ทันทีที่เก๋อไล่จื่อเดินจากไป กลุ่มของหลิวไห่กั๋วก็พากันเดินตามหลังออกไปติด ๆ ราวกับลูกสมุนที่ต้องคอยตามประกบลูกพี่ ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ตรงนั้นอีกครั้ง
หลิวไห่ฮวาหันไปฉีกยิ้มกว้างให้ลั่วหมิงเจ๋อและหลิวเยว่ ทำเหมือนเรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องขี้ปะติ๋ว ก่อนจะดัดเสียงให้ดูอ่อนหวานแต่แฝงความโอ้อวดนิด ๆ
“ไม่ต้องไปสนใจหมอนั่นหรอกจ้ะ ก็แค่คนดีแต่ปาก เก่งแต่ท่าทางไปอย่างนั้นแหละ ตั้งแต่เด็กจนโตหมอนั่นไม่เคยเอาชนะฉันได้สักครั้ง เป็นแค่ลูกน้องปลายแถวของฉันเท่านั้นเอง ต่อไปถ้าเก๋อไล่จื่อมารังแกพวกเธออีก ก็มาบอกฉันได้เลยนะ เดี๋ยวฉันจะช่วยจัดการสั่งสอนเขาให้เอง”
เซี่ยเสี่ยวที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ หลิวไห่ฮวานี่ดูจะกระตือรือร้นอยากเอาหน้ากับลั่วหมิงเจ๋อและหลิวเยว่จนออกนอกหน้าเกินไปหน่อยไหมนะ?
ความเป็นจริงใครมีตาก็คงดูออกว่าเก๋อไล่จื่อตัวสูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่น แถมท่าทางคล่องแคล่วว่องไวขนาดนั้น จะมาแพ้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างหลิวไห่ฮวาได้ยังไง ที่เขาแพ้ไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้ แต่เป็นเพราะเขา ‘ยอม’ ให้ต่างหาก
อีกอย่าง หลิวไห่ฮวาเป็นถึงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของหัวหน้าทีมการผลิต ส่วนเก๋อไล่จื่อเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่เติบโตมาด้วยข้าวแดงแกงร้อนจากชาวบ้านร้อยพ่อพันแม่ ต่อให้เขาจะเป็นคนมุทะลุแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้โง่จนถึงขนาดจะกล้าลงไม้ลงมือกับลูกสาวผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้านหรอก
ดูอย่างความสัมพันธ์ของเขากับหลิวไห่กั๋วลูกชายหัวหน้าทีมการผลิตสิ ทั้งสองคนสนิทสนมกันจนแทบจะตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ เก๋อไล่จื่อเป็นคนฉลาดรู้จักทางหนีทีไล่ ถ้าเขาเป็นคนไม่มีสมองจริง ๆ ป่านนี้คงซัดหน้าหลิวไห่กั๋วคว่ำไปตั้งแต่ตอนที่อยู่ตีนเขาตอนเกาเจี้ยซิงบาดเจ็บแล้ว ไม่มายืนทำตัวเป็นพี่น้องรักกันปานจะกลืนกินอยู่แบบนี้หรอก
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าเบา ๆ เลิกสนใจละครฉากใหญ่ตรงหน้า เธอถือปิ่นโตข้าวเดินเลี่ยงไปยังมุมตึกที่ลับตาคน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น หญิงสาวก็รีบเปิดฝาปิ่นโตออกอย่างรวดเร็ว แล้วหยดน้ำพุวิเศษจากมิติลงไปในข้าวต้มสองสามหยดเพื่อเพิ่มพลังในการฟื้นฟูร่างกาย จากนั้นก็รีบปิดฝาเดินมุ่งหน้าไปยังห้องผู้ป่วยทันที
