“โอ้โฮ แม่ของเธอท้องแล้วเหรอเซี่ยเสี่ยว เรื่องมงคลชัดๆ ยินดีด้วยนะ” เพื่อนร่วมห้องต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับเซี่ยเสี่ยว
เซี่ยเสี่ยวมองรอยยิ้มที่แสดงความยินดีจากใจจริงของทุกคนแล้วก็ยิ้มตอบบางๆ ดูเหมือนว่าความคิดของเธอกับคนในยุคนี้จะแตกต่างกันอยู่พอสมควร
เธอจึงลองเอ่ยถามออกไปว่า “พวกเธอไม่คิดเหรอว่าที่บ้านก็ลำบากกันอยู่แล้ว มีลูกชายหนึ่งคนกับลูกสาวอีกตั้งสี่คน ขืนมีเพิ่มมาอีกคนจะไม่ยิ่งเพิ่มภาระให้ทางบ้านเหรอ”
“ลูกมากวาสนามาก พอคลอดออกมาแล้วยังไงก็เลี้ยงรอดน่า อีกอย่างท้องแล้วจะให้ทำแท้งก็คงทำไม่ลงหรอกจริงไหม” หวังอ้ายหัวเป็นคนพูดขึ้นก่อน
เซี่ยเสี่ยวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายุคสมัยนี้คงยังไม่มีการคุมกำเนิดแพร่หลายนัก และน้อยคนนักที่จะคิดเรื่องการคุมกำเนิด
“เซี่ยเสี่ยว เธอคิดมากไปแล้ว แม่เธอท้องถือเป็นเรื่องดีนะ มีพี่น้องเยอะๆ สิอุ่นใจ เวลามีเรื่องเดือดร้อนอะไรจะได้ช่วยกันได้” หยางเสวี่ยหัวเสริม
“นั่นสิ” หวังอ้ายหัวพยักหน้าเห็นด้วย
“เซี่ยเสี่ยว ถ้าเธอไม่ดีใจที่น้องจะเกิดมา หรือคิดว่าพวกเขาไม่ควรเกิดมา ฉันว่าเธอออกจะเห็นแก่ตัวไปหน่อยนะ” เฝิงอิงกล่าวตำหนิเบาๆ
เซี่ยเสี่ยวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันไม่ได้คิดว่าน้องไม่ควรเกิดมา แค่คิดว่าทางบ้านยากจน ข้าวปลาแทบจะไม่มีกิน กลัวว่าจะเลี้ยงกันไม่ไหวน่ะ”
ซุนอวี้หัวแย้งขึ้นมาบ้าง “เธอคิดมากไปแล้ว รัฐเลี้ยงดูให้อยู่แล้ว เด็กในเมืองพอเกิดมาก็ได้รับส่วนแบ่งตั๋วปันส่วนธัญพืชทันที จะเลี้ยงไม่รอดได้ยังไง”
ทว่าต่งเหม่ยหัวกลับพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว “ฉันเองก็ไม่ชอบแบบนี้เหมือนกัน ที่บ้านฉันน่ะหนักข้อยิ่งกว่า เห็นลูกชายดีกว่าลูกสาว ฉันมีพี่ชายคนหนึ่งกับพี่สาวอีกคน จริงๆ แล้วควรจะเป็นพี่สาวที่ต้องลงมาชนบท แต่เพราะแม่คลอดน้องชายออกมา ฉันเลยต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่แทน ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่ กลับเมืองก็ไม่ได้แบบนี้หรอก”
น้ำเสียงของต่งเหม่ยหัวเต็มไปด้วยความไม่พอใจในตัวน้องชาย และยังแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจที่ครอบครัวเห็นความสำคัญของลูกชายมากกว่า
พอต่งเหม่ยหัวพูดจบ บรรยากาศในห้องก็เงียบกริบลงทันที ตามกฎแล้วถ้าครอบครัวในเมืองมีลูกสองคน ต้องมีหนึ่งคนที่ถูกส่งไปชนบท ถ้ามีสามคนก็ต้องไปหนึ่งคน แต่ถ้ามีสี่คนต้องไปถึงสองคน
ยุวปัญญาชนที่ลงมาชนบทอย่างพวกเธอ ต่างก็มีพี่น้องที่ได้เรียนหนังสือหรือทำงานอยