“เธอก็แค่เดินตามต้อยๆ ปิดปากเงียบๆ คอยเก็บตกของดีที่หลุดมือคนพวกนั้นก็พอแล้วมั้ง ง่ายจะตายไป”
เสียงของเจ้าก้อนหินดังขึ้นในหัว พยายามจะชี้ช่องทางรวยทางลัดให้กับโฮสต์ของตัวเองอย่างกระตือรือร้น แต่เซี่ยเสี่ยวกลับส่ายหน้าปฏิเสธคอแทบเคล็ด
“พูดน่ะมันง่ายแต่ทำจริงมันยากนะ จะไปมีของดีที่ไหนหล่นเรี่ยราดให้เก็บตกกันง่ายๆ แบบนั้นล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็ถือโอกาสนี้เรียนรู้วิชาการล่าสัตว์จากพวกเขาไปเลยสิ ดูไว้เป็นความรู้”
ข้อเสนอนี้ทำให้เซี่ยเสี่ยวเริ่มลังเลและคล้อยตามขึ้นมาบ้าง การเรียนรู้วิธีล่าสัตว์เอาไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนี่นา อย่างน้อยที่สุดถ้ามีทักษะติดตัวไว้ สักวันหนึ่งเธออาจจะสามารถวางกับดักจับกระต่ายป่าหรือไก่ป่ามาทำอาหารกินเองได้ โดยไม่ต้องคอยพึ่งพาโชคชะตาฟ้าลิขิตเพียงอย่างเดียว
เมื่อตกลงปลงใจกับตัวเองได้แล้ว เซี่ยเสี่ยวจึงตัดสินใจออกเดินตามกลุ่มผู้ชายเหล่านั้นเข้าไปในป่าลึก โดยเว้นระยะห่างพอสมควรเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และระหว่างที่เดินตามหลังพวกเขาอยู่นั้น เธอก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
ดูเหมือนเป้าหมายหลักของเหล่านักล่าคือหมีดำตัวใหญ่ พวกเขาจึงมุ่งหน้าเดินดุ่มๆ ตรงไปข้างหน้าโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลยสักนิด นั่นทำให้บรรดาผักป่า ผลไม้ป่า หรือแม้แต่เห็ดนานาชนิดและเห็ดหูหนูที่ขึ้นแทรกแซมอยู่ตามทาง กลายเป็นสมบัติของเซี่ยเสี่ยวแต่เพียงผู้เดียว เธอเก็บเกี่ยวทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างสนุกสนาน มือไม้พัลวันกับการเด็ดและถอนพืชพรรณเหล่านั้นลงตะกร้าจนแทบจะลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
ก้อนหินที่คอยทำหน้าที่เรดาร์ระวังภัยให้เอ่ยเตือนขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง
“เสี่ยวเสี่ยว อย่าเข้าไปใกล้พวกเขามากเกินไปนะ ถอยห่างออกมาอีกหน่อย ไม่อย่างนั้นเธออาจจะถูกพวกเขาจับได้เอา”
“เข้าใจแล้วจ้ะ”
เซี่ยเสี่ยวรับคำอย่างว่าง่าย เธอชะลอฝีเท้าลงทันทีและไม่พยายามเร่งรีบตามไปจนชิดมากเกินไป เพราะเธอรู้ดีว่าก้อนหินมีความสามารถในการมองเห็นได้ไกลกว่า และมีประสาทสัมผัสที่ไวต่อสิ่งรอบข้างมากกว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างเธอหลายเท่าตัว เชื่อฟังไว้ก่อนย่อมดีกว่า
เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงปืนก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนป่า
ปัง ปัง ปัง!