ทว่ายังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าไปในห้อง เสียงร้องไห้กระซิก ๆ ของเจิ้งเซี่ยงหงก็ลอยลอดออกมาเข้าหูเธอเสียก่อน
“เจี้ยจื๋อ... แม่ไม่ได้เป็นอะไรลูก แม่ไม่ได้เจ็บตรงไหนเลย จริง ๆ นะ... ลูกอย่าโกรธไปเลยนะ” น้ำเสียงของคนเป็นแม่สั่นเครือ พยายามปลอบประโลมลูกชายคนโตที่กำลังโกรธจัด
“จะไม่ให้ผมโกรธได้ยังไงแม่! ดูมือแม่สิ บวมเป่งขนาดนี้ แถมหนังถลอกจนเลือดซึมออกมาแล้วเนี่ย! ย่าจะตีแม่ แม่ก็ยืนเฉย ๆ ให้เขาตีงั้นเหรอ? ทำไมแม่ไม่หลบออกมาบ้างล่ะครับ!” เกาเจี้ยจื๋อระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ ก่อนจะหันไปพาลใส่ผู้เป็นพ่อที่นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ
“พ่อครับ! แม่แต่งงานกับพ่อมาตั้งกี่สิบปีแล้ว มีลูกมีเต้าให้พ่อตั้งกี่คน ต่อให้ไม่มีความดีความชอบอะไร แต่ก็น่าจะเห็นแก่ความเหนื่อยยากของแม่บ้าง พ่อจะมัวแต่นั่งดูดายปล่อยให้ย่ารังแกแม่อยู่แบบนี้ตลอดไปไม่ได้นะพ่อ!”
เกากั๋วเฉียงที่นั่งก้มหน้าอยู่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เอ่ยเสียงเรียบ “เจี้ยซิงยังไม่ฟื้นเลย แกจะมาพูดเรื่องพวกนี้ตอนนี้ทำไม”
เกาเจี้ยจื๋อมองพ่อตัวเองด้วยสายตาผิดหวังระคนโมโห พ่อของเขาก็เป็นแบบนี้เสมอ ปกติก็ดีกับแม่ทุกอย่าง แต่พออยู่ต่อหน้าย่าทีไร พ่อก็กลายเป็นใบ้กินยาไม่ถูกทุกที ปล่อยให้แม่โดนย่าโขกสับมาตั้งแต่เขาจำความได้ หัวใจคนเป็นลูกมันเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นภาพแบบนี้
“เจี้ยจื๋อ พอเถอะลูก... ออกไปข้างนอกกับแม่เถอะ” เจิ้งเซี่ยงหงพยายามจะดึงแขนลูกชายให้ออกไปสงบสติอารมณ์ข้างนอก เพราะไม่อยากให้ลูกทะเลาะกับพ่อ
แต่ยิ่งเห็นแม่ยอมลงให้พ่อ ยอมก้มหัวให้คนอื่นกดขี่แบบนี้ เกาเจี้ยจื๋อก็ยิ่งไม่อยากจะเดินหนีไปไหน “แม่! ทำไมแม่ไม่ให้ผมพูด! ยิ่งแม่ยอมก้มหัวให้เขาแบบนี้ เขาก็ยิ่งได้ใจ ยิ่งรังแกแม่หนักกว่าเดิมนะรู้ไหม!”
“หนวกหูชะมัด...”
เสียงแหบพร่าและแผ่วเบาดังขึ้นมาจากบนเตียงคนป่วย เรียกความสนใจของทุกคนในห้องให้หันขวับไปมองทันที เกาเจี้ยซิงที่นอนนิ่งมานานเริ่มขยับตัวเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเป็นปมด้วยความรำคาญเสียงเอะอะโวยวาย
เกากั๋วเฉียงรีบกระเด้งตัวลุกขึ้นทันที “เจี้ยจื๋อ! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ น้องตื่นแล้วเห็นไหม อย่าเสียงดังรบกวนน้อง!”
