เซี่ยเสี่ยวนั่งมองฝูงกระต่ายป่าและไก่ป่าที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในมิติพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เรื่องการเลี้ยงดูพวกมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอเลยสักนิด เพราะแม่ไก่ป่านั้นออกไข่มาให้เก็บกินได้เรื่อยๆ แต่ปัญหามันติดอยู่ที่เจ้าพวกกระต่ายป่าที่ขยายพันธุ์รวดเร็วเหลือเกิน จะให้เธอลงมือฆ่าพวกมันเพื่อเอาเนื้อมาทำอาหาร เธอก็ทำใจไม่ได้จริงๆ
ความรู้สึกมันต่างจากการจัดการพวกไก่หรือปลา ในชาติก่อนเธอทำอาหารกินเองเป็นประจำ การเชือดไก่แล่ปลาจึงเป็นเรื่องที่เคยชินและทำได้คล่องแคล่ว ทว่ากับเจ้ากระต่ายขนฟูพวกนี้ เซี่ยเสี่ยวไม่เคยมีประสบการณ์ฆ่ามันมาก่อน และต่อให้ต้องทำจริงๆ เธอก็ไม่กล้าพอที่จะลงมีดกับพวกมัน
เมื่อเลี้ยงไว้ก็กินไม่ลง ครั้นจะปล่อยไว้เฉยๆ ก็เสียของ ความคิดที่จะสร้างรายได้จากพวกมันจึงผุดขึ้นมาในหัว เธออยากจะเอาพวกมันไปขายแลกเงินให้รู้แล้วรู้รอด แต่ติดปัญหาใหญ่อยู่ที่ว่าเธอจะอธิบายที่มาที่ไปของกระต่ายพวกนี้กับคนอื่นได้อย่างไร
หญิงสาวนึกไปถึงเกาเจี้ยซิง ชายหนุ่มท่าทางคล่องแคล่วคนนั้นอาจจะพอมีลู่ทาง แต่ถ้าเธอเอาไปให้เขาช่วยขาย ก็ต้องตอบคำถามเรื่องแหล่งที่มาอยู่ดี ซึ่งด้วยทักษะการโกหกที่ไม่ได้แนบเนียนอะไรของเธอ คงยากที่จะทำให้เขาเชื่อได้สนิทใจ
ด้วยเหตุนี้ กิจวัตรประจำวันของเซี่ยเสี่ยวจึงเพิ่มเรื่องราวการเข้าป่าขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง เธอเพียรบอกกับป้าเจิ้งทุกวันว่าจะขึ้นเขาไปวางกับดักสัตว์ ซึ่งความจริงแล้วภูเขาหนานหัวแห่งนี้เต็มไปด้วยอันตราย นอกจากสัตว์ป่าแล้ว ยังมีกับดักที่ชาวบ้านคนอื่นๆ วางเอาไว้เกลื่อนกราด หากไม่ได้ก้อนหินในมิติช่วยส่งสัญญาณเตือน ป่านนี้ขาของเธอคงได้ลงไปอยู่ในหลุมพรางของใครสักคนไปแล้ว
ป้าเจิ้งเห็นเซี่ยเสี่ยวขยันแบกตะกร้าขึ้นเขาไปวางกับดักทุกวี่ทุกวัน แต่ขากลับลงมามือเปล่าตลอดก็ได้แต่เอ่ยปลอบใจด้วยความเอ็นดู หญิงสาวเองก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพราะเจตนาที่แท้จริงของเธอคือการสร้างภาพจำว่าเธอเข้าป่าล่าสัตว์ ส่วนจะได้อะไรติดมือกลับมาหรือไม่นั้น เธอไม่ได้คาดหวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ชีวิตในทีมการผลิตกวางหมิงวนเวียนอยู่กับวัฏจักรเดิมๆ ในแต่ละวันถ้าไม่ลงแปลงนาไปทำงานแลกแต้ม ก็ต้องขึ้นเขาไปบุกเบิกที่ดินทำกิน ยิ่งในช่วงฤดูเพาะปลูกที่งานล้นมือ เซี่ยเสี่ยวเหนื่อยจนแทบจะคลานกลับที่พัก สภาพไม่ต่างจากสุนัขหอบแดด ทว่าในหนึ่งเดือนก็ยังพอมีวันหยุดให้ได้พักหายใจหายคอบ้างครึ่งค่อนวัน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็ขยันขันแข็ง ไม่ค่อยมีใครกล้าอู้งาน เพราะทุกคนรู้ดีว่าถ้าไม่ทำก็ไม่มีผลผลิต และสุดท้ายคนที่อดตายก็คือตัวเอง
