บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของบ้านตระกูลเกาในเวลานี้ อึมครึมจนแทบจะหายใจไม่ออก ความตึงเครียดลอยฟุ้งไปทั่วห้องโถงกลางบ้าน เมื่อเกากั๋วเฉียงผู้เป็นพ่อแสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องที่เกาเจี้ยจื๋อกำลังคบหาดูใจกับครูหวัง ดูเหมือนว่าความประทับใจแรกที่เขามีต่อครูสาวคนนั้นจะติดลบไปเสียแล้ว
เจิ้งเซี่ยงหงเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเอ่ยแทรกขึ้นมาเพื่อเบี่ยงประเด็น หวังจะดึงสติลูกชายคนโตให้กลับมาโฟกัสในเส้นทางที่ควรจะเป็น
"เจี้ยจื๋อ ลูกยังต้องเรียนหนังสือนะ กลับไปเรียนชั้นมัธยม 5 ที่โรงเรียนเถอะลูก ปีหน้าก็ขึ้นมัธยม 6 แล้ว อดทนเรียนอีกแค่สองปีก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วนะ"
เกากั๋วเฉียงพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของภรรยา เขาหันขวับไปมองลูกชายคนโตด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
"แม่แกพูดถูกแล้ว แกยังต้องกลับไปเรียนหนังสือ หน้าที่ของแกคือการเรียน"
ทว่าเกาเจี้ยจื๋อกลับส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและท้อแท้
"ไม่เอาแล้ว ผมไม่อยากเรียนแล้วครับ ไม่ได้จับหนังสือมาตั้งนาน ป่านนี้ความรู้ที่มีคงคืนครูไปหมดแล้ว ตอนนี้ผมไม่มีกะจิตกะใจจะกลับไปนั่งเรียนแล้วด้วย"
"แล้วถ้าไม่เรียน แกคิดจะทำอะไรกิน"
เจิ้งเซี่ยงหงถามย้ำ พยายามจ้องมองหน้าลูกชายเพื่อค้นหาคำตอบในแววตานั้น
"ก็ทำนาอยู่ในทีมการผลิตนี่แหละครับ"
คำตอบซื่อๆ ของเกาเจี้ยจื๋อทำให้เกากั๋วเฉียงถึงกับแค่นเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความขัดใจ
"ช่างมีอนาคตเสียจริงนะ ความคิดแกนี่มัน..."
"ก็ผมไม่อยากเรียนแล้วนี่ครับ เรียนไปก็เปลืองเงินเปล่าๆ แถมสมองทึบๆ อย่างผม คงสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยหรอก สู้ให้น้องเรียนดีกว่า"
เกาเจี้ยจื๋อพูดตัดพ้อออกมาตามตรง ลึกๆ ในใจเขารู้สถานะตัวเองดีว่าไม่ได้หัวไวเหมือนน้องชาย การจะให้กลับไปรื้อฟื้นวิชาความรู้ที่ทิ้งร้างไปนานไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
อีกอย่างสถานะการเงินของที่บ้านตอนนี้ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยขนาดนั้น ลำพังแค่ส่งเสียเกาเจี้ยซิงคนเดียวก็หนักหนาสาหัสพอแรงแล้ว ในเมื่อน้องชายมีแววรุ่งกว่าก็ควรให้โอกาสน้อง ส่วนตัวเขาเองไฟในการเรียนมันมอดดับไปนานแล้ว
