“เสี่ยวเซี่ย อย่าวิ่งเพ่นพ่านนะ!” เสียงของหวังอ้ายหัวร้องเตือนขึ้นมาทันทีที่เห็นฉันขยับตัว
ยังไม่ทันจะก้าวขาไปไหน หยางเสวี่ยหัวก็รีบปรี่เข้ามาคว้าแขนฉันเอาไว้แน่น “นั่นสิ เกาะกลุ่มกันไว้ เดี๋ยวจะหลงป่าเอาได้นะ”
ฉันได้แต่ลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สภาพของฉันตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเด็กอนุบาลที่ต้องมีผู้ปกครองคอยประกบซ้ายขวา ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะคำสั่งสายฟ้าฟาดของเกาเจี้ยซิง ก่อนหน้านี้แท้ๆ ที่ทำให้หวังอ้ายหัวกับหยางเสวี่ยหัวกลายร่างเป็นองครักษ์พิทักษ์เสี่ยวเซี่ย ชนิดที่ว่ายุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม และห้ามคลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว
นี่พวกเธอเห็นฉันเป็นเด็กสามขวบหรือไงกันนะ?
ฉันได้แต่กรอกตามองบนด้วยความอัดอั้นตันใจ แต่ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ จะดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์ สุดท้ายเลยต้องยอมจำนนเดินตามต้อยๆ ไปกับกลุ่มสาวๆ อย่างว่าง่าย ทำตัวเป็นเด็กดีช่วยกันสอดส่องมองหาเห็ดและผลไม้ป่าตามที่พวกเธอต้องการ
แต่ในใจลึกๆ ฉันแอบหมายมาดเอาไว้แล้วว่า ครั้งหน้าฉันจะต้องหาข้ออ้างแอบแวบออกมาคนเดียวให้ได้ ขืนให้เกาเจี้ยซิงหรือรูมเมตคนอื่นๆ รู้ มีหวังฉันคงไม่ได้กระดิกตัวไปไหนแน่
บนภูเขานี้มีผลไม้ป่าขึ้นอยู่เยอะพอสมควร แต่ส่วนใหญ่มรสชาติเปรี้ยวเข็ดฟันชวนน้ำลายสอแบบทรมานใจ กินลูกสองลูกแรกก็พอจะสดชื่นอยู่หรอก แต่ขืนกินมากกว่านั้นคงได้ท้องไส้ปั่นป่วนกันพอดี
จู่ๆ ต่งเหม่ยหัวก็ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “พวกเธอมาดูนี่เร็ว! ตรงนี้มีต้นผลไม้ด้วย ลูกใหญ่เบ้อเริ่มเลย!”
เสียงของเธอเรียกความสนใจจากทุกคนให้หันขวับไปมอง หลิวไห่ฮวาจากทีมการผลิตข้างเคียงรีบเดินนำเข้าไปดูเป็นคนแรก ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ระวังหน่อยนะ อย่าสุ่มสี่สุ่มห้ากินเข้าไปล่ะ ผลไม้ป่าในภูเขานี้มีพิษเยอะแยะ ถ้าไม่รู้จักอย่าเพิ่งเอาเข้าปากเชียว”
ปากก็พูดเตือนคนอื่นฉอดๆ แต่พอเดินไปถึงใต้ต้นไม้และกวาดตามองผลไม้รูปร่างแปลกตาเหล่านั้น หลิวไห่ฮวากลับหันมาสั่งยุวปัญญาชนหญิงในทีมของตัวเองหน้าตาเฉย
“เก็บพวกมันลงมาให้หมดเลย”
หวังอ้ายหัวได้ยินแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะท้วงขึ้นมา “อ้าว? เมื่อกี้เธอยังบอกอยู่เลยว่าอาจจะมีพิษไม่ใช่เหรอ?”
