ดวงตาของหญิงสาวคนนั้นทอประกายอย่างมีความหวังทันทีเมื่อเห็นสินค้าในตะกร้า เธอรีบเงยหน้าขึ้นถามเซี่ยเสี่ยวด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
"บ้านเธออยู่ที่ไหนจ๊ะ"
เซี่ยเสี่ยวชะงักไปครู่หนึ่ง คำถามนี้ทำให้เธอรู้สึกลำบากใจที่จะตอบตรงๆ การบอกที่อยู่จริงกับคนแปลกหน้าในยุคสมัยที่การซื้อขายส่วนตัวยังเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เธอจึงตัดสินใจตอบเลี่ยงไปอย่างสุภาพ
"คุณน้าคะ เรื่องนี้ผมคงบอกไม่ได้หรอกครับ ถ้าเกิดมีคนมาจับผมขึ้นมาจะแย่เอา ถ้าคุณน้าอยากได้ไก่ เดี๋ยวผมเอาไปส่งให้ถึงหน้าบ้านเลยดีไหมครับ"
หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจในความระมัดระวังตัวของเด็กหนุ่มตรงหน้า เธอชี้นิ้วไปยังประตูบ้านไม้ที่อยู่ห่างออกไปเพียงสามเมตร
"ตกลงจ้ะ บ้านน้าอยู่ตรงนั้นเอง เธอเอาของมาให้น้าที่นั่นได้เลยนะ"
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับคำก่อนจะขอตัวแยกออกมาเพื่อเตรียมของ ผ่านไปประมาณสิบนาที เธอก็หิ้วกรงใส่ไก่ป่ามายืนเคาะประตูบ้านของหญิงสาวคนเดิม
ประตูไม้แง้มออก หญิงสาวชะโงกหน้าออกมามองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าทางสะดวกและไม่มีใครสังเกตการณ์ เธอจึงกระซิบเสียงเบา
"เข้ามาสิ"
เมื่อก้าวเท้าเข้ามาภายในตัวบ้าน สิ่งแรกที่เซี่ยเสี่ยวสังเกตเห็นคือราวตากผ้าที่มีเสื้อผ้าเด็กอ่อนแขวนเรียงรายอยู่ ภาพนั้นยืนยันข้อสันนิษฐานของเธอได้เป็นอย่างดีว่าหญิงสาวคนนี้กำลังอยู่ในช่วงอยู่ไฟหลังคลอด นอกจากหญิงสาวเจ้าของบ้านแล้ว ภายในห้องยังมีเด็กหญิงตัวน้อยวัยประมาณสองขวบกำลังนั่งเล่นอยู่ และมีทารกน้อยนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง
น่าแปลกที่ไม่มีร่องรอยของสมาชิกคนอื่นในครอบครัวเลย ดูเหมือนหญิงสาวต้องรับภาระดูแลลูกเล็กทั้งสองคนเพียงลำพัง เซี่ยเสี่ยวอดคิดไม่ได้ว่า หรือทารกที่เพิ่งคลอดจะเป็นลูกสาวอีกคน ครอบครัวสามีถึงได้ไม่เหลียวแลและปล่อยให้สะใภ้ต้องลำบากเช่นนี้
"เจ้าหนู เธอชื่ออะไรน่ะ" หญิงสาวเอ่ยถามพลางมองสำรวจเด็กหนุ่มหน้ามอมแมม
"ผมชื่อสือโถว(ก้อนหิน)ครับ" เซี่ยเสี่ยวตอบออกไปโดยไม่ต้องคิด นึกชื่ออะไรไม่ออกก็เอาชื่อของเจ้าจิตวิญญาณแห่งมิติมาใช้เสียเลย