หลังจากมื้อเย็นที่แสนอึดอัดจบลง เกาเจี้ยซิงก็ปลีกตัวกลับเข้ามาในห้องนอน เขาจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดให้แสงสว่างสีส้มสลัวพอให้มองเห็นสภาพภายในห้อง ก่อนจะเอื้อมมือไปล้วงเอากล่องเหล็กสนิมเขรอะออกมาจากใต้เตียง เมื่อเปิดฝากล่องออกก็เผยให้เห็นธนบัตรใบย่อยและตั๋วแลกของต่างๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน
เด็กหนุ่มเริ่มนับเงินอย่างตั้งใจ แววตาเป็นประกายเมื่อเห็นผลตอบแทนจากความเสี่ยง เงินจำนวนนี้คือส่วนแบ่งที่เขาได้รับจากการออกไปล่าสัตว์กับเก๋อไล่จื่อ แล้วให้เก๋อไล่จื่อนำไปปล่อยขายในตลาดมืดอีกที
เรื่องเงินเก็บลับๆ ก้อนนี้ ทั้งเกากั๋วเฉียงและเจิ้งเซี่ยงหงต่างก็ไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย และเกาเจี้ยซิงก็ไม่มีความคิดที่จะปริปากบอกด้วย เพราะเขารู้ดีว่าถ้าแม่เฒ่าเกาผู้เป็นย่ารู้เข้าว่าที่บ้านมีเงินซ่อนอยู่ แม้แต่เงินแดงเดียวก็จะถูกหาเรื่องยืมไปจนหมดเกลี้ยงด้วยข้ออ้างสารพัดร้อยแปด
เกาเจี้ยซิงรู้ตื้นลึกหนาบางและสถานการณ์ในบ้านดีกว่าใคร เขาไม่ใช่คนโง่ที่จะเอาเงินออกมาล่อตาล่อใจใครให้เกิดปัญหา
ดึกสงัดคืนนั้น เกาเจี้ยจื๋อหลับสนิทไปแล้วเสียงกรนเบาๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะ แต่เกาเจี้ยซิงยังคงตื่นอยู่ เขาพลิกตัวไปมาครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือไปกระตุกแขนพี่ชายเบาๆ
"พี่... พี่ ตื่นก่อน"
เกาเจี้ยจื๋องัวเงียถามกลับทั้งที่เปลือกตายังปิดสนิท
"เจี้ยซิง... มีอะไรหรือเปล่า ดึกป่านนี้แล้ว"
"พรุ่งนี้พวกเก๋อไล่จื่อจะขึ้นภูเขาหนานหัวไปล่าสัตว์ พี่จะไปด้วยกันไหม"
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเข้าหน้า ทำให้เกาเจี้ยจื๋อตาสว่างโพลงขึ้นมาทันที เขาลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียงพร้อมกับทำหน้าตื่นตระหนก
"อะไรนะ! จะไปภูเขาหนานหัวเหรอ ไม่ได้นะ ห้ามไปเด็ดขาดเลย!"
"โธ่พี่ เบาเสียงหน่อยสิ เดี๋ยวพ่อกับแม่ก็ได้ยินหรอก... เราก็เคยไปกันมาแล้วไม่ใช่หรือไง"
เกาเจี้ยซิงพยายามเกลี้ยกล่อม พลางส่งสัญญาณให้พี่ชายลดเสียงลง
เกาเจี้ยจื๋อมองน้องชายผ่านความมืดด้วยสายตาไม่เห็นด้วย เขาเตือนสติด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"แกลืมไปแล้วหรือไงว่าคราวก่อนโดนหมีตบจนช้ำในเจ็บหนักแค่ไหน กว่าจะรักษาตัวจนหายดี พอหายเจ็บเข้าหน่อยก็ลืมความเจ็บปวดแล้วหรือไง"
"คราวนั้นมันพลาดเพราะไม่ทันระวังนี่นา คราวนี้เราก็แค่ระวังตัวให้มากขึ้นก็พอแล้ว ประสบการณ์เราก็มีแล้วนี่"
เกาเจี้ยซิงตอบอย่างไม่ยี่หระ มั่นใจในฝีมือตัวเองมากขึ้น
"ยังไงก็ไม่ได้ ถ้าพ่อกับแม่รู้เข้า บ้านแตกแน่ๆ ฉันไม่เอาด้วยหรอก"
เกาเจี้ยจื๋อยังคงยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง
"ก็อย่าให้พ่อกับแม่รู้สิพี่ ตอนนี้บ้านเราลำบากจะตาย เงินก็แทบไม่มีใช้ พี่รู้ไหมว่าตอนนี้ราคาเนื้อในตลาดมืดพุ่งสูงขนาดไหน แค่หัวไชเท้าหัวเดียวยังขายได้ตั้งหนึ่งหยวนเลยนะพี่ คิดดูสิว่าถ้าได้เนื้อสัตว์มาจะขายได้เท่าไหร่"
เกาเจี้ยซิงอธิบายเหตุผลชักแม่น้ำทั้งห้า คราวก่อนที่จับงูได้สองตัว ตัวหนึ่งส่งเข้ากองกลางของทีมการผลิตเพื่อสร้างผลงาน ส่วนอีกตัวเขาเก็บไว้ให้เจิ้งเซี่ยงหงดองเหล้ายาบำรุง ถ้าไม่ติดว่าแม่ขอไว้ เขาคงแอบเอาไปขายในตลาดมืดฟันกำไรไปเป็นกอบเป็นกำแล้ว
"นี่พวกแก... ถึงขั้นเข้าออกตลาดมืดกันแล้วเหรอ ใจกล้าเกินไปแล้วนะเจี้ยซิง"
เกาเจี้ยจื๋อตาโตด้วยความตกใจเมื่อได้รับรู้ความจริงอีกด้านของน้องชาย
"มันจะมีอะไรน่ากลัวกันเชียว ใครๆ เขาก็ทำกัน"
"แกไม่รู้หรือไงว่าตลาดมืดมันวุ่นวายและเถื่อนแค่ไหน เกิดโดนปล้นหรือมีเรื่องขึ้นมา มันถึงตายได้เลยนะเว้ย"
"ใครจะกล้ามาปล้นพวกเรา อีกอย่างเก๋อไล่จื่อเขากว้างขวางในอำเภอจะตาย มีคนรู้จักเยอะแยะ ให้เขาเป็นคนออกหน้าไปขาย เราก็แค่รอรับส่วนแบ่ง ไม่ต้องออกหน้าเองให้เสี่ยง แค่มีหน้าที่ล่าสัตว์ให้ได้ก็พอ"
เกาเจี้ยซิงยังคงมองเห็นแต่โอกาสและช่องทางทำเงิน
"แต่ภูเขาหนานหัวมันอันตรายเกินไป มีคนเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่นตั้งกี่ศพแล้ว แกลืมตำนานพวกนั้นแล้วเหรอ"
เกาเจี้ยจื๋อส่ายหน้าดิก ยังไงเขาก็ไม่ยอมเอาชีวิตไปเสี่ยงด้วยแน่
เมื่อเห็นว่าพี่ชายหัวแข็งไม่ยอมคล้อยตามง่ายๆ เกาเจี้ยซิงจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่และเลิกเกลี้ยกล่อม
"งั้นถ้าพี่ไม่ไป ผมไปคนเดียวก็ได้ พี่อย่าบอกพ่อกับแม่ก็แล้วกัน ถือว่าช่วยปิดความลับให้ผมหน่อย"
พูดจบเขาก็เสริมขึ้นอีกประโยคเพื่อซื้อใจพี่ชาย
"ถ้าได้เงินมาแล้วเดี๋ยวผมแบ่งให้พี่ใช้ด้วย พี่จะได้มีเงินติดกระเป๋าบ้าง"
เกาเจี้ยจื๋อมองน้องชายที่ดื้อรั้นจะไปให้ได้ เขารู้จักนิสัยน้องคนนี้ดีว่าห้ามไปก็เท่านั้น สุดท้ายด้วยความเป็นห่วงกลัวน้องจะเป็นอันตราย จึงจำใจต้องกัดฟันตอบตกลง
"ก็ได้... ฉันจะไปกับแกด้วย อย่างน้อยไปสองคนก็ยังดีกว่าปล่อยแกไปคนเดียว"
ทีแรกเกาเจี้ยซิงตั้งใจจะชวนพี่ชายไปช่วยกันล่าสัตว์เพื่อหาเงินด้วยกัน แต่พอพี่ชายยอมตกลงจริงๆ เขากลับเริ่มลังเลและเป็นห่วงขึ้นมาเสียเอง
"พี่... หรือพี่จะรออยู่ที่บ้านดีกว่า ผมไปกับพวกพี่เก๋อได้ ไม่ต้องห่วงหรอก"
"ทำไมล่ะ เมื่อกี้ยังชวนอยู่เลย"
เกาเจี้ยจื๋อถามเสียงขุ่น
"ก็ภูเขาหนานหัวมันอันตราย ถ้าเกิดผมเป็นอะไรไป อย่างน้อยก็ยังมีพี่คอยดูแลพ่อกับแม่ แต่ถ้าเราเป็นอะไรไปทั้งคู่ ใครจะอยู่ดูแลพวกท่านล่ะ"
คำพูดนั้นเรียกมะเหงกจากเกาเจี้ยจื๋อเขกเข้าที่หัวน้องชายไปหนึ่งทีดัง โป๊ก!