หลิวไห่ฮวาไม่ตอบคำถาม แต่ก้มลงหยิบผลไม้ลูกหนึ่งที่ร่วงอยู่บนพื้น ซึ่งสภาพดูช้ำๆ เน่าๆ นิดหน่อยขึ้นมา แล้วกัดเข้าไปคำโตต่อหน้าต่อตาพวกเราทุกคน
“อื้ม... หวาน!” เธอเคี้ยวตุ้ยๆ พร้อมพยักหน้าหงึกหงักอย่างพอใจ “อร่อยมาก รับรองว่าไม่มีพิษแน่นอน ฉันตามพ่อขึ้นเขามาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก ผลไม้แบบนี้ฉันอาจจะไม่เคยเห็นมาก่อนก็จริง แต่รสชาติแบบนี้กินได้ชัวร์ พวกเรารีบเก็บเถอะ เดี๋ยวเอาไปแบ่งกัน”
หวังอ้ายหัวเห็นหลิวไห่ฮวากินเข้าไปแล้วยังยืนยิ้มแป้น ไม่ได้ลงไปนอนชักดิ้นชักงอก็พยักหน้าเห็นชอบ หันมาบอกพวกเราให้เข้าไปช่วยกันเก็บ
ฉันอาศัยจังหวะชุลมุน แอบกระซิบถามเจ้าก้อนหินในจิตวิญญาณเบาๆ “นี่ก้อนหิน ผลไม้นี่มีพิษหรือเปล่า?”
“อยากรู้ก็ลองชิมดูสิ” เสียงเจ้าก้อนหินตอบกลับมาแบบกวนประสาท
ฉันแทบอยากจะมุดเข้าไปในมิติแล้วเขกหัวมันสักที พูดออกมาได้ไงว่าให้ลองชิม เกิดมันมีพิษขึ้นมาจริงๆ ฉันไม่ม่องเท่งไปเลยเหรอ ฉันไม่ใช่หมอเทวดานะยะ ถึงจะได้กล้าเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงเป็นหนูทดลองยาแบบนั้น
แต่จะว่าไป ฉันก็นับถือความใจกล้าบ้าบิ่นของหลิวไห่ฮวาจริงๆ อย่าว่าแต่ผลไม้แปลกๆ บนต้นเลย ขนาดลูกที่ตกพื้นจนช้ำขนาดนั้น เธอยังกล้าหยิบเข้าปากหน้าตาเฉย ยอมใจเลยจริงๆ
“ในมิติมีน้ำพุวิเศษอยู่ไม่ใช่เหรอ?” เสียงก้อนหินดังขึ้นอีกครั้งเหมือนเพิ่งนึกได้ “เธอก็เอาผลไม้จุ่มลงไปในน้ำพุสิ ถ้ามันมีพิษ น้ำหรือผลไม้จะเปลี่ยนเป็นสีดำทันที”
ดวงตาของฉันลุกวาวขึ้นมาทันที “จริงดิ? น้ำพุมีฟังก์ชันตรวจสอบสารพิษได้ด้วยเหรอเนี่ย สุดยอดไปเลย!”
“หรือถ้าไม่สะดวกจุ่ม ก็แค่บิผลไม้ออก แล้วเอาน้ำพุหยดลงไปสักหยด ถ้าเนื้อผลไม้เปลี่ยนเป็นสีดำ แสดงว่ามีพิษ ห้ามกินเด็ดขาด”
“แต่ตอนนี้คนอยู่กันเยอะแยะ ฉันจะแอบแวบเข้าไปในมิติได้ยังไงล่ะ” ฉันบ่นอุบอิบ พลางเหลือบมองหวังอ้ายหัวกับหยางเสวี่ยหัวที่ยังคงคอยชำเลืองมองฉันเป็นระยะ
“ยัยบ๊องเอ๊ย!” ก้อนหินถอนหายใจใส่ “ก็มีเกอเกออย่างฉันอยู่ทั้งคน จะกลัวอะไร!”