เสียงกึกก้องกัมปนาททำให้นกที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้แตกรังบินว่อนด้วยความตกใจ ตามมาด้วยเสียงคำรามกึกก้องและเสียงร้องโหยหวนของสัตว์ป่าที่ผสมปนเปกันจนแยกแทบไม่ออกว่าเสียงไหนเป็นเสียงไหน
เซี่ยเสี่ยวรีบถามก้อนหินด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“เสียงหนึ่งน่าจะเป็นเสียงหมี แล้วอีกเสียงล่ะ คือเสียงของตัวอะไร”
“ฟังดูเหมือนจะเป็นเสียงหมูป่านะ”
คำตอบของก้อนหินทำให้หัวใจของเซี่ยเสี่ยวกระตุกวูบ สถานการณ์บนภูเขาหนานหัวแห่งนี้ดูจะอันตรายและวุ่นวายกว่าที่เธอจินตนาการไว้มากโข
“เสี่ยวเสี่ยว รีบหลบเข้ามาข้างในเร็วเข้า!”
ก้อนหินตะโกนสั่งเสียงเข้ม เซี่ยเสี่ยวไม่รอช้า รีบพาตัวเองวูบหายเข้าไปในมิติช่องว่างเพื่อหลบภัย
เมื่อเข้ามาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว เธอก็รีบซักถามถึงสถานการณ์ภายนอกทันที
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ”
“มีสัตว์ป่ากำลังมุ่งหน้ามาทางนี้”
ความกังวลแล่นพล่านไปทั่วอก เซี่ยเสี่ยวที่หลบอยู่ข้างในมิติไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปภายนอกได้เลยแม้แต่น้อย เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความอึดอัดใจ
“ถ้าฉันสามารถมองเห็นสถานการณ์ข้างนอกได้ในขณะที่ตัวอยู่ในมิตินี้ก็คงจะดีสินะ”
“ฉันไม่ได้เก่งกาจถึงขนาดทำแบบนั้นได้หรอกนะ”
คำตอบขวานผ่าซากของก้อนหินทำเอาเซี่ยเสี่ยวถึงกับแก้มป่องด้วยความขัดใจ
“ฉันก็แค่บ่นเพ้อเจ้อไปอย่างนั้นเองแหละน่า”
“เอาเถอะ ตอนนี้ข้างนอกน่าจะปลอดภัยแล้ว เราออกไปดูสถานการณ์กันดีกว่า”
เมื่อได้รับสัญญาณไฟเขียว เซี่ยเสี่ยวก็รีบออกจากมิติมายืนที่เดิม ทันทีที่เท้าแตะพื้นดิน สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับร่องรอยบางอย่างที่ชวนให้ขนลุก
“เลือดนี่นา”
รอยเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นเป็นทางยาวบนพื้นหญ้าและใบไม้แห้ง บ่งบอกถึงการบาดเจ็บที่รุนแรงเอาการ
“เป็นเลือดของสัตว์ป่า มีตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส” ก้อนหินวิเคราะห์สถานการณ์
“เราควรจะตามรอยเลือดไปไหม”
เซี่ยเสี่ยวถามด้วยความลังเล ใจหนึ่งก็นึกอยากรู้อยากเห็น แต่อีกใจก็หวาดกลัวจนขาสั่น เพราะเธอไม่มีอาวุธติดตัวเลยสักชิ้น ถ้าสัตว์ตัวนั้นตายแล้วก็ถือว่าเป็นโชคดีเหมือนถูกหวย แต่ถ้ามันยังไม่ตายและกำลังบาดเจ็บ มันอาจจะดุร้ายและคลุ้มคลั่งกว่าปกติเสียอีก
“คนพวกนั้นก็น่าจะตามรอยเลือดนี้ไปเหมือนกัน อีกอย่างเธอไม่มีอาวุธอะไรเลย อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายจะดีกว่านะ”
คำเตือนของก้อนหินสมเหตุสมผลจนเซี่ยเสี่ยวต้องพับโครงการตามล่าหาสมบัติลงไปก่อน เธอได้แต่ตัดพ้อในใจว่าการไม่มีอาวุธดีๆ สักชิ้นนี่มันช่างลำบากเสียจริง ไม่ต้องถึงกับมีมีดดาบหรือกระบองหรอก ขอแค่ก้อนอิฐสักก้อนก็ยังดี
ฉับพลัน ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว เธอมีก้อนหินวิเศษอยู่นี่นา
“เกอเกอ จริงๆ แล้วนายก็แปลงร่างเป็นอาวุธได้ไม่ใช่เหรอ ถ้าฉันขว้างนายออกไป แล้วนายก็ขยายร่างเป็นหินก้อนยักษ์หล่นทับสัตว์พวกนั้น รับรองว่าแบนแต๊ดแต๋แน่นอน”
“อืม... วิธีนี้ก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะ” ก้อนหินตอบรับเสียงเรียบ
แต่แล้วเซี่ยเสี่ยวก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะถามย้ำด้วยความกังวล
“เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าเกิดนายเปื้อนเลือดสัตว์พวกนั้น แล้วเกิดพวกมันสามารถเข้าออกมิติได้เหมือนฉันล่ะ แบบนั้นจะไม่ยิ่งอันตรายไปกันใหญ่เหรอ”
ความปลอดภัยของพื้นที่ส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเธอ หากสัตว์ป่าหรือใครก็ตามสามารถใช้เลือดเปิดประตูมิติได้เหมือนเธอ ชีวิตนี้คงหาความสงบสุขไม่ได้แน่
“เธอคิดมากเกินไปแล้ว ฉันทำพันธสัญญาเลือดกับเธอแล้วนะ เธอเป็นเจ้านายของฉัน เราผูกพันกันเรียบร้อยแล้ว จะไม่มีใครอื่นเข้ามาแทรกแซงได้อีก”
เสียงเล็กๆ ของก้อนหินที่ฟังดูนุ่มนวลช่วยปลอบประโลมให้เซี่ยเสี่ยวคลายความกังวลลงได้มาก
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงตะโกนโหวกเหวกของใครบางคนก็ดังแว่วมาเข้าหู
“ทางนี้มีรอยเลือด มันต้องหนีไปทางนี้แน่!”
แย่แล้ว! เซี่ยเสี่ยวอุทานในใจ ก่อนจะรีบผลุบหายเข้าไปในมิติอีกครั้ง
ตลอดช่วงเวลาต่อมา เซี่ยเสี่ยวทำตัวราวกับนินจา เดี๋ยวผลุบเข้าเดี๋ยวโผล่ออก สลับไปมาเพื่อสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ เธอเห็นกลุ่มผู้ชายวิ่งไล่ล่าสัตว์ป่ากันอย่างโกลาหล เสียงร้องคำรามของสัตว์ร้ายที่กำลังเกรี้ยวกราดดังสลับกับเสียงปืนที่ยิงรัว
ในตอนแรก เซี่ยเสี่ยวเข้าใจว่าพวกเขากำลังล่าหมี แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้หมูป่าตัวใหญ่เบิ้มมาแทน และดูเหมือนว่าการต่อสู้จะดุเดือดเลือดพล่านไม่น้อย เพราะมีชาวบ้านหลายคนได้รับบาดเจ็บจากการถูกสัตว์ร้ายพุ่งชนและกัด แต่เมื่อเทียบกับการได้เนื้อหมูป่ากองโตกลับไป ก็ถือว่าคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ได้รับ
เมื่อกลุ่มนักล่าแบกซากหมูป่าลงเขาไปแล้ว เซี่ยเสี่ยวจึงกลับมาสำรวจพื้นที่เดิมอีกครั้ง
“เกอเกอ เลือดกองนี้ไม่ใช่เลือดหมูป่าใช่ไหม”
“ไม่ใช่ นี่เป็นเลือดหมี เราลองตามไปดูกันเถอะ ไม่แน่ว่าคราวนี้เธออาจจะได้เก็บตกของดีจริงๆ ก็ได้นะ”
เมื่อลับตาคน เซี่ยเสี่ยวก็ค่อยๆ แกะรอยตามคราบเลือดไปอย่างระมัดระวัง เธอสังเกตเห็นว่าเลือดหยดเป็นทางยาวดูน่ากลัว แสดงว่าหมีตัวนี้ต้องบาดเจ็บหนักมาก แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ บริเวณรอบรอยเลือดกลับไม่มีรอยเท้าของมนุษย์เลยแม้แต่รอยเดียว
สันนิษฐานได้ว่า พวกนักล่ายิงหมีบาดเจ็บ แต่จังหวะที่กำลังจะตามซ้ำ ดันไปจ๊ะเอ๋เข้ากับหมูป่าเสียก่อน ความสนใจจึงเบี่ยงเบนไปที่หมูป่า ปล่อยให้หมีที่บาดเจ็บหนีรอดไปได้
เซี่ยเสี่ยวเดินตามรอยเลือดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณแอ่งลุ่มต่ำแห่งหนึ่ง รอยเลือดขาดหายไปตรงจุดนี้ แต่หูของเธอกลับได้ยินเสียงครางแผ่วเบาที่ฟังดูทรมานเจียนตาย
เธอแหวกพงหญ้าเข้าไปดูอย่างกล้าๆ กลัวๆ และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำเอาเธอยืนตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก
หมีดำสองตัว!