เจิ้งเซี่ยงหงมองลูกชายคนโตด้วยสายตาเว้าวอนขอร้อง เกาเจี้ยจื๋อได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างหมดแรง รู้สึกหงุดหงิดตัวเองที่ช่วยอะไรแม่ไม่ได้ แม่ของเขาเวลาดุลูก ๆ นี่อย่างกับแม่เสือ แต่พออยู่ต่อหน้าพ่อกับย่ากลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ มีลูกตั้งห้าคนแล้วยังไม่กล้าลุกขึ้นมาสู้เพื่อตัวเองสักที
“เจี้ยซิง! ลูกฟื้นแล้วเหรอ? เป็นยังไงบ้างลูก ยังเจ็บตรงไหนอยู่ไหม? เดี๋ยวแม่ไปตามหมอมาดูอาการนะ” เจิ้งเซี่ยงหงละล่ำละลักถามด้วยความดีใจ
เซี่ยเสี่ยวที่แอบฟังอยู่หน้าห้องได้ยินดังนั้นก็รีบกระโดดหลบฉากไปยืนพิงกำแพงทำเนียนมองนกมองไม้ทันที ประตูห้องเปิดผัวะออกมา เจิ้งเซี่ยงหงรีบวิ่งหน้าตื่นไปตามหมอโดยไม่ทันสังเกตเห็นเธอ
เมื่อทางสะดวก เซี่ยเสี่ยวจึงค่อย ๆ เดินถือปิ่นโตเข้าไปในห้องพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“ลุงหัวหน้า พี่เจี้ยจื๋อ... พี่เจี้ยซิงฟื้นแล้วเหรอคะ นี่ค่ะ เก๋อไล่จื่อเขาฝากให้ฉันเอาข้าวต้มมาส่ง พอดีเลย พี่เจี้ยซิงเพิ่งฟื้นน่าจะหิว พวกคุณลุงกับพี่เจี้ยจื๋อก็ทานรองท้องกันหน่อยนะคะ”
“ขอบใจมากนะสหายเซี่ยเสี่ยว ลำบากเธอแย่เลย” เกาเจี้ยจื๋อรีบเดินมารับปิ่นโตไปถือไว้อย่างเกรงใจ
“แล้วสหายเซี่ยเสี่ยวทานอะไรมารึยังล่ะ มาทานด้วยกันไหม?” เกากั๋วเฉียงถามตามมารยาท
เซี่ยเสี่ยวรีบโบกมือปฏิเสธพร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณค่ะลุงหัวหน้า แต่ฉันเรียบร้อยมาแล้วค่ะ”
ไม่นานนัก เจิ้งเซี่ยงหงก็พาหมอกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับเข้ามาในห้อง จังหวะนี้เองที่เซี่ยเสี่ยวสังเกตเห็นหลังมือของเจิ้งเซี่ยงหงชัด ๆ มันบวมเป่งและมีรอยถลอกจนน่ากลัวจริง ๆ ไม่น่าเชื่อว่าคนแก่อายุขนาดแม่เฒ่าเกาจะมีแรงฟาดหนักหน่วงขนาดนี้ ดีนะที่เจิ้งเซี่ยงหงเอามือรับไว้ ถ้าฟาดโดนหน้า มีหวังเกาเจี้ยจื๋อคงได้อาละวาดบ้านแตกแน่ ๆ
เกาเจี้ยซิงนอนมองเซี่ยเสี่ยวสลับกับปิ่นโตในมือพี่ชาย เซี่ยเสี่ยวจึงเอ่ยอธิบาย “พี่เจี้ยซิง เก๋อไล่จื่อเขากลับไปแล้วค่ะ เขาเลยฝากข้าวต้มไว้ให้ หมอบอกว่าพี่ทานอาหารเหลวได้แล้ว พอดีเลยค่ะทานร้อน ๆ จะได้มีแรง”
เธอช่วยจัดการเปิดปิ่นโตส่งให้ แต่เกาเจี้ยซิงกลับส่ายหน้าเบา ๆ ทันใดนั้นเสียงเจ้าก้อนหินจิตวิญญาณก็ดังขึ้นในหัวของเซี่ยเสี่ยว
[เขาไม่อยากให้เธอป้อนน่ะ]
เซี่ยเสี่ยวเลิกคิ้วมอง ก็เห็นเกาเจี้ยซิงพยายามจะเอื้อมมือสั่น ๆ ไปหยิบช้อนด้วยตัวเอง เธอก็ไม่ได้คิดจะป้อนเขาตั้งแต่แรกแล้ว พ่อแม่พี่น้องเขาก็อยู่กันครบหัวโด่ เธอเป็นคนนอกขืนเสนอหน้าไปป้อนข้าวคงจะดูไม่งามเท่าไหร่
บรรยากาศในห้องเริ่มคลายความตึงเครียดลง เซี่ยเสี่ยวคิดว่าตัวเองหมดหน้าที่แล้ว กำลังจะหาจังหวะขอตัวกลับ เพราะครอบครัวเขาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เธออยู่ไปก็เหมือนส่วนเกิน อีกอย่างเกาเจี้ยซิงก็พ้นขีดอันตรายแล้ว แค่พักฟื้นเดี๋ยวก็หาย
“เจี้ยซิง มา ๆ เดี๋ยวแม่ป้อนเองลูก ลูกเจ็บอยู่ขยับตัวมากไม่ได้ เดี๋ยวแผลจะระบมเอา” เจิ้งเซี่ยงหงรีบเข้ามาประคองลูกชายด้วยความเป็นห่วง
“แม่ พักเถอะครับ มือแม่เจ็บอยู่ เดี๋ยวผมป้อนเจี้ยซิงเอง แม่ไปทานข้าวเถอะ” เกาเจี้ยจื๋อเสนอตัวเข้าช่วย
แต่เกาเจี้ยซิงผู้ดื้อรั้นกลับส่ายหน้าปฏิเสธทั้งแม่และพี่ชาย ยืนกรานจะกินเองให้ได้ ทั้งที่สภาพร่างกายตอนนี้แค่ขยับนิ้วยังลำบาก
เซี่ยเสี่ยวที่กำลังจะอ้าปากลา เห็นสภาพทุลักทุเลของคนเจ็บแล้วก็อดรนทนไม่ไหว ตัดสินใจแย่งช้อนมาจากมือเขาหน้าตาเฉยแล้วจ่อไปที่ปาก
“อ้าปากสิคะ จะกินเองยังไงไหว เดี๋ยวหกเลอะเทอะหมด”
เกาเจี้ยซิงทำหน้าบึ้งตึง แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจ เจิ้งเซี่ยงหงเห็นท่าทางลูกชายก็หัวเราะออกมาเบา ๆ “เซี่ยเสี่ยว ปล่อยเขาเถอะลูก เจ้าเด็กคนนี้มันขี้อาย หน้าบางยิ่งกว่ากระดาษเสียอีก ให้สาวมาป้อนข้าวคงเขินแย่”
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาจากหน้าประตู
“พ่อ! แม่! เจี้ยซิงเป็นยังไงบ้างคะ?”
เซี่ยเสี่ยวหันไปมองต้นเสียง พบหญิงสาวหน้าตาดีวัยยี่สิบต้น ๆ แต่งตัวเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน ใบหน้ามีเค้าโครงคล้ายเจิ้งเซี่ยงหงแต่ดูอ่อนเยาว์และสะสวยกว่า เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นหนึ่งในลูกสาวของบ้านเกา
เซี่ยเสี่ยวรีบวางช้อนลงทันที คิดในใจว่า ‘รอดแล้วเรา’ พี่สาวเขามาแล้ว หน้าที่ป้อนข้าวน้องชายก็ควรจะเป็นของพี่สาว เธอจะได้ไม่ต้องมานั่งเกร็งป้อนข้าวผู้ชายท่ามกลางสายตาครอบครัวเขาแบบนี้
“อ้าว... ย่งฟาง มาแล้วเหรอลูก แล้วจื้อกวงล่ะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ?” เจิ้งเซี่ยงหงทักลูกสาว
“เขาไปทำงานค่ะ หนูไม่ได้บอกเขา ส่วนเสี่ยวเหมยหนูฝากแม่สามีเลี้ยงไว้ก่อน ตรุษจีนแบบนี้พาเด็กเล็กมาโรงพยาบาลมันไม่ค่อยดี เดี๋ยวขากลับหนูต้องรีบกลับไปรับแก ไม่งั้นคงร้องไห้บ้านแตกแน่”
เจิ้งเซี่ยงหงพยักหน้าเห็นด้วยที่ลูกสาวไม่พาหลานมาโรงพยาบาล
เกาหย่งฟางเดินตรงเข้ามาที่เตียงน้องชาย สายตาเหลือบไปเห็นเซี่ยเสี่ยวจึงหันไปถามแม่ “แล้วนี่ใครคะแม่?”