“แหม มีนายนี่มันดีจริงๆ!” ฉันยิ้มกริ่ม รีบก้มลงหยิบผลไม้เน่าๆ ลูกหนึ่งบนพื้นขึ้นมา ทำทีเป็นพิจารณาดู แล้วแอบบิมันออก อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับการปีนป่าย ให้ก้อนหินช่วยส่งน้ำพุวิเศษออกมาหยดลงบนเนื้อผลไม้
รออยู่ครู่หนึ่ง... สีของเนื้อผลไม้ยังคงเป็นปกติ ไม่มีรอยดำปรากฏขึ้นแม้แต่น้อย
“ปลอดภัยหายห่วง กินได้เลยแม่สาวน้อย” ก้อนหินยืนยัน
“แล้วมันจะเปรี้ยวไหมเนี่ย” ฉันยังลังเลนิดหน่อย เพราะเข็ดกับความเปรี้ยวของผลไม้ป่าก่อนหน้านี้จนฟันแทบโยก
“เสี่ยวเซี่ย บ่นพึมพำอะไรอยู่คนเดียวฮึ?” จู่ๆ หยางเสวี่ยหัวก็โผล่หน้าเข้ามาใกล้จนฉันสะดุ้งโหยง
“ฮะ... ฮ่าๆ เปล่าๆ ไม่มีอะไร” ฉันหัวเราะกลบเกลื่อน “ฉันแค่บ่นว่าฉันปีนต้นไม้ไม่เป็นน่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็ปีนไม่เป็นเหมือนกัน ปล่อยให้คนที่เขาคล่องๆ ปีนไปเถอะ เราคอยเก็บอยู่ข้างล่างนี่แหละ” หยางเสวี่ยหัวพูดพลางดึงเถาวัลย์แถวนั้นมานั่งขดไปมา “มาช่วยกันสานตะกร้าดีกว่า”
ฉันพยักหน้าเห็นด้วย แล้วลงมือช่วยเธอดึงเถาวัลย์มาสาน เพราะพวกเราไม่ได้เตรียมตัวมาดีเหมือนทีมการผลิตหงซิงที่มีตะกร้าสะพายหลังมาพร้อมสรรพ ส่วนพวกเราทีมการผลิตกวางหมิงตั้งใจจะเข้าเมืองแต่ดันมาเจอเพื่อนบ้านระหว่างทาง เลยเปลี่ยนแผนมาร่วมแจมด้วยแบบฉุกละหุก
ต้องยอมรับว่าคนในยุคนี้มีทักษะงานฝีมือติดตัวกันทุกคน ไม่นานนักเถาวัลย์รกๆ ก็ถูกถักทอจนกลายเป็นตะกร้าใบย่อมๆ แข็งแรงพอที่จะใส่ผลไม้และเห็ดกลับบ้านได้สบายๆ
ผ่านไปพักใหญ่ สาวๆ จากทั้งสองทีมก็ช่วยกันปลดผลไม้ลงมาจากต้นจนเกลี้ยง หวังอ้ายหัวกับหลิวไห่ฮวาทำหน้าที่เป็นคนกลางแบ่งปันผลผลิต สรุปแล้วได้กันไปคนละสองลูกถ้วน
ฉันหยิบส่วนแบ่งของตัวเองขึ้นมากัดดังกรุบ...
โอ้โห! รสสัมผัสแรกคือความกรอบ ตามมาด้วยความหวานฉ่ำชื่นใจ รสชาติคล้ายสาลี่หอมแต่มีความเป็นผลไม้เมืองร้อนมากกว่า อร่อยจนต้องยกนิ้วให้
น่าเสียดายที่มีแค่ต้นเดียว แถมต้องแบ่งกับคนอีกตั้งเยอะ สองลูกนี่กินแป๊บเดียวก็หมดแล้ว
“เสี่ยวเซี่ย เห็นต้นกล้าเล็กๆ ข้างเท้าเธอนั่นไหม? ย้ายมันเข้ามาในมิติเร็วเข้า” เสียงก้อนหินกระซิบสั่งการ
ฉันก้มมองตามคำบอก ก็เห็นต้นกล้าเล็กๆ หน้าตาเหมือนต้นแม่ไม่มีผิด “นี่ต้นอะไรเหรอ?”
