บทที่ 213: เกี๊ยวตัวอ้วนกลมสีขาว
แม่เฒ่าเซี่ยฟังพวกหลานสาวคุยกันมาถึงตรงนี้ก็ไม่ได้อยู่ฟังต่อแล้ว หญิงชราเดินออกไปดูแปลงผักที่ลานบ้าน ปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวกับเซี่ยเฟยสองพี่น้องนั่งคุยกันตามลำพัง
"พี่ได้ยินย่าบอกว่าแฟนของเธอก็เป็นคนท้องถิ่นเหมือนกัน นึกไม่ถึงเลยนะว่าพวกเราลงชนบทไปแล้วจะได้คนท้องถิ่นเป็นแฟนกันทั้งคู่" เซี่ยเฟยเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจเล็กน้อย
"พวกเราก็คนชาติเดียวกันทั้งนั้นแหละจ้ะ" เซี่ยเสี่ยวตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "ขอแค่เขาเป็นคนขยันทำมาหากิน ดีกับฉัน มีความรับผิดชอบ และไม่มีนิสัยเลวร้ายอะไร แค่นั้นก็พอแล้ว"
ในความเป็นจริง แทบทุกสังคมมักจะมีค่านิยมหวงแหนพวกพ้องและกีดกันคนต่างถิ่น ไม่ต่างอะไรกับคนในเมืองที่มักจะมองว่าตัวเองวิเศษวิโสกว่าคนชนบท
"นั่นสินะ พี่ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน พี่รู้สึกว่าอาซาถีดีกับพี่มาก แล้วพี่ก็ชอบเขา พี่ถึงตัดสินใจแต่งงานกับเขา แต่พวกยุวปัญญาชนที่ไปรุ่นเดียวกับพี่กลับดูถูกที่พี่หาแฟนเป็นคนท้องถิ่น" เซี่ยเฟยพูดด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้ม สีหน้าหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด "ขนาดคนที่เคยสนิทกันยังตีตัวออกห่างพี่เลย"
เซี่ยเสี่ยวได้ฟังแล้วก็รู้สึกพูดไม่ออก คนเรานี่ก็มีหลากหลายประเภทจริงๆ เธอจึงพูดปลอบใจไปว่า
"พี่อย่าไปสนใจคนพวกนั้นเลย ใช้ชีวิตกับพี่เขยให้มีความสุขก็พอ แล้วถ้าวันข้างหน้ามีโอกาสได้กลับเข้าเมือง พี่ก็พาพี่เขยกลับมาด้วยกันสิ"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เซี่ยเสี่ยวก็ชะงักไปเล็กน้อย เพราะโอกาสที่จะได้กลับเข้าเมืองนั้นไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ง่ายๆ เธอจึงเอ่ยถามเซี่ยเฟยต่อว่า "ว่าแต่พี่เขยเคยเรียนหนังสือมาบ้างไหม"
เซี่ยเฟยตอบเสียงอ่อย "ก็เคยเรียนแค่ชั้นประถม พออ่านออกเขียนได้ไม่กี่ตัวเท่านั้นแหละ"
"งั้นก็ไม่เป็นไรนี่นา พี่เฟยจบตั้งมัธยมปลาย พี่ก็สอนหนังสือให้พี่เขยสิ พี่มีความรู้ตั้งขนาดนี้ จะปล่อยให้สามีตัวเองเป็นคนไม่รู้หนังสือได้ยังไง อีกอย่างเผื่อในอนาคตมีโอกาสได้ย้ายกลับเข้าเมือง ถ้าพี่เขยความรู้น้อยจะหางานลำบากเอานะ"
"จริงด้วย พี่ต้องตั้งใจสอนเขาจริงๆ จังๆ แล้วล่ะ" เซี่ยเฟยพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะคนที่ถูกส่งมาอยู่ชนบททุกคนต่างก็มีความฝันลึกๆ ว่าจะได้กลับไปใช้ชีวิตในเมือง