ในช่วงเวลาที่งานยุ่ง หากเกาเจี้ยซิงไม่ได้ไปโรงเรียน เซี่ยเสี่ยวก็มักจะเห็นเขาทำงานอยู่ในทุ่งนาเสมอ แต่พอถึงช่วงเวลาพักหรือหลังจากเลิกงาน สองพี่น้องตระกูลเกาก็มักจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เซี่ยเสี่ยวพอจะเดาทางได้ว่าช่วงนี้พี่น้องคู่นี้คงไม่พ้นขึ้นเขาหนานหัวไปล่าสัตว์ตามประสาคนหนุ่มที่มีพละกำลังเหลือเฟือ แต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจคือเย็นวันหนึ่ง ทั้งสองคนกลับมาพร้อมกับปลาทะเลสดๆ หลายตัว
จังหวะนั้นเซี่ยเสี่ยวกำลังนั่งเรียนรู้วิธีถักเสื่อจากต้นกกอยู่กับป้าเจิ้งที่บ้านสกุลเกาพอดี เมื่อเห็นลูกชายทั้งสองหิ้วปลาเข้ามา ป้าเจิ้งก็ร้องทักขึ้นด้วยความสงสัย
"พวกแกไปไหนกันมาเนี่ย ไปเอาปลาพวกนี้มาจากไหน"
"ไปบ้านพี่รองมาครับแม่" เกาเจี้ยจื๋อเป็นคนตอบ
พอได้ยินแบบนั้น ป้าเจิ้งก็รีบสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงตำหนิ "พี่รองแกให้ปลามาเหรอ พวกแกนี่มันใช้ไม่ได้เลย ไปเอาของพี่สาวมาได้ยังไง บ้านนั้นคนกินก็เยอะแยะ ลำพังจะหากินให้พอปากท้องก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว"
"เปล่าครับแม่ ปลาพวกนี้ผมกับพี่ใหญ่ตามพี่เขยออกเรือไปช่วยเขาลากอวนมาต่างหาก" เกาเจี้ยซิงรีบอธิบายแก้ต่างให้ตัวเองและพี่ชาย
"งั้นก็ควรจะทิ้งไว้ให้ทางนั้นกินสิ ทีมการผลิตเราสภาพความเป็นอยู่ยังดีกว่าทางโน้นเยอะ อย่างน้อยก็ไม่อดอยาก แต่ชาวประมงถ้าวันไหนออกเรือไม่ได้ก็ไม่มีอะไรกินเลยนะ" ป้าเจิ้งบ่นยาวเหยียดด้วยความเป็นห่วงลูกสาวคนรอง
พี่เขยของเกาเจี้ยซิงเป็นคนหมู่บ้านชาวประมงซึ่งอยู่ติดทะเล อาชีพหลักคือการออกเรือหาปลาที่มีความเสี่ยงสูง นับตั้งแต่เซี่ยเสี่ยวเกิดใหม่มาอยู่ที่นี่ เธอยังไม่เคยได้ไปสัมผัสบรรยากาศทะเลเลยสักครั้ง แม้ว่าทีมการผลิตกวางหมิงและทีมการผลิตหงซิงจะตั้งอยู่ใกล้ภูเขา แต่ระยะทางไปทะเลนั้นไกลกว่าเข้าตัวอำเภอเสียอีก อย่างน้อยต้องเดินเท้ากว่าสองชั่วโมง
สิ่งที่สองพี่น้องไม่ได้บอกแม่ก็คือ พวกเขาแบ่งปลาส่วนหนึ่งไปขายในตลาดมืดเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่หิ้วกลับมานี่เป็นเพียงส่วนน้อยที่เก็บไว้กินเอง
"บ้านพี่รองมีเก็บไว้เยอะแยะแล้วครับแม่ ส่วนพวกนี้พวกเราย่างมาเสร็จสรรพ กะว่าจะเอามาให้พ่อกับแม่ลองชิมดู" เกาเจี้ยจื๋อรีบพูดเอาใจมารดา
เมื่อได้ยินว่าลูกกตัญญู สีหน้าบึ้งตึงของป้าเจิ้งก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม นางรีบกวักมือเรียกเซี่ยเสี่ยว "มาๆ เสี่ยวเสี่ยว มาชิมปลาด้วยกัน เฮ้อ จะว่าไปป้านี่ก็จำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้กินปลาทะเลมานานแค่ไหน"