“ก็ต้นเดียวกับที่เธอกินอยู่นั่นแหละ ถ้าชอบกินก็เอาเข้ามาปลูกซะสิ”
สิ้นเสียงก้อนหิน ฉันก็ไม่รอช้า อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับการกินผลไม้ แอบถอนต้นกล้านั้นส่งเข้าไปในมิติอย่างแนบเนียน
“อร่อยจริงๆ ด้วย”
“หวานกรอบมาก ไม่เคยกินผลไม้ป่าที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย”
เสียงชื่นชมดังระงมไปทั่ว ทุกคนต่างพากันติดใจในรสชาติ เพราะก่อนหน้านี้เจอแต่ของเปรี้ยว พอมาเจอของหวานกรอบลูกเท่ากำปั้นแบบนี้ ใครบ้างจะไม่ชอบ
“ลองหาดูรอบๆ อีกทีซิ เผื่อจะมีอีก” หลิวไห่ฮวาดูจะยังไม่จุใจ เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความเสียดาย พลางนึกเจ็บใจที่ชวนพวกเรามาด้วย ไม่อย่างนั้นป่านนี้ทีมของเธอคงได้ส่วนแบ่งมากกว่านี้
แต่ถึงจะช่วยกันเดินหาจนทั่วบริเวณชายป่า ก็ไม่เจอต้นแบบนี้อีกเลย ดูเหมือนจะมีแค่ต้นเดียวที่หลงมาขึ้นตรงนี้ ส่วนในป่าลึกจะมีอีกไหมนั้น ก็สุดจะคาดเดา
“ช่างเถอะ อย่าเสียเวลาหาต่อเลย” หวังอ้ายหัวตัดบท “เราเปลี่ยนไปเก็บเห็ดกับผักป่ากันดีกว่า ขืนมัวแต่หาผลไม้ ฟ้าจะมืดซะก่อน”
จริงของเธอ ผลไม้กินเล่นได้ แต่อิ่มท้องสู้ผักกับเห็ดไม่ได้ ทุกคนเลยพยักหน้าเห็นด้วยแล้วแยกย้ายกันก้มหน้าก้มตาหาของป่าต่อ
ฉันหิ้วตะกร้าเถาวัลย์ใบจิ๋วเดินตามหลังคนอื่นต้อยๆ สายตาก็สอดส่องมองหาเห็ด ดอกไหนสีฉูดฉาดสวยเกินจริงฉันเมินใส่ทันทีเพราะกลัวมีพิษ อาศัยดูตามชาวบ้านว่าเขาเก็บแบบไหนกัน
พอตะกร้าเริ่มเต็ม ฉันก็แอบถ่ายโอนของบางส่วนเข้าไปเก็บในมิติ การมีพื้นที่ส่วนตัวแบบนี้มันสะดวกสบายจริงๆ แถมระหว่างทางถ้าเจอสมุนไพรหรือต้นกล้าผลไม้น่าสนใจ ฉันก็ไม่พลาดที่จะแอบจิ๊กส่งเข้าไปปลูกในมิติด้วย
“เฮ้ย! มาดูนี่เร็ว เจอผลไข่ไก่ดงเบ้อเริ่มเลย!” หญิงสาวคนหนึ่งจากทีมหงซิงตะโกนลั่นป่า
สิ้นเสียงนั้น ฝูงชนก็กรูกันเข้าไปเหมือนฝูงผึ้งแตกรัง ฉันเองก็ไม่ยอมตกขบวน รีบวิ่งไปผสมโรงกับเขาด้วย มือไวคว้ามาได้หลายลูกเหมือนกัน
พริบตาเดียว ดงไม้เลื้อยตรงหน้าก็โล่งเตียน แม้แต่ลูกเล็กๆ เขียวๆ ก็แทบไม่เหลือ
“โอ๊ย! พวกเธอนี่นะ!” หลิวไห่ฮวาบ่นอุบอย่างหัวเสีย “ลูกเล็กๆ มันยังดิบอยู่ เปรี้ยวจี๊ดกินไม่ได้หรอก เก็บไปก็เสียของ ปล่อยให้มันโตก่อนสิ วันหลังค่อยมาเก็บใหม่!”