“โฮก!”
หมีตัวหนึ่งคำรามขู่ใส่เธอทันทีที่เห็นผู้บุกรุก เซี่ยเสี่ยวสะดุ้งสุดตัว เตรียมพร้อมที่จะหนีเข้ามิติทุกวินาที แต่เมื่อสังเกตดีๆ เธอก็พบว่าหมีทั้งสองตัวต่างก็ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง โดยเฉพาะหมีอีกตัวหนึ่งที่นอนหายใจรวยริน ท้องของมันป่องนูนออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“มันท้องอยู่” ก้อนหินบอกเสียงเครียด
“เหมือนมันกำลังจะคลอดลูกเลย”
เซี่ยเสี่ยวเสริม อาการของแม่หมีดูย่ำแย่มาก มันนอนหายใจหอบถี่ด้วยความเจ็บปวด นัยน์ตาฉายแววทรมาน
หมีตัวผู้จ้องมองเซี่ยเสี่ยวเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยความระแวงระวัง แต่มันไม่ได้พุ่งเข้ามาทำร้ายเธอ อาจเป็นเพราะเซี่ยเสี่ยวไม่มีอาวุธในมือ หรือเพราะตัวเธอเล็กจ้อยจนดูไม่มีพิษสง หรือไม่ก็เพราะมันเป็นห่วงคู่ของมันมากกว่าสิ่งอื่นใดในเวลานี้
เสียงครางต่ำๆ ดังออกมาจากลำคอของแม่หมี มันพยายามกลั้นเสียงร้องอย่างสุดความสามารถ ราวกับกลัวว่าเสียงดังจะเรียกศัตรูให้ตามมาเจอ
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เซี่ยเสี่ยวได้เห็นฉากการให้กำเนิดชีวิตตามธรรมชาติของสัตว์ป่า เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ มองดูภาพหมีตัวผู้ที่พยายามใช้ลิ้นเลียแผลและเช็ดคราบเลือดตามตัวให้แม่หมีอย่างอ่อนโยน พร้อมกับส่งเสียงขู่เตือนเซี่ยเสี่ยวเป็นระยะไม่ให้เข้ามาใกล้
ภาพความรักความผูกพันของสัตว์ร้ายตรงหน้า กระตุกหัวใจของเซี่ยเสี่ยวอย่างรุนแรง ขอบตาของเธอเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
“เกอเกอ น้ำในมิติจะช่วยพวกมันได้ไหม ฉัน... ฉันอยากช่วยพวกมัน ฉันไม่อยากให้พวกมันตายแล้ว”
“ไม่รู้สิ แต่เธอก็ลองดูได้นะ”
เซี่ยเสี่ยวไม่รอช้า เธอนำหม้อดินเผาที่บรรจุน้ำพุวิญญาณจากในมิติออกมา แล้วค่อยๆ ดันมันไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เพื่อแสดงเจตนาดี
“โฮก!”