"ไม่เป็นไรจ้ะป้าเจิ้ง ฉันขอตัวกลับก่อนดีกว่า" เซี่ยเสี่ยวรีบปฏิเสธและเตรียมจะลุกหนี ในยุคที่อาหารการกินขัดสนแบบนี้ เธอจะหน้าด้านแย่งเจ้าของบ้านกินได้อย่างไร
อีกอย่าง ในมิติของเธอก็มีของกินตุนไว้เพียบ เพียงแต่เธอยังไม่เคยเอาออกมาแบ่งปันใคร นอกจากตอนที่เกาเจี้ยซิงบาดเจ็บที่เธอแอบหยดน้ำวิเศษลงในแก้วให้เขากินทุกวันเท่านั้น
"จะไปไหนล่ะ อยู่กินด้วยกันนี่แหละ หนูเกรงใจป้าเกินไปแล้วนะ" ป้าเจิ้งรั้งแขนหญิงสาวไว้แน่น
"กินเถอะสหายเซี่ย มีเยอะแยะ" เกาเจี้ยจื๋อก็ช่วยเสริม
"แม่เขาชวนกินก็กินสิ จะลีลาอยู่ทำไม" เกาเจี้ยซิงพูดโพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ตามสไตล์
สุดท้ายเซี่ยเสี่ยวก็ต้องยอมรับปลาย่างที่ป้าเจิ้งยัดใส่มือมาหนึ่งตัว ระหว่างที่ป้าเจิ้งกับเกาเจี้ยจื๋อเดินถือปลาเข้าไปเก็บในครัว หญิงสาวก็สบโอกาสขยับเข้าไปใกล้เกาเจี้ยซิงแล้วกระซิบถามเสียงเบา
"พี่เจี้ยซิง ฉันถามอะไรหน่อยสิ พี่รู้จักตลาดมืดไหม"
ทันทีที่สิ้นเสียงคำถาม บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตวัดสายตามองเธออย่างระแวดระวัง แววตานั้นคมกริบจนเซี่ยเสี่ยวรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ จนแทบจะกลืนคำพูดลงคอ
"ถามทำไม" น้ำเสียงของเขาต่ำลงและจริงจังกว่าปกติ
"เปล่าหรอก... คือช่วงนี้ฉันขึ้นไปวางกับดักบนเขาบ่อยๆ ก็เลยคิดว่าถ้าเกิดฟลุ๊คจับสัตว์ได้ขึ้นมา ฉันอยากจะเอาไปขายแลกเงินน่ะ ก็เลยอยากรู้เรื่องตลาดมืด พี่พอจะรู้บ้างไหม"
"ไม่รู้" เกาเจี้ยซิงตอบตัดบทสั้นๆ ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
เซี่ยเสี่ยวได้แต่เบ้ปากในใจ ไม่นึกว่าเขาจะระวังตัวแจขนาดนี้ ปากแข็งโป๊ก ง้างยังไงก็คงไม่มีทางหลุดออกมาแน่ ดูจากท่าทีแล้ว ต่อให้ตื๊อถามต่อไปก็คงไม่ได้ความ เธอจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะขอข้อมูลจากเขา
หลังจากวันนั้น เซี่ยเสี่ยวก็ยังคงแบกตะกร้าขึ้นเขาไปวางกับดักจำแลงของเธอทุกวัน ยกเว้นวันที่ฝนตกหนัก ชาวบ้านในทีมการผลิตต่างก็เห็นจนชินตาและรู้กันทั่วว่ายุวปัญญาชนสาวคนนี้ขยันหาของป่า
กระทั่งวันหนึ่ง ลุงเกากลับมาจากทำธุระข้างนอก
"พ่อ กลับมาแล้วเหรอ" เกาเจี้ยซิงร้องทักผู้เป็นพ่อ
เซี่ยเสี่ยวที่บังเอิญอยู่แถวนั้นพอดีก็รีบยกมือไหว้ทักทายลุงหัวหน้า ทว่าวันนี้ลุงเกาไม่ได้กลับมาคนเดียว ด้านหลังเขามีกลุ่มคนหนุ่มสาวเดินตามมาด้วยอีกสามคน เพียงแค่กวาดตามองปราดเดียว เซี่ยเสี่ยวก็ดูออกทันทีว่าคนเหล่านี้มาจากในเมือง ผิวพรรณที่ยังขาวผ่องดูตัดกับชาวบ้านร้านถิ่นที่กรำแดดกรำฝนอย่างชัดเจน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นยุวปัญญาชนล็อตใหม่ที่เพิ่งถูกส่งตัวมา
"อ้าว เสี่ยวเสี่ยวก็อยู่ด้วยเหรอ ดีเลย นี่คือยุวปัญญาชนที่เพิ่งย้ายมาอยู่ทีมผลิตของเรา กู้เว่ยกั๋ว เหยาวั่งชุน แล้วก็สวีเหมย ทั้งสามคนมาจากเมืองเดียวกับหนูเลยนะ เป็นเด็กจบมัธยมปลายรุ่นนี้แหละ"