"โอ๊ย! เจ็บนะพี่"
"ปากเสีย! รู้ว่าอันตรายแล้วยังจะไปอีก แช่งตัวเองทำไม"
"ก็ความรวยมันต้องเสี่ยงนี่พี่ ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดีทั้งนั้นแหละ ทำนาทั้งปีก็แค่พอกินพอใช้ไปวันๆ แต่เรื่องสร้างเนื้อสร้างตัวมันอีกเรื่อง บ้านเราฐานะก็อย่างที่เห็น พ่อเป็นถึงหัวหน้าทีมการผลิตแต่ความเป็นอยู่ก็ยังอัตคัด ขัดสนไปเสียทุกอย่าง ต่อไปพวกเราต้องแต่งงานมีลูกมีเต้า พี่จะให้ลูกเมียมาอดมื้อกินมื้อแบบนี้หรือไง"
คำพูดของเกาเจี้ยซิงกระแทกใจเกาเจี้ยจื๋อเข้าอย่างจัง มันเป็นความจริงที่เถียงไม่ออก ลำพังทำนาเหนื่อยสายตัวแทบขาดก็ได้แค่พอประทังชีวิตไปวันๆ เงินเก็บแทบไม่เคยเห็น ยิ่งตอนนี้ราคาของในตลาดมืดพุ่งสูง แม้จะเสี่ยงแต่มันก็เป็นหนทางเดียวที่จะลืมตาอ้าปากได้ในยุคสมัยนี้
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น สองพี่น้องตระกูลเกาก็แอบย่องออกจากบ้านไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันภายในห้องนอน
ทางด้านเซี่ยเสี่ยว ตื่นเช้ามาก็ต้องรีบไปช่วยกลุ่มหวังอ้ายหัวขนปุ๋ยคอกลงนา ทำงานตากแดดตากลมจนถึงเที่ยง เมื่อภารกิจขนปุ๋ยเสร็จเรียบร้อยและกลับมาถึงบ้านพักยุวปัญญาชน เธอจึงหาข้ออ้างกับเพื่อนๆ ว่าจะไปหาป้าเจิ้งเพื่อหลบฉากแอบเข้าไปในมิติส่วนตัว
กิจวัตรแรกในมิติคือการมุ่งหน้าไปเยี่ยมครอบครัวหมีดำที่ถ้ำบนภูเขาจำลอง ทว่าวันนี้บรรยากาศรอบถ้ำกลับแปลกไป พ่อหมีแม่หมีดูตื่นตัว หูตั้งชัน และระแวดระวังภัยที่ปากถ้ำผิดปกติ ทันทีที่พวกมันเห็นเซี่ยเสี่ยวปรากฏตัวขึ้น ท่าทางตึงเครียดเหล่านั้นถึงได้ดูผ่อนคลายลงบ้าง
พ่อหมีเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาหาพร้อมกับยื่นกระต่ายป่าตัวอ้วนพีที่ล่ามาได้ให้เธอ ราวกับเป็นบรรณาการ
เซี่ยเสี่ยวรีบนำกรงมาใส่กระต่ายแล้วเก็บไว้ในโกดังมิติอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแค่นั้น แม่หมียังใจดีมอบโถน้ำผึ้งป่าสีเหลืองอำพันส่งกลิ่นหอมหวานมาให้อีกหนึ่งโถ
"ช่วงนี้อาจจะมีคนขึ้นมาล่าสัตว์บนเขา พวกแกต้องระวังตัวให้มากๆ นะ เข้าใจไหม อย่าออกไปเพ่นพ่านไกลถ้ำล่ะ"
เซี่ยเสี่ยวกำชับสัตว์เลี้ยงตัวยักษ์ด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะออกจากมิติส่วนของภูเขาเพื่อเดินทางเข้าเมือง
เมื่อมาถึงตัวอำเภอ เธอจัดการแปลงโฉมและปลอมตัวให้มิดชิด แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของลูกค้าขาประจำที่เป็นหญิงสาววัยรุ่น แต่เคาะประตูเรียกอยู่นานสองนานก็ไม่มีใครมาเปิด
เซี่ยเสี่ยวถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
"เฮ้อ... ไม่อยู่บ้านงั้นเหรอ"
เดิมทีเธอตั้งใจจะถามลูกค้าคนนี้ว่าสนใจรับกระต่ายป่าตัวนี้ไหม ในเมื่อเจ้าของบ้านไม่อยู่ เธอก็คงต้องลองไปเสี่ยงดวงเอาที่ตลาดมืดดูสักตั้ง
แต่ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่เขตตลาดมืด สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับร่างของเก๋อไล่จื่อที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ไม่ไกล เซี่ยเสี่ยวใจหายวาบ รีบถอยฉากหลบเข้ามุมอับข้างกำแพง
"เกือบไปแล้ว..."