ฉันพยักหน้าเห็นด้วยกับหลิวไห่ฮวา ถึงเธอจะดูนักเลงไปหน่อย แต่ความคิดความอ่านถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว รู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติซะด้วย
“อร่อยจัง!” หยางเสวี่ยหัวลองบิผลไม้เปลือกสีม่วงเข้มออกแล้วชิมเนื้อสีเหลืองข้างใน “เสี่ยวเซี่ย เธอต้องลองนะ รสชาติดีมาก”
ฉันรับมาดูใกล้ๆ “เอ๊ะ? นี่มัน... ไป๋เซียงกั่ว (เสาวรส) ไม่ใช่เหรอ?”
ชาติที่แล้วฉันเคยกินบ่อยๆ กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์กับรสเปรี้ยวอมหวานแบบนี้ จำได้แม่นเลย
“เรียกว่าไป๋เซียงกั่วเหรอ? ชื่อเพราะดีนี่” หวังอ้ายหัวพยักหน้าหงึกหงัก “รสชาติดีจริงๆ เปรี้ยวๆ หวานๆ แถมกลิ่นยังหอมชื่นใจ ทางใต้นี่ดีจัง มีผลไม้แปลกๆ ให้กินเพียบเลย”
หยางเสวี่ยหัวกับต่งเหม่ยหัวพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง
คราวนี้ไม่ต้องรอให้ก้อนหินบอก ฉันรีบมองหาต้นกล้าเล็กๆ แถวนั้น แล้วจัดการขุดส่งเข้ามิติไปเรียบร้อย เตรียมขยายพันธุ์ไว้กินเองในอนาคต
การขึ้นเขาครั้งนี้ ถึงจะมีเรื่องกวนใจจากอีตาเกาเจี้ยซิงอยู่บ้าง แต่ผลประกอบการถือว่าน่าประทับใจสุดๆ ได้ทั้งของกิน ได้ทั้งต้นไม้เข้ามิติ คุ้มแสนคุ้ม
“เอ๊ะ... ว่าแต่ยุวปัญญาชนลั่วกับสหายหลิวหายไปไหนกันนะ?” จู่ๆ ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นเงาของลั่วหมิงเจ๋อกับหลิวเยว่เลยตั้งแต่แยกกันเดิน
“สงสัยจะลงเขากันไปก่อนแล้วมั้ง” หยางเสวี่ยหัวสันนิษฐาน
แต่ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะจบลง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังแว่วมาจากทางตีนเขา ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่วิ่งตึงตังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ภาพที่เห็นทำเอาพวกเราทุกคนยืนตัวแข็งทื่อ...
เกาเจี้ยจื๋อกับเพื่อนผู้ชายอีกสองสามคนกำลังวิ่งหน้าตั้ง หอบหิ้วร่างของใครบางคนมาด้วยความทุลักทุเล ร่างนั้นดูอ่อนปวกเปียกและมีเลือดซึมออกมา... นั่นมันเกาเจี้ยซิง!
และที่วิ่งกระหืดกระหอบตามหลังมาติดๆ หน้าตาตื่นตระหนกสุดขีด ก็คือลั่วหมิงเจ๋อกับหลิวเยว่ที่พวกเราเพิ่งถามหานั่นเอง!
[จบบท]