาใส่บ้านตระกูลเซี่ยอีก
ขณะที่กำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น ประตูห้องพักก็เปิดออก เซี่ยเฟยเดินออกมาด้วยสีหน้าสดใส
“พี่เซี่ยเฟย ทำไมไม่นอนพักสักหน่อยล่ะคะ” เซี่ยเสี่ยวเอ่ยทัก
“พี่นอนไม่หลับจ้ะ บนรถก็นอนมาบ้างแล้ว ตลอดทางเขาก็คอยดูแลพี่ตลอด ตอนนี้เขาหลับไปแล้ว พี่เลยออกมาหาเพื่อนคุยดีกว่า”
พูดจบเซี่ยเฟยก็เดินมานั่งลงข้างๆ เซี่ยเสี่ยว พร้อมกับสอบถามถึงความเป็นอยู่ที่ทีมการผลิตกวางหมิง
เซี่ยเสี่ยวเล่าเรื่องราวต่างๆ ในทีมการผลิตกวางหมิงให้พี่สาวฟังอย่างออกรส ทำให้เซี่ยเฟยอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
“ตอนที่พี่ไปถึงที่นั่นใหม่ๆ ลำบากมากเลยนะ คนที่นั่นกีดกันคนต่างถิ่นมาก คนนิสัยไม่ดีบางคนถึงกับถ่มน้ำลายใส่เราด้วยซ้ำ แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่รู้ประสีประสา ก็ยังปาก้อนหินไล่พวกเรา ให้พวกเราออกไปจากหมู่บ้าน”
แววตาของเซี่ยเฟยหม่นลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอดีต
“ช่วงแรกที่ไปถึง ชีวิตมันยากเข็ญจนแทบไม่อยากหายใจ อาหารการกินก็ไม่มี พี่ต้องกินเปลือกไม้กินใบประทังชีวิต อะไรที่พอจะยัดเข้าปากได้พี่ก็กินหมด ตอนนั้นพี่นึกว่าจะต้องอดตายอยู่ที่นั่นเสียแล้ว พวกเรากลุ่มยุวปัญญาชนพยายามทำไร่ทำนากันอย่างหนัก แต่ผลผลิตที่ได้กลับน้อยนิด บางที่ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น เล่นเอาพวกเราเครียดจนหัวแทบระเบิด”
เซี่ยเสี่ยวรับฟังเรื่องราวความยากลำบากของเซี่ยเฟยแล้วก็รู้สึกสะเทือนใจ และยิ่งทำให้เธอตระหนักว่าทีมการผลิตกวางหมิงที่เธออยู่นั้นโชคดีเพียงใด
“ตอนที่พวกเราไปถึงใหม่ๆ ทำนาไม่เป็นกันเลยสักคน แยกแยะต้นกล้ากับวัชพืชยังไม่ออกด้วยซ้ำ ช่วงนั้นมันทรมานมากจริงๆ แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้นแล้วล่ะ”
แม้เซี่ยเฟยจะเล่าออกมาเพียงไม่กี่ประโยค แต่เซี่ยเสี่ยวก็สัมผัสได้ถึงความทุกข์ยากแสนสาหัสที่พี่สาวต้องเผชิญ
“แล้วพี่กับพี่เขยไปรู้จักกันได้ยังไงคะ”
เซี่ยเสี่ยวถามเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
เมื่อเอ่ยถึงอาซาถี ดวงตาของเซี่ยเฟยก็กลับมาเปล่งประกายสดใสอีกครั้ง รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เขาเหรอ... เขาเป็นวีรบุรุษในถิ่นนั้นเลยนะ มีหลายครั้งที่พี่โดนคนท้องถิ่นรังแก ก็ได้เขานี่แหละที่เข้ามาช่วยเอาไว้ เขาบอกพี่ว่าเขารักแรกพบกับพี่เลยนะ ทุกครั้งที่พี่เดินผ่าน เขาจะร้องเพลงให้พี่ฟัง ถึงพี่จะฟังไม่ออกว่าเขาร้องว่าอะไร แต่ทำนองมันไพเราะจับใจมากจริงๆ”
เซี่ยเสี่ยวมองดูพี่สาวด้วยสายตาชื่นชมระคนอิจฉาเล็กๆ จินตนาการภาพตามคำบอกเล่าแล้วก็รู้สึกว่ามันช่างโรแมนติกเหลือเกิน
ชนกลุ่มน้อยมักจะมีพรสวรรค์ด้านการร้องรำทำเพลงอยู่ในสายเลือด มันเป็นวัฒนธรรมที่งดงามและมีเสน่ห์เฉพาะตัว เซี่ยเสี่ยวเองในชาติก่อนก็เคยเรียนเต้นระบำชนเผ่ามาบ้าง จึงพอจะเข้าใจถึงมนต์เสน่ห์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
[จบบท]