โชคชะตาเหมือนเล่นตลก พอหลบเก๋อไล่จื่อพ้น สายตาก็ดันเหลือบไปเห็นสองพี่น้องตระกูลเกากำลังเดินสวนมาอีกทาง
คุณพระช่วย! วันนี้มันวันโลกาวินาศหรืออย่างไร หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ เซี่ยเสี่ยวรีบกวาดตามองหาที่ซ่อนตัวอย่างจ้าละหวั่น ขืนโดนจับได้ตอนนี้มีหวังความลับแตกยับเยินแน่
เธอแอบมองจากซอกกำแพง เห็นสองพี่น้องตระกูลเกาหยุดเดิน จากนั้นเก๋อไล่จื่อกับชายอีกคนชื่อหงซิงก็เดินเข้ามาสมทบ ดูเหมือนพวกเขากำลังแบ่งปึกธนบัตรกันอย่างเคร่งเครียด สีหน้าของแต่ละคนดูจริงจัง ก่อนจะแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง
ภาพที่เห็นทำให้เซี่ยเสี่ยวประมวลผลได้
'พวกเกาเจี้ยซิงเอาของป่ามาปล่อยขายในตลาดมืดนี่เอง!'
มิน่าล่ะทำไมเช้านี้ครอบครัวหมีในมิติถึงได้ดูตื่นกลัวผิดปกติ เพราะมีกลุ่มนักล่าอย่างพวกเขานี่เองที่ขึ้นไปป้วนเปี้ยนบนภูเขา
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซี่ยเสี่ยวก็ขนลุกซู่ เธอไม่กล้าโอ้เอ้อยู่ในอำเภออีกต่อไป รีบหาจังหวะปลอดคนแล้วมุดกลับเข้ามิติเพื่อวาร์ปกลับไปที่หมู่บ้าน
เหตุการณ์วันนี้ทำเอาใจหายใจคว่ำ การไปตลาดมืดไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ยิ่งเห็นพวกเก๋อไล่จื่อกับหงซิงดูเชี่ยวชาญแบบนั้น แสดงว่าคงทำกันมาหลายครั้งจนชำนาญแล้ว ถ้าบังเอิญไปจ๊ะเอ๋กันเข้าคงเป็นเรื่องใหญ่แน่
หลังจากนั้นอีกหลายวัน เซี่ยเสี่ยวก็แทบไม่เห็นเงาของสองพี่น้องตระกูลเกาเลย พอแกล้งเลียบเคียงถามเจิ้งเซี่ยงหง เธอก็บอกแค่ว่าไม่รู้ว่าลูกชายสองคนหายหัวไปไหน
เซี่ยเสี่ยวค่อนข้างมั่นใจว่าพวกเขากำลังติดลมบนกับการล่าสัตว์กับกลุ่มเก๋อไล่จื่อ แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือเธอไม่เห็นหลิวไห่กั๋วอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย สงสัยว่าหลังจากเหตุการณ์ครั้งก่อน เก๋อไล่จื่อคงจะมองว่าลูกชายหัวหน้าทีมการผลิตคนนั้นพึ่งพาไม่ได้จึงเขี่ยออกจากกลุ่มไปแล้วกระมัง
[จบบท]