หมีตัวผู้คำรามลั่น ทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้าใส่เมื่อเห็นเธอขยับตัว
เซี่ยเสี่ยวหยุดชะงักกึกทันที ไม่กล้าก้าวล่วงเข้าไปในอาณาเขตของพวกมันมากไปกว่านี้ แต่สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่แม่หมี ซึ่งดูเหมือนพละกำลังจะถดถอยลงเรื่อยๆ เวลาผ่านไปนานพอสมควรแล้วแต่ลูกหมีก็ยังไม่ยอมออกมา เสียงลมหายใจของแม่หมีแผ่วเบาลงทุกที ดวงตาคู่โตเริ่มปรือลงเหมือนเทียนที่ใกล้จะดับแสง
จู่ๆ เซี่ยเสี่ยวก็นึกถึงไก่ที่เธอเลี้ยงไว้ในมิติ ตอนนี้พวกมันโตขึ้นมากแล้ว เดิมทีเธอตั้งใจจะเก็บไว้ทำอาหารกินเอง แต่ในนาทีชีวิตแบบนี้ เธอหวังเพียงให้แม่หมีมีแรงเบ่งลูกออกมาได้อย่างปลอดภัย
ตัดสินใจได้ดังนั้น เซี่ยเสี่ยวก็ล้วงเข้าไปในมิติ จับไก่ตัวอ้วนพีออกมาแล้วโยนไปทางหมีทั้งสองตัว
ตุ้บ!
หมีตัวผู้กระโจนงับไก่เคราะห์ร้ายตัวนั้นทันที แล้วรีบคาบไปยัดใส่ปากแม่หมี แม่หมีที่หิวโหยและอ่อนแรงเคี้ยวกลืนอาหารตรงหน้าตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด
เซี่ยเสี่ยวมองภาพนั้นด้วยความเข้าใจ แม่หมีคงจะเสียเลือดและเสียพลังงานไปมากจนไม่มีแรงคลอด ส่วนพ่อหมีเองก็บาดเจ็บและต้องคอยเฝ้าระวังภัย จึงไม่สามารถออกไปหาอาหารมาให้คู่ของมันได้
“ตัวเดียวไม่น่าจะพอนะ” ก้อนหินแสดงความเห็น
เซี่ยเสี่ยวกัดฟันกรอด ตัดใจจับไก่อีกตัวในมิติโยนตามไปให้ เป็นอันว่าไก่ทั้งสองตัวที่เธออุตส่าห์เลี้ยงดูฟูมฟักมาอย่างดี ตอนนี้กลายเป็นอาหารบำรุงครรภ์ให้หมีดำไปจนหมดเกลี้ยงเล้า
“เกอเกอ นายว่าฉันกำลังทำเรื่องโง่ๆ อยู่หรือเปล่าเนี่ย”
เซี่ยเสี่ยวพึมพำกับตัวเอง เป้าหมายแรกเริ่มของเธอคือการเข้ามาหาของป่าและรอซ้ำสัตว์ที่บาดเจ็บ แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร กลายเป็นว่าเธอสวมบทแม่พระช่วยชีวิตพวกมัน แถมยังเสียเสบียงเนื้ออันมีค่าไปอีกสองตัว
“ไม่หรอก เสี่ยวเสี่ยวเป็นเด็กดีและมีจิตใจเมตตา”
“แต่ที่ฉันช่วยอยู่นี่มันสัตว์ป่าดุร้ายนะ ช่วยเสร็จแล้วพวกมันจะหันมากินฉันทีหลังหรือเปล่าก็ไม่รู้” เธออดถอนหายใจไม่ได้กับความใจอ่อนของตัวเอง
“สรรพสิ่งในโลกล้วนรักชีวิต เสี่ยวเสี่ยวทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เราไม่ควรฉวยโอกาสซ้ำเติมในยามที่ผู้อื่นตกที่นั่งลำบาก”
“แหม... เกอเกอ เมื่อก่อนนายต้องเคยเป็นของวิเศษชั้นสูงของนักปราชญ์ที่ไหนมาก่อนแน่ๆ พูดจาแต่ละทีคมคายเหลือเกิน”
เซี่ยเสี่ยวยิ้มมุมปาก พลางคิดในใจว่าจริงๆ แล้วการล่าสัตว์มันก็คือการฉวยโอกาสจากชีวิตอื่นนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นมนุษย์จะได้เนื้อสัตว์มาเป็นอาหารได้อย่างไร แต่ก็นั่นแหละ... ในสถานการณ์ที่เห็นแม่กำลังจะคลอดลูกแบบนี้ ให้เธอลงมือฆ่าแกงหรือยืนดูพวกมันตายไปเฉยๆ เธอก็ทำใจไม่ได้จริงๆ
[จบบท]