พลันเสียงหัวเราะคิกคักของเจ้าก้อนหินตัวจริงก็ดังแทรกเข้ามาในความคิด ราวกับขบขันที่จู่ๆ ก็ถูกยืมชื่อไปใช้ดื้อๆ แบบนี้ แต่เซี่ยเสี่ยวเลือกที่จะเมินเสียงรบกวนในหัวและหันมาให้ความสนใจกับการเจรจาการค้าตรงหน้า เธอต้องระวังตัวทุกฝีก้าวเพื่อไม่ให้ความแตก
"สือโถว ไก่ป่าสองตัวนี้เธอจะขายยังไงจ๊ะ" สายตาของหญิงสาวจับจ้องไปที่ไก่ป่าในกรงด้วยความปรารถนา สำหรับแม่ลูกอ่อนที่ร่างกายทรุดโทรม เนื้อสัตว์เป็นสิ่งจำเป็นมากในการบำรุงน้ำนมและฟื้นฟูร่างกาย
"แล้วแต่คุณน้าจะให้เลยครับ" เซี่ยเสี่ยวโยนหินถามทาง เธออยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะเสนอราคามาในรูปแบบไหน
หญิงสาวมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากต่อรอง "น้าไม่มีเงินสดติดตัวเลยจ้ะ น้าขอเอาตั๋วปันส่วนธัญพืช ตั๋วปันส่วนผ้า แล้วก็ตั๋วปันส่วนน้ำมันแลกกับไก่ของเธอได้ไหม"
เซี่ยเสี่ยวทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตกลง หญิงสาวรีบเดินไปหยิบตั๋วออกมาส่งให้ เป็นตั๋วปันส่วนธัญพืชสองใบ ตั๋วปันส่วนผ้าหนึ่งใบ และตั๋วปันส่วนน้ำมันอีกหนึ่งใบ
เมื่อรับตั๋วมาพิจารณาดู เซี่ยเสี่ยวก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ นี่มันไม่ใช่ตั๋วท้องถิ่นธรรมดา แต่เป็นตั๋วทั่วประเทศที่สามารถนำไปใช้ที่ไหนก็ได้ ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าตั๋วทั่วไปมาก การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ถือว่าเธอกำไรเห็นๆ
"ถ้าวันหลังมีไก่ป่าอีก ก็เอามาขายน้าได้นะ" หญิงสาวบอกด้วยรอยยิ้ม
"ขอบคุณครับคุณน้า" เซี่ยเสี่ยวกล่าวลาและรีบเดินออกจากบ้านหลังนั้น
การค้าขายที่ราบรื่นเกินคาดทำให้เซี่ยเสี่ยวอารมณ์ดีจนแทบจะเดินฮัมเพลง ถึงแม้จะนึกสงสัยในฐานะที่แท้จริงของหญิงสาวคนนั้นที่มีตั๋วทั่วประเทศอยู่ในมือ แต่เธอก็ปัดความอยากรู้อยากเห็นทิ้งไป การทำธุรกิจในตลาดมืดรู้ให้น้อยที่สุดย่อมปลอดภัยที่สุด
เมื่อเดินทางกลับมาถึงทีมการผลิตกวางหมิง เซี่ยเสี่ยวก็บังเอิญเจอกับต่งเหม่ยหัวที่กำลังเดินกระวนกระวายอยู่พอดี
"เซี่ยเสี่ยว เธอหายไปไหนมาเนี่ย พี่หยางเสวี่ยหัวตามหาเธอให้วุ่นเลยนะ รู้ไหมว่าวันนี้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว"
ท่าทีตื่นตระหนกและน้ำเสียงกระซิบกระซาบของต่งเหม่ยหัวทำให้เซี่ยเสี่ยวขมวดคิ้ว "เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ"
"ก็ป้าเจิ้งน่ะสิ ถูกแม่เฒ่าเกาลงไม้ลงมือจนเจ็บตัวเลย"
"ห๊ะ! ทำไมล่ะ" เซี่ยเสี่ยวร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ปกติแม่เฒ่าเกาก็ร้ายกาจอยู่แล้ว แต่ถึงขั้นลงมือตบตีลูกสะใภ้นี่มันเกินไปหน่อยไหม
"จะมีเรื่องอะไรอีกล่ะ ก็ได้ยินเขาเม้าท์กันว่าสามีของเกาหย่งฟางแนะนำผู้หญิงให้เกาเจี้ยจื๋อ เป็นถึงคุณครูแถมทางบ้านยังมีฐานะดีด้วย แต่เงื่อนไขคือฝ่ายชายต้องแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง ป้าเจิ้งแกไม่ยอม แกก็เลยปฏิเสธไป พอแม่เฒ่าเการู้เรื่องเข้าก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หาว่าลูกสะใภ้ขัดลาภ"
เซี่ยเสี่ยวฟังแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม นี่แม่เฒ่าเกาถึงขั้นยอมให้หลานชายคนโตไปเป็นเขยแต่งเข้าบ้านคนอื่นเพียงเพื่อแลกกับผลประโยชน์อย่างนั้นหรือ ช่างเป็นคนแก่ที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจจริงๆ
"เธอสนิทกับป้าเจิ้งไม่ใช่เหรอ รีบไปดูแกหน่อยเถอะ ป่านนี้คงกลับไปทำแผลที่บ้านแล้วล่ะ"
พอต่งเหม่ยหัวพูดจบ เซี่ยเสี่ยวก็กล่าวขอบคุณและรีบมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเกาทันที
บรรยากาศภายในบ้านตระกูลเกาตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ทันทีที่เซี่ยเสี่ยวก้าวเข้าไปในห้องโถง เธอก็เห็นเจิ้งเซี่ยงหงนั่งน้ำตาซึมอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าซีกหนึ่งบวมช้ำจนน่ากลัว เกาเจี้ยจื๋อกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่น ส่วนเกาเจี้ยซิงยืนหน้าถมึงทึงแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างชัดเจน จะมีก็แต่เกากั๋วเฉียงที่หายหัวไปไหนไม่รู้
เซี่ยเสี่ยวรู้สึกว่าตัวเองเข้ามาผิดจังหวะอย่างแรง แต่ครั้นจะถอยหลังกลับตอนนี้สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่เธอแล้ว เธอจึงทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปทักทาย
"ป้าเจิ้งคะ... ทำแผลก่อนเถอะค่ะ"
เซี่ยเสี่ยวมองรอยฟกช้ำบนใบหน้าของหญิงวัยกลางคนแล้วก็ต้องลอบสูดหายใจเข้าลึกๆ แม่เฒ่าเกาช่างโหดเหี้ยมอำมหิต ตบหน้าคนอื่นแรงขนาดนี้จิตใจทำด้วยอะไร
"แม่ ทายาก่อนเถอะ" เกาเจี้ยซิงเอ่ยเสียงเครียด พยายามข่มความโกรธเอาไว้
เจิ้งเซี่ยงหงพยักหน้าให้เซี่ยเสี่ยว ก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำตาด้วยความอับอาย "ให้หนูมาเห็นเรื่องน่าขายหน้าเข้าจนได้"
"ทุกบ้านก็มีปัญหาทั้งนั้นแหละค่ะ ป้าเจิ้งอย่าคิดมากเลย รักษาตัวก่อนสำคัญที่สุด" เซี่ยเสี่ยวปลอบโยนพลางส่งยาให้
"จะไม่ให้ขายหน้าได้ยังไง ตอนนี้คนเขารู้กันไปทั่วทั้งทีมการผลิตแล้ว!" เกาเจี้ยจื๋อตะโกนขึ้นมาด้วยความอัดอั้นตันใจ
"แม่... แม่นี่ก็จริงๆ เลยนะ เขานึกจะตบก็ยอมให้เขาตบเฉยๆ อย่างนั้นเหรอ ทีเวลาดุพวกผมเสียงดังฟังชัด หายไปไหนหมด" เกาเจี้ยซิงมองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาที่ทั้งสงสารและโมโหในคราวเดียวกัน
"เขาเป็นย่านะ แล้วก็เป็นแม่ของพ่อแกด้วย จะให้แม่ทำยังไง ถ้าแม่สู้กลับแล้วเกิดแกเป็นลมขึ้นมา หรือเป็นอะไรไป แม่จะมีหน้ามีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนี้ได้ยังไง" เจิ้งเซี่ยงหงสะอื้น
"เมื่อก่อนตอนที่แม่ไม่ยอมให้แกตี แกก็แกล้งเป็นลมจนชาวบ้านรุมด่าแม่ว่าเป็นสะใภ้อกตัญญู ตอนนี้แกแก่มากแล้ว แม่ยอมเจ็บตัวนิดหน่อยก็ช่างมันเถอะ ขอแค่พ่อแกดีกับแม่ก็พอ"
"เจี้ยซิง แกเฝ้าบ้านไว้นะ ฉันจะเข้าเมืองไปถามเกาหย่งฟางให้รู้เรื่องว่าเอาเรื่องบ้าบอนี่ไปเล่าให้หลี่เชิ่งเหม่ยฟังยังไง นังตัวดีนั่นถึงได้เอามาเป่าหูย่าให้มาหาเรื่องแม่แบบนี้ อยากจะไปซัดหน้ามันสักทีจริงๆ"
เกาเจี้ยจื๋อระเบิดอารมณ์ออกมา ถ้าเฮ่อเสวียกังกับเฮ่อเสวียปิงอยู่บ้าน เขาคงบุกไปท้าต่อยระบายแค้นไปแล้ว
เซี่ยเสี่ยวหูผึ่งทันที ที่แท้ตัวการเบื้องหลังก็คือหลี่เชิ่งเหม่ยคู่ปรับตลอดกาลนี่เอง
"หลี่เชิ่งเหม่ยมันรังแกกันเกินไปแล้ว ลุงเปี่ยวของพวกแกก็คอยแต่ให้ท้ายมัน" เจิ้งเซี่ยงหงพูดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ แต่เพราะฝ่ายนั้นมีคนหนุนหลัง แถมคนในตระกูลเกายังพากันเข้าข้างหลี่เชิ่งเหม่ย เพราะเชื่อฝังหัวว่าเจิ้งเซี่ยงหงเป็นคนแย่งวาสนาของหลี่เชิ่งเหม่ยไป
ทุกคนต่างพากันสงสารหลี่เชิ่งเหม่ย และมองว่าเจิ้งเซี่ยงหงเป็นนางมารร้ายที่แย่งคู่ของคนอื่น ความอยุติธรรมนี้กัดกินใจเธอมาตลอด ยิ่งนึกถึงครอบครัวฝั่งตัวเองที่พึ่งพาไม่ได้ เจิ้งเซี่ยงหงก็ยิ่งรู้สึกมืดแปดด้าน
ไม่นานนัก เกากั๋วเฉียงก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน เมื่อเห็นเซี่ยเสี่ยวอยู่ด้วย สีหน้าของเขาก็ดูเจื่อนลงไปถนัดตา เซี่ยเสี่ยวรู้หน้าที่ดี เธอช่วยทายาให้เจิ้งเซี่ยงหงเสร็จก็รีบขอตัวกลับทันทีเพื่อเปิดโอกาสให้คนในครอบครัวเขาเคลียร์กัน
ทันทีที่เซี่ยเสี่ยวก้าวพ้นประตู เกาเจี้ยซิงก็ลุกพรวดพราดทำท่าจะเดินออกไปข้างนอก
เกากั๋วเฉียงและเจิ้งเซี่ยงหงรีบร้องทัก "เจี้ยซิง! แกจะไปไหน"
"ผมจะไปถามย่าให้รู้เรื่อง ในเมื่อย่ารักผมที่สุด ผมนี่แหละจะไปคุยเอง"
"อย่าไปนะเจี้ยซิง!" เจิ้งเซี่ยงหงรีบห้าม
"กลับมาเดี๋ยวนี้!" เกากั๋วเฉียงตะคอกเสียงดัง
เกาเจี้ยซิงหันขวับกลับมาจ้องหน้าพ่อด้วยสายตาแข็งกร้าว "พ่อ... ถ้าพ่ออยู่กับแม่แล้วปกป้องแม่ไม่ได้ ก็หย่ากันไปเถอะ ผมจะเลี้ยงดูแม่เอง"
ใบหน้าของเกากั๋วเฉียงดำคล้ำขึ้นมาทันที "พูดบ้าอะไรของแก เป็นลูกเป็นเต้าหัดพูดจาให้มันดีๆ หน่อย"
"ผมพูดผิดตรงไหน! แม่แต่งงานกับพ่อมาตั้งกี่ปีแล้ว จนป่านนี้ยังต้องมานั่งรองรับอารมณ์ของย่า ต่อหน้าคนทั้งทีมการผลิต ย่านึกจะตบก็ตบ ไม่ไว้หน้าแม่สักนิด พ่อเป็นถึงหัวหน้าทีมการผลิต แม่ก็เป็นเมียหัวหน้า เมียตัวเองโดนหยามขนาดนี้ พ่อยังมีหน้าไปมองใครเขาได้อีกเหรอ แล้วไหนจะหลี่เชิ่งเหม่ยที่จ้องจะเล่นงานแม่ทุกวัน พ่อกับลุงเปี่ยวก็เอาแต่เข้าข้างมัน ปล่อยให้มันได้ใจจนกล้ามายุแยงให้ย่ามาตบแม่แบบนี้"
"ใครเข้าข้างเขา แกอย่ามากล่าวหากันมั่วๆ" เกากั๋วเฉียงเถียงเสียงแข็ง
"ถ้าไม่ได้เข้าข้าง แล้วทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมา พ่อไม่เคยปกป้องแม่เลย ไม่เคยไปเตือนหรือห้ามปรามหลี่เชิ่งเหม่ยสักคำ เวลามันมาคุยด้วย พ่อก็ยิ้มหน้าระรื่นคุยกับมัน พ่อจะไปทำหน้าดีใจใส่ศัตรูของเมียตัวเองทำไม!"
เกาเจี้ยซิงระเบิดความในใจออกมาจนหมดเปลือก ถึงแม้จะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่เด็กไม่ควรยุ่ง แต่ความอดทนของเขามันสิ้นสุดแล้ว เขาอาจจะเคยหงุดหงิดที่แม่ยอมคนเกินไป แต่แม่ก็คือแม่ เมื่อเห็นแม่ถูกรังแก คนเป็นลูกผู้ชายอย่างเขาจะทนดูดายได้อย่างไร
เขาทำอะไรแม่เฒ่าเกากับหลี่เชิ่งเหม่ยไม่ได้มาก แต่ต้นเหตุที่แม่ต้องยอมทนมาตลอดก็คือพ่อที่ไม่เคยลุกขึ้นมาปกป้องเมียตัวเองเลย
"ก็เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายสตรี..." เกากั๋วเฉียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าดูอ่อนลงเมื่อเห็นความเดือดดาลของลูกชาย "เอาล่ะๆ แกไม่ต้องพูดแล้ว พ่อเข้าใจแล้ว เดี๋ยวพ่อจะไปคุยกับเฮ่อหงจวินให้รู้เรื่อง ส่วนเรื่องย่าของแก แกก็รู้ว่าคนแก่ไม้ใกล้ฝั่ง จะไปเอาความให้มันเป็นเรื่องใหญ่โตไปทำไม เฮ้อ..."
[จบบท]