เก๋อไล่จื่อยืนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่ท่อนแขนปูดโปนด้วยความเดือดดาล จะไม่ให้เขาโมโหได้ยังไงไหว ปากก็พร่ำบอกว่าเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน แต่พอเกิดเรื่องเข้าจริง ๆ ไอ้คำว่าพี่น้องกลับกลายเป็นแค่ลมปากไร้ราคา เชื่อถืออะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
ทางด้านหลิวไห่กั๋วตอนนี้ได้แต่เดินตามหลังเก๋อไล่จื่อต้อย ๆ ปากก็พร่ำขอโทษซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด แม้ก่อนหน้านี้เขาจะอ้างเรื่องพ่อที่เป็นหัวหน้าทีมการผลิตเพื่อหนีเอาตัวรอด แต่ลึก ๆ ในใจก็รู้ดีว่าตัวเองผิดเต็มประตู ข้ออ้างพวกนั้นมันฟังไม่ขึ้นสักนิด ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนในหมู่บ้านว่าเขาทิ้งเพื่อนแล้วหนีเอาตัวรอด มีหวังเขาได้กลายเป็นตัวตลกโดนชาวบ้านถ่มน้ำลายใส่หน้าแน่
ความรู้สึกผิดทำให้หลิวไห่กั๋วไม่กล้าสู้หน้าเก๋อไล่จื่อตรง ๆ ส่วนฝั่งของหลิวเยว่และลั่วหมิงเจ๋อ เขาก็ไม่กล้าไปหักหน้าด้วยเหมือนกัน ตอนนี้เขาเริ่มนึกเสียใจแล้วว่าไม่น่าเสนอหน้าออกมาตั้งแต่แรกเลยจริง ๆ
หลิวเยว่ปรายตามองท่าทางหงอ ๆ ของหลิวไห่กั๋วด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะเชิดคางขึ้นสูงอย่างถือดี แล้วสะบัดหน้าหนีไปอีกทางเพื่อแสดงให้เห็นว่าเธออยู่เหนือกว่าคนพวกนี้
“พวกนายออกเงินไปเท่าไหร่ ฉันจะหามาคืนให้ครบทุกบาท!” เก๋อไล่จื่อตะคอกเสียงดังลั่น แววตาแข็งกร้าวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “แล้วจากนั้นก็ไสหัวออกไปจากทีมการผลิตหงซิงซะ อย่าให้ฉันเห็นหน้าพวกนายอีก ไม่อย่างนั้นเจอที่ไหนฉันจะซัดให้ร่วงที่นั่น!”
เก๋อไล่จื่อเป็นคนเลือดร้อน รักแรงเกลียดแรง แถมยังมีความเป็นนักเลงที่ยึดถือความยุติธรรมแบบสุดโต่ง ท่าทางวางก้ามไม่สำนึกของหลิวเยว่ในตอนนี้ ยิ่งเหมือนเอาน้ำมันมาราดลงบนกองไฟในใจเขาให้ลุกโชน
หลิวไห่กั๋วเห็นท่าไม่ดีรีบถลันเข้ามาห้าม “เก๋อไล่จื่อ นายใจเย็นก่อนสิ คำพูดของพวกเขาอาจจะไม่เข้าหู แต่นายก็สั่งสอนไปแล้วนี่นา ยังไงก็คนกันเอง อยู่ทีมการผลิตเดียวกัน อย่าให้เรื่องมันบานปลายไปมากกว่านี้เลยนะ”
เมื่อเห็นเก๋อไล่จื่อยังหายใจฮึดฮัด หลิวไห่กั๋วก็กระซิบเสียงเบาลงอย่างขลาดกลัว “อีกอย่างนะ สองคนนี้บ้านรวย เป็นลูกหลานคนใหญ่คนโต เราไปมีเรื่องด้วยรังแต่จะเดือดร้อนเปล่า ๆ”
อย่าว่าแต่จะไปหาเรื่องเลย ลำพังแค่พ่อของหลิวไห่กั๋วที่เป็นหัวหน้าทีมการผลิตเล็ก ๆ ในชนบท ก็ยังเทียบชั้นกับครอบครัวของสองคนนี้ไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ
เก๋อไล่จื่อตวัดสายตามองหลิวไห่กั๋วอย่างหงุดหงิด “นายจะไปกลัวหัวหดทำไมนักหนา แหกตาดูสิว่าตั้งแต่ไอ้พวกคุณหนูคุณชายพวกนี้มาถึงทีมการผลิต เคยทำประโยชน์อะไรบ้าง วัน ๆ เอาแต่ถ่วงความเจริญ งานการไม่ทำ รักความสบาย ถ้าไม่อยากลำบากก็ควรจะมุดหัวอยู่ในเมืองโน่น ลงมาแย่งข้าวชาวบ้านกินทำไม ฉันล่ะเกลียดขี้หน้าคนประเภทนี้ที่สุด ถ้าเก่งจริงก็ไปเรียกโคตรเหง้าศักราชที่บ้านมาสิ ฉันไม่สนหน้าไหนทั้งนั้นแหละ จะซัดให้หมอบกระแตเลยคอยดู!”
พอระบายอารมณ์ใส่หลิวไห่กั๋วเสร็จ เก๋อไล่จื่อก็หันขวับมาทางเซี่ยเสี่ยวที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล “สหายเซี่ย เธอเองก็ช่วยพูดเตือนสติพวกนี้หน่อยสิ”
เซี่ยเสี่ยวลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ คนอย่างเก๋อไล่จื่อมีนิสัยห่าม ๆ เหมือนพวกนักเลงหัวไม้ เธอเองก็ไม่อยากจะไปตอแยด้วยเท่าไหร่ ยิ่งฟังจากน้ำเสียงที่ด่ากราดพวกคนเมืองเมื่อกี้ ก็พอจะเดาได้ว่าเขามีอคติกับคนจากในเมืองขนาดไหน ดีไม่ดีเซี่ยเสี่ยวเองก็อาจจะถูกเหมารวมอยู่ในกลุ่มคนที่เขาเหม็นขี้หน้าไปด้วยก็ได้
การจะให้เธอออกหน้าช่วยแก้ต่างให้ลั่วหมิงเจ๋อกับหลิวเยว่ บอกตามตรงว่าเธอไม่อยากทำเลยสักนิด
แต่ทว่า... สถานที่แห่งนี้คือโรงพยาบาล แม้จะไม่ใช่ตึกสูงใหญ่ทันสมัยเหมือนโรงพยาบาลในอนาคต เป็นเพียงอาคารชั้นเดียวมุงกระเบื้องแบบบ้าน ๆ เครื่องไม้เครื่องมือไม่ครบครัน ผนังห้องก็ไม่ได้เก็บเสียงดีเดือดอะไร เสียงเอะอะโวยวายนี้ต้องดังไปรบกวนเกาเจี้ยซิงที่นอนพักฟื้นอยู่แน่ ๆ
“พี่เก๋อไล่จื่อคะ ฉันว่าให้พวกเขากลับไปก่อนเถอะค่ะ” เซี่ยเสี่ยวตัดสินใจพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในเมื่อพวกเขาไม่ได้เต็มใจ และไม่ได้สำนึกในบุญคุณที่พวกพี่ช่วยชีวิตไว้ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปบังคับขืนใจใคร อีกอย่างพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องเงินค่ารักษา ลุงหัวหน้าทีมได้ฝากเงินไว้กับพี่เจี้ยจื๋อแล้ว เดี๋ยวพี่เจี้ยจื๋อคงจะจัดการคืนเงินให้ทุกคนครบทุกบาททุกสตางค์แน่นอนค่ะ พี่ไม่ต้องห่วงนะคะ”
เซี่ยเสี่ยวนึกถึงตอนที่เกากั๋วเฉียงยื่นเงินปึกนั้นให้เกาเจี้ยจื๋อ เพื่อให้นำไปคืนเพื่อนบ้านที่ช่วยกันออกเงินสำรองจ่ายไปก่อนหน้านี้ จึงรีบหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพื่อตัดปัญหา
หลิวเยว่ตวัดสายตาจ้องเซี่ยเสี่ยวเขม็งด้วยความเคียดแค้น ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังมีความหวาดกลัวเก๋อไล่จื่ออยู่ไม่น้อย
ใบหน้าซีกหนึ่งของหลิวเยว่บวมเป่งขึ้นมาอย่างน่ากลัว รอยแดงช้ำปรากฏชัดเจนจนกลบความสวยงามที่เคยมี คราบน้ำตายังคงเปรอะเปื้อนอยู่บนแก้ม หญิงสาวเบียดตัวเข้าหาลั่วหมิงเจ๋อแน่นเพื่อหาที่พึ่งพิง
ลั่วหมิงเจ๋อเองก็มีแววตาที่เต็มไปด้วยโทสะ แต่จำต้องข่มกลั้นอารมณ์ไว้อย่างสุดความสามารถ ที่นี่คือชนบทห่างไกลความเจริญ ห่างจากเมืองหลวงตั้งหลายพันลี้ สุภาษิตที่ว่า ‘มังกรพลัดถิ่นหรือจะสู้งูเจ้าที่’ ยังคงใช้ได้ดีเสมอ โดยเฉพาะกับงูเจ้าที่ที่เป็นนักเลงหัวไม้อย่างเก๋อไล่จื่อ
ชื่อเสียงของเก๋อไล่จื่อไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเอามาล้อเล่นได้
เขาเป็นกำพร้าไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอน เติบโตมาได้ด้วยข้าวก้นบาตรและอาหารที่ชาวบ้านแบ่งปัน หรือที่เรียกว่า ‘กินข้าวร้อยบ้าน’ ในทีมการผลิตหงซิง เขาคือขาใหญ่ที่ใคร ๆ ก็รู้กิตติศัพท์เรื่องการชกต่อยเป็นอย่างดี ฝีมือเลื่องลือไปไกลถึงในตัวอำเภอ
เกาเจี้ยซิงเองก็เคยมีเรื่องชกต่อยกับเก๋อไล่จื่อมาก่อน จนกลายเป็นคู่หูที่รู้ใจกันในที่สุด คนประเภทเก๋อไล่จื่อนี้จัดว่าเป็นพวกสีเทา ๆ จะดีก็ไม่ใช่จะร้ายก็ไม่เชิง ถ้ามีคนคอยชี้นำดี ๆ ก็จะเป็นคนที่มีประโยชน์มาก แต่ถ้าไม่มีใครคอยดึงรั้งไว้ ก็อาจจะเตลิดเปิดเปิงเดินทางผิดได้ง่าย ๆ
“สหายเซี่ย นี่เป็นข้าวที่ฉันซื้อมาให้ลุงเกากับป้าเจิ้ง ฝากเธอเอาเข้าไปให้พวกเขาหน่อยนะ” เก๋อไล่จื่อรับปิ่นโตมาจากเพื่อนด้านหลัง แล้วยื่นส่งให้เซี่ยเสี่ยว
เซี่ยเสี่ยวก้มมองของในมือก็ต้องเลิกคิ้วเล็กน้อย มันคือปิ่นโตและกล่องข้าวเหล็กแบบใหม่เอี่ยมอ่อง สภาพยังมันวาวเหมือนเพิ่งออกจากร้านค้า เธอจึงอดทักไม่ได้ “พี่เก๋อไล่จื่อทำไมซื้อของใหม่มาหมดเลยล่ะคะเนี่ย แบบนี้หมดเงินไปไม่น้อยเลยนะคะ”
“ไม่เป็นไรหรอก เงินแค่นี้จะไปเทียบอะไรกับชีวิตคนได้” เก๋อไล่จื่อโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ น้ำเสียงจริงจังขึ้นมา “ถ้าฉันยังมีลมหายใจอยู่ เงินทองพวกนี้ฉันหาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ ครั้งนี้ถ้าไม่ได้เกาเจี้ยซิงเอาตัวเข้าแลก ชีวิตของฉันคงต้องจบเห่เพราะไอ้พวกตัวซวยสองคนนี้ไปแล้ว”
พูดจบ เก๋อไล่จื่อก็จงใจหันไปมองลั่วหมิงเจ๋อกับหลิวเยว่ด้วยสายตาเหยียดหยาม
ใบหน้าของลั่วหมิงเจ๋อแดงก่ำขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือความละอายใจกันแน่ เพราะความจริงก็คือ หากเก๋อไล่จื่อและคนอื่น ๆ ไม่เสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วย ป่านนี้ทั้งลั่วหมิงเจ๋อและหลิวเยว่คงกลายเป็นอาหารอันโอชะของหมีไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ทว่าหลิวเยว่กลับทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจที่ถูกตามใจจนเสียคน นอกจากจะไม่มีสมองคิดไตร่ตรองแล้ว เธอยังแสดงท่าทีโกรธขึงเมื่อได้ยินคำพูดของเก๋อไล่จื่อ แถมยังเชิดหน้าประกาศศักดาความร่ำรวยออกมาอีก “ถ้าคิดว่าเงินแค่นั้นมันไม่พอ ฉันยังมีเงินอีกเยอะแยะ ฉันจะเขียนจดหมายไปบอกให้แม่ส่งเงินมาให้อีกก็ได้!”
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าในใจ... มีเงินน่ะมันก็ดี แต่ใช่ว่าทุกคนบนโลกนี้จะยอมสยบแทบเท้าเพียงเพราะเศษเงิน หลิวเยว่ชินกับการใช้เงินฟาดหัวคนอื่นแบบนี้ สักวันคงต้องเจอดีเข้าจนได้
แต่เมื่อนึกถึงคำบอกเล่าของ ก้อนหินจิตวิญญาณ สองคนนี้ในอนาคตก็ยังคงคู่กัน และมีชีวิตสุขสบายดีไปจนแก่เฒ่า ช่วงวิกฤตปฏิวัติวัฒนธรรมดูเหมือนจะทำอะไรพวกเขาไม่ได้มากนัก
เก๋อไล่จื่อได้ยินดังนั้นก็เงื้อมือขึ้นทำท่าจะตบสั่งสอนอีกรอบ เซี่ยเสี่ยวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดขัดจังหวะ “พี่เก๋อไล่จื่อ งั้นฉันขอตัวเอาข้าวเข้าไปให้ลุงกับป้าก่อนนะคะ”
โดยส่วนตัวแล้ว เซี่ยเสี่ยวไม่ชอบเห็นผู้ชายใช้กำลังทำร้ายผู้หญิง แม้ว่าเธอจะรำคาญและเกลียดขี้หน้าหลิวเยว่มากแค่ไหน และคิดว่าหลิวเยว่สมควรโดนดัดนิสัยบ้าง แต่เมื่อครู่เก๋อไล่จื่อก็ได้ลงมือสั่งสอนไปแล้ว การจะไปซ้ำเติมอีกก็ดูไม่มีประโยชน์
หนำซ้ำหลิวเยว่ยังมีภูมิหลังทางครอบครัวที่ไม่ธรรมดา หากถูกซ้อมจนบาดเจ็บหนัก ครอบครัวของเธออาจจะเอาเรื่องจนลามปามเดือดร้อนไปถึงทีมการผลิตทั้งสองแห่งได้
นี่คือสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวไม่อยากให้เกิดขึ้น สำหรับทีมการผลิตหงซิงจะเป็นตายร้ายดียังไงเธอก็ไม่ได้สนใจมากนัก แต่กับทีมการผลิตกวางหมิง ตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกผูกพันเหมือนเป็นบ้านของตัวเอง ที่นี่จะเป็นที่ซุกหัวนอนของเธอไปอีกนับสิบปี อีกทั้งผู้คนอย่างหัวหน้าทีมเกากั๋วเฉียง ป้าเจิ้งเซี่ยงหง หรือแม้แต่พี่น้องตระกูลเกาอย่างเกาเจี้ยจื๋อและเกาเจี้ยซิง ในสายตาของเธอ พวกเขาล้วนเป็นคนดีมีน้ำใจ เซี่ยเสี่ยวไม่อยากเห็นทีมการผลิตกวางหมิงต้องมาเดือดร้อนเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ดังนั้น เธอจึงเตือนสติเก๋อไล่จื่อไปสองสามประโยค ก่อนจะหิ้วปิ่นโตและกล่องข้าวเดินตรงดิ่งเข้าไปในตัวอาคารโรงพยาบาล
“ถ้านายกล้าตบฉันอีก ฉันจะไปแจ้งความให้ตำรวจมาจับนาย!” หลิวเยว่ตะเบ็งเสียงไล่หลัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธปนกลัว ช่วงนี้ดูเหมือนเธอจะเริ่มกล้าขึ้นมาบ้าง คงเพราะเห็นว่าคนรอบข้างเริ่มเกรงใจภูมิหลังทางบ้านของเธอ จึงยื่นหน้าบวม ๆ นั้นเข้าไปท้าทายเก๋อไล่จื่ออย่างไม่ยอมลดละ ทั้งที่ในใจสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว
เซี่ยเสี่ยวที่เดินออกมาไกลพอสมควรแล้วยังได้ยินเสียงสั่นเครือของหลิวเยว่ชัดเจน เธออดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองแวบหนึ่ง เห็นลั่วหมิงเจ๋อยังคงยืนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ส่วนเก๋อไล่จื่อทำท่าจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนแม่คุณหนูจอมอวดดีอีกรอบ โดยมีหลิวไห่กั๋วคอยดึงแขนห้ามไว้อย่างทุลักทุเล
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าเบา ๆ นึกโล่งใจแทนหยางเสวี่ยหัวที่ถอนหมั้นกับผู้ชายคนนี้ไปได้ ไม่อย่างนั้นชีวิตของหยางเสวี่ยหัวคงตกนรกทั้งเป็น ลั่วหมิงเจ๋อคนนี้ นอกจากหน้าตาที่ดูดี ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน บุคลิกดูเป็นปัญญาชนผู้สุภาพอ่อนโยนและใจเย็นแล้ว เนื้อแท้ข้างในกลับไม่ใช่ลูกผู้ชายที่ใครจะฝากชีวิตไว้ได้เลย
“เก๋อไล่จื่อ! นายจะทำอะไร!” เสียงตวาดแหลมสูงดังขึ้นขัดจังหวะ
เซี่ยเสี่ยวมองเห็นหลิวไห่ฮวาวิ่งถลันเข้ามา ยืนกางแขนขวางหน้าระหว่างหลิวเยว่กับเก๋อไล่จื่อไว้ ท่าทางพร้อมจะมีเรื่องเต็มที่
“ใครอนุญาตให้นายมาแตะต้องพวกเขา!” หลิวไห่ฮวาตะคอกถามเสียงแข็ง
เก๋อไล่จื่อยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองแก้เก้อ ก่อนจะแค่นเสียงตอบ “ก็คนปากดีมันน่าโดนสั่งสอนนี่หว่า... แล้วนี่เธอเป็นอะไรมากไหมเนี่ย ทำตัวเหมือนแม่ไก่กางปีกปกป้องลูกเจี๊ยบไปได้ สนิทกันมากนักรึไง”
“หลิวเยว่เป็นพี่น้องของฉัน ต่อไปนี้นายห้ามแตะต้องเธอเด็ดขาด!” หลิวไห่ฮวาประกาศกร้าวเชิงข่มขู่
“เออ ๆ ก็ได้ ถ้าคราวหน้าพวกมันไม่มาแหยมกับฉันก่อน ฉันก็จะไม่ถือสาหาความ” เก๋อไล่จื่อพยักหน้าส่ง ๆ อย่างรำคาญ “ครั้งนี้เห็นแก่หน้าเธอหรอกนะ ฉันจะปล่อยพวกมันไป”
พูดจบ เก๋อไล่จื่อก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
[จบบท]