เซี่ยเสี่ยวรีบเตือนด้วยความหวังดี "แต่พี่เฟยสอนแค่ความรู้ในตำราเรียนก็พอนะ เรื่องอื่นอย่าไปสอนสุ่มสี่สุ่มห้าล่ะ"
"เธอวางใจเถอะ เรื่องแค่นี้ทำไมพี่จะไม่รู้"
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับรู้ แต่แล้วสีหน้าของเซี่ยเฟยก็กลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง
"พี่แต่งงานกับพี่เขยของเธอแล้ว แต่ท้องก็ยังไม่ป่องสักที ครั้งนี้ที่กลับมาพี่ก็กะว่าจะไปหาหมอที่โรงพยาบาลด้วย บ้านของอาซาถีมีเขาเป็นลูกชายคนเดียว คนที่นั่นค่อนข้างกีดกันคนต่างถิ่นแบบพวกเรา พ่อแม่เขาเลยไม่ค่อยพอใจพี่เท่าไหร่ ยิ่งพวกเราอายุมากขึ้นทุกวัน พี่ก็ยิ่งร้อนใจ กลัวไปสารพัดเลย"
เซี่ยเสี่ยวเข้าใจความรู้สึกของเซี่ยเฟยดี แต่ตัวเธอเองก็ไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ และไม่รู้รายละเอียดสุขภาพของทั้งเซี่ยเฟยและอาซาถี จึงได้แต่แนะนำไปว่า
"งั้นก็ดีเลย เดี๋ยวพวกเราไปส่งข้าวให้อาสะใภ้รองที่โรงพยาบาล พี่กับพี่เขยก็ถือโอกาสให้หมอตรวจดูเลยสิ"
"พี่ตรวจคนเดียวก็พอ เขาไม่ต้องตรวจหรอก" เซี่ยเฟยแย้งเบาๆ "คือประจำเดือนของพี่มันมาไม่ค่อยปกติ แถมเวลามาทีไรก็ปวดท้องหนักทุกที แม่ของเขาเคยต้มยามาให้กิน แต่พอกินไปสองครั้งอาการก็ไม่ดีขึ้น พี่เลยไม่กล้ากินต่อ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นยาอะไร"
"พี่เขยก็ต้องตรวจด้วยสิ เรื่องมีลูกมันเป็นเรื่องของคนสองคนนะ พี่ยังไงก็ต้องพาพี่เขยไปตรวจพร้อมกัน ในเมื่อไปถึงโรงพยาบาลด้วยกันแล้ว ก็ตรวจคู่กันไปเลยสิ"
สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ก็คือ เกิดพี่ไม่ได้เป็นอะไร แต่ปัญหาอยู่ที่พี่เขยล่ะ แม้เธอจะไม่ได้พูดประโยคนั้นออกไป แต่เธอก็ยังหวังให้เซี่ยเฟยพาอาซาถีไปตรวจร่างกายด้วยกัน แม้ทั้งคู่จะเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นานมาก แต่อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว การไปตรวจให้แน่ใจย่อมดีที่สุด
เซี่ยเฟยพยักหน้ายอมรับคำแนะนำ เซี่ยเสี่ยวจึงพูดต่อว่า "พี่เฟยไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวฉันขอตัวไปทำงานบ้านก่อน"
อันที่จริงตอนนี้ก็ไม่ค่อยมีงานอะไรให้ทำมากนัก พวกเสื้อผ้าเซี่ยจิ้งกับน้องๆ ก็ขนไปซักกันเรียบร้อยแล้ว เมื่อเช้าเซี่ยเสี่ยวถาม ก้อนหิน มาแล้วว่าวันนี้แดดดี เธอเลยสั่งให้น้องๆ รื้อผ้าห่มออกมาซัก รวมไปถึงผ้าปูที่นอน เสื่อ และมุ้งกันยุง ทุกอย่างถูกนำไปซักจนสะอาดเอี่ยม