“อ้อ นี่สหายเซี่ยเสี่ยว เป็นปัญญาชนจากเมืองหลวงน่ะ พวกแกแต่ละคนงานยุ่งจนไม่มีเวลาว่างกลับมาบ้าน ก็ได้เซี่ยเสี่ยวนี่แหละที่คอยมาอยู่เป็นเพื่อนแม่” เจิ้งเซี่ยงหงตอบ น้ำเสียงเจือความตัดพ้อเล็กน้อย ลูกสาวสามคน มีแค่ลูกคนเล็กที่ได้ดิบได้ดีแต่งงานไปอยู่สุขสบายในตัวอำเภอ แต่กลับกลายเป็นคนที่หาตัวจับยากที่สุด นานทีปีหนถึงจะโผล่หน้ามาบ้านสักครั้ง
แม้จะเข้าใจหัวอกคนเป็นลูกสะใภ้ที่ต้องคอยปรนนิบัติบ้านสามี แต่หัวอกคนเป็นแม่ที่ไม่ได้เจอหน้าลูกสาวเป็นปี ๆ มันก็อดน้อยใจไม่ได้
“หนูกับจื้อกวงก็คุยกันแล้วว่าจะกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่วันพรุ่งนี้ วันเที่ยวพอดี ใครจะไปนึกว่าเจี้ยซิงจะมาเจ็บตัวต้องเข้าโรงพยาบาลแบบนี้ล่ะคะ” เกาหย่งฟางแก้ตัวเสียงอ่อน ก่อนจะนั่งลงข้างเตียง แย่งชามข้าวต้มมาถือไว้อย่างคล่องแคล่ว แล้วตักข้าวต้มจ่อปากน้องชาย
เกาเจี้ยซิงยังคงส่ายหน้าดิก ทำท่าจะแย่งช้อนมาถือเองอีกรอบ
คราวนี้เกาหย่งฟางตาเขียวปั้ด ดุน้องชายเสียงเข้ม “อะไรของแกยะ! ให้พี่ป้อนก็ไม่เอา จะให้ใครป้อนฮะ?” พูดจบก็จงใจปรายตามองไปทางเซี่ยเสี่ยวอย่างมีเลศนัย
เซี่ยเสี่ยวสะดุ้งโหยง รีบขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะเป็นส่วนเกินของจริงแล้ว
“เอ่อ... คุณป้าเจิ้งคะ งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ”
“อ้าว จะกลับแล้วเหรอ จะกลับยังไงล่ะนั่น เดี๋ยวป้าให้เจ้าเจี้ยจื๋อไปส่งนะ” เจิ้งเซี่ยงหงรีบกุลีกุจอจะจัดการให้ “เจี้ยจื๋อ ไปส่งเซี่ยเสี่ยวที่ทีมการผลิตหน่อยลูก”
“ใช่ ๆ เจี้ยจื๋อ ไปส่งสหายเซี่ยเสี่ยวหน่อย มันไกล” เกากั๋วเฉียงสำทับ
“ไม่ต้องหรอกค่ะลุงหัวหน้า ป้าเจิ้ง ฉันยังไม่อยากกลับตอนนี้ กะว่าจะเดินเล่นในเมืองสักพัก เห็นเพื่อนยุวปัญญาชนคนอื่น ๆ ก็ออกมาเดินเที่ยวกัน เดี๋ยวฉันไปเดินสมทบกับพวกนั้นก็ได้ค่ะ ป้าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” เซี่ยเสี่ยวรีบปฏิเสธพัลวัน
มีมิติส่วนตัวอยู่กับตัวทั้งที เรื่องอะไรจะให้คนไปส่งให้เสียเวลา เดินเข้ามุมลับตาคนวูบเดียวก็ถึงบ้านสบายใจเฉิบแล้ว!
[จบบท]