"นี่คือเซี่ยเสี่ยว เป็นยุวปัญญาชนรุ่นพี่ที่มาเมื่อปีก่อน เดี๋ยวให้เซี่ยเสี่ยวพาพวกเธอไปที่บ้านพักยุวปัญญาชนนะ จัดแจงที่หลับที่นอนให้เรียบร้อย แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยมารายงานตัวที่กองอำนวยการ" ลุงเกาหันไปสั่งงานกลุ่มเด็กใหม่
เซี่ยเสี่ยวได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าหนักใจเล็กน้อย "ลุงเกาคะ แต่ที่บ้านพักมันจะพอเหรอคะ เตียงน่าจะเต็มหมดแล้วนะ"
บ้านพักยุวปัญญาชนไม่ได้กว้างขวางอะไร ในความทรงจำของเธอ เตียงทุกหลังมีเจ้าของหมดแล้ว โดยเฉพาะห้องพักหญิงที่เธออยู่ก็เป็นเตียงสุดท้ายพอดี แล้วสวีเหมยที่เพิ่งมาใหม่จะไปแทรกตรงไหนได้
ลุงเกาเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าต้องเกิดปัญหานี้ จึงโบกมืออย่างสบายใจ "ไม่เป็นไรหรอก ให้สหายสวีเหมยไปนอนเตียงของหยางฮว่าก็แล้วกัน"
"เตียงของหยางฮว่า?" เซี่ยเสี่ยวทวนคำด้วยความแปลกใจ นั่นมันที่นอนของตัวแม่ประจำกลุ่มเลยนะ ปกติหยางฮว่าไม่ได้นอนรวมกับคนอื่นที่บ้านพัก แต่มีห้องส่วนตัวกั้นเป็นสัดส่วนอยู่ที่ห้องทำงานฝ่ายสตรี ซึ่งเป็นอาณาเขตของหัวหน้าหลี่ "แล้วหยางฮว่าล่ะคะ"
"ตอนนี้ย้ายไปอยู่บ้านหลานชายลุงแล้ว อีกสองวันก็จะไปจดทะเบียนสมรสกัน"
คำตอบของลุงเกาทำเอาเซี่ยเสี่ยวตาโตเท่าไข่ห่าน หยางฮว่าเนี่ยนะจะแต่งงาน แถมยังแต่งกับลูกชายของป้าสะใภ้หลินเสวี่ยปี้อีกต่างหาก
นี่มันช่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ หยางฮว่าเพิ่งจะอายุยี่สิบเอ็ดปีเองไม่ใช่หรือ ทำไมถึงรีบร้อนแต่งงานขนาดนั้น
"ลุงคะ... ให้ฉันพาสวีเหมยไปที่นั่นมันจะไม่ดูเป็นการบุกรุกเหรอคะ หัวหน้าหลี่แกคงไม่ยอมง่ายๆ แน่" เซี่ยเสี่ยวแย้งด้วยความกังวล ใครๆ ก็รู้ว่านั่นมันถิ่นของหลี่เชิ่งเหม่ยกับหยางฮว่า ขืนเธอทะเล่อทะล่าพาคนเข้าไป มีหวังโดนด่าเปิงออกมา
"ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้เลขาธิการเฮ่ออนุมัติแล้ว ไม่มีใครกล้าว่าอะไรหรอก" ลุงเกายืนยันหนักแน่น ก่อนจะหันไปสั่งลูกชายทั้งสอง "เจ้าจื๋อ เจ้าซิง พวกแกสองคนตามไปช่วยยกของ จัดเตียงให้สหายกู้กับสหายเหยาที่บ้านพักชายด้วย ไปกันเดี๋ยวนี้เลย"
เซี่ยเสี่ยวเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า 'เลขาธิการเฮ่อ' ที่ลุงเกาพูดถึงก็คือเฮ่อหงจวิน สามีของหลี่เชิ่งเหม่ยนั่นเอง แม้เขาจะปฏิเสธตำแหน่งในทีมการผลิตไปแล้ว แต่ดูเหมือนอำนาจการตัดสินใจบางอย่างก็ยังศักดิ์สิทธิ์อยู่ และลุงเกาก็ให้เกียรติเขาในฐานะผู้นำคนหนึ่ง
เมื่อหมดข้อโต้แย้ง เซี่ยเสี่ยวจึงหันไปยิ้มผูกมิตรให้กับสหายใหม่ทั้งสามคน
"เอาล่ะ งั้นพวกเธอตามฉันมาทางนี้เลย เดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว"
[จบบท]