เวลานี้พวกเซี่ยจิ้งกำลังง่วนอยู่กับการตากผ้าและทำงานจิปาถะ เซี่ยเสี่ยวจึงไม่ได้เข้าไปช่วย แต่เลือกที่จะเดินเข้าครัวเพื่อเตรียมวัตถุดิบทำอาหารแทน
เซี่ยเฟยเห็นดังนั้นจึงเดินตามเข้ามาช่วยเซี่ยเสี่ยวทำความสะอาดครัว พร้อมกับชวนคุยไปด้วย
"พี่เฟยกลับมาคราวนี้ ได้บอกลุงใหญ่หรือยังจ๊ะ" เซี่ยเสี่ยวถามขึ้น
เซี่ยเฟยส่ายหน้า "ย่าบอกว่าพ่อกับน้าจะกลับมาตอนบ่ายน่ะ"
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับ พลางคิดในใจว่าที่แม่เฒ่าเซี่ยไม่ได้ให้คนไปบอกข่าว คงเพราะไม่อยากให้จ้าวเสี่ยวหลาน รวมไปถึงเฉียงจื่อและเยี่ยนจื่อรู้เรื่องการมาของหลานสาวคนนี้กระมัง
"เรื่องของอารองพี่ได้ยินมาแล้ว พี่ชายใหญ่กับน้องเล็กนับวันยิ่งทำตัวเหลวไหล พี่ก็ไม่รู้จะพูดกับพวกเขายังไงดี พูดไปพวกเขาก็ไม่ฟังพี่หรอก" เซี่ยเฟยพูดถึงจ้าวเฉียงและจ้าวเยี่ยนด้วยความลำบากใจอย่างที่สุด
"พี่เฟยไม่ต้องพูดหรอก แล้วก็ไม่ต้องไปหาพวกเขาด้วย ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่เซี่ยเฉียงกับเซี่ยเยี่ยนคนเดิมอีกแล้ว ขนาดคนบ้านจ้าวพวกเขายังทำตัวแบบนั้น แล้วนับประสาอะไรกับพวกเราคนแซ่เซี่ย"
เซี่ยเสี่ยวไม่อยากให้เซี่ยเฟยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสองพี่น้องนั่น เธออยากจะตัดขาดพวกจ้าวเฉียงกับจ้าวเยี่ยนไม่ให้มาข้องแวะกับตระกูลเซี่ยเสียด้วยซ้ำ
เซี่ยเฟยทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก คงนึกไปถึงเด็กในท้องของกวนหมิงลี่ที่ต้องเสียไป เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดดี
"ตอนที่พี่ต้องลงไปชนบท ในใจพี่มีความแค้นอยู่จริงๆ นะ ถ้าไม่ใช่เพราะปู่กับย่าดีกับพี่มาตั้งแต่เด็ก พี่คงไม่อยากกลับมาที่นี่อีกแล้ว ตอนนี้ลึกๆ พี่ก็ยังโกรธพ่อกับแม่อยู่ แต่ที่นี่ก็ยังเป็นบ้านอยู่ดี ไปตกระกำลำบากอยู่ข้างนอก ถึงจะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่ถ้าไม่ได้กลับบ้าน ในใจมันก็ไม่สงบสุขหรอก"
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้าเห็นด้วย มันเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ การมีบ้านให้กลับมาพักพิง ทำให้จิตใจรู้สึกมั่นคงขึ้น
"ตอนนี้พ่อแม่พี่ต่างคนต่างก็แต่งงานใหม่ มีครอบครัวของตัวเองกันไปหมดแล้ว พี่ก็ไม่อยากจะไปสนใจอะไรอีก ยังไงพี่ก็เป็นแค่ลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว จะไปยุ่งเรื่องทางบ้านเดิมมากก็ไม่ได้ เรื่องของพ่อแม่พี่ก็จัดการอะไรไม่ได้อยู่ดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหวังว่าพวกเขาจะมีความสุขกับครอบครัวใหม่ เลิกวุ่นวายกันเสียที อายุขนาดนี้แล้ว ขืนยังก่อเรื่องอีกคงได้กลายเป็นตัวตลกให้ชาวบ้านเขาหัวเราะเยาะ"
"ทางบ้านจ้าว พี่เฟยก็อย่าไปเลยนะ ป้าสะใภ้เสียลูกไปแบบนั้น ในใจต้องมีความแค้นแน่ๆ ฉันกลัวว่าความเกลียดชังของบ้านจ้าวจะพาลมาลงที่คนบ้านเซี่ยเรา" เซี่ยเสี่ยวพูดเตือนเซี่ยเฟยอย่างตรงไปตรงมา
เซี่ยเฟยส่ายหน้ายืนยัน "พี่ไม่ไปหรอก บางทีอาจเพราะหน้าตาพี่เหมือนพ่อมั้ง ตา ยาย แล้วก็ลุงป้าน้าอาฝั่งนั้นเลยไม่ค่อยเอ็นดูพี่ ปฏิบัติกับพี่ต่างจากพี่ชายใหญ่และน้องเล็กมาก พี่รู้ตัวมาตั้งแต่เด็กแล้ว ก็เลยไม่ค่อยสนิทกับพวกเขาเท่าไหร่ แค่นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะมีความคิดอยากเอาพี่ชายใหญ่ไปเป็นลูกชายสืบสกุลตัวเองแบบนั้น"
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้า จ้าวต้ากั๋วกับกวนหมิงลี่ต้องการให้จ้าวเฉียงไปเป็นลูกชายของตน และคนตระกูลจ้าวเองก็ต้องการให้จ้าวเฉียงไว้สืบทอดวงศ์ตระกูล ไม่อย่างนั้นเรื่องราวคงไม่บานปลายมาถึงขนาดนี้
เดิมทีเซี่ยเสี่ยวตั้งใจจะทำกับข้าวปกติ แต่พอนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาก็ชวนเซี่ยเฟยมาห่อเกี๊ยวด้วยกัน
ไม่นานนักเซี่ยจิ้ง เซี่ยหง เซี่ยหลิน และเซี่ยหัวก็กรูกันเข้ามาช่วย เซี่ยคังกับเซี่ยเว่ยที่เพิ่งกลับมาถึงก็เข้ามาร่วมวงด้วย พี่น้องหลายคนช่วยกันห่อเกี๊ยวอย่างขยันขันแข็ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
พ่อเฒ่าเซี่ยกับแม่เฒ่าเซี่ยมองดูภาพความวุ่นวายที่อบอุ่นนี้ด้วยความเบิกบานใจ ทั้งสองคนนั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าวอย่างมีความสุข
เวลานี้ทั้งเซี่ยเจี้ยนกั๋ว จางอวิ๋น หรือแม้แต่เซี่ยเว่ยกั๋วต่างก็ไม่อยู่บ้าน ส่วนพวกอาหญิงที่มาเมื่อวาน วันนี้ก็ไม่ได้แวะมา เพราะต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว ต้องดูแลบ้านช่องของตัวเอง จะให้เทียวมาหาทุกวันก็คงเป็นไปไม่ได้
ในเวลาไม่นาน เกี๊ยวตัวอ้วนกลมสีขาวนวลตาก็ถูกยกขึ้นจากหม้อร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุยชวนน้ำลายสอ มองดูแล้วน่ากินจนท้องร้อง
เซี่ยเสี่ยวหันไปบอกเซี่ยเฟยว่า "พี่เฟย ไปปลุกพี่เขยมากินเกี๊ยวเถอะจ้ะ"
เซี่ยเฟยรีบลุกไปปลุกอาซาถี ส่วนเซี่ยเสี่ยวก็หันไปปรุงน้ำจิ้มรสเด็ดเตรียมไว้หลากหลายรสชาติ ใครชอบเปรี้ยวก็จิ้มน้ำส้มสายชู ใครชอบเผ็ดก็เติมพริกได้ตามใจชอบ แค่เห็นเครื่องปรุงวางเรียงราย ตัวเธอเองยังรู้สึกหิวจนแทบทนไม่ไหว
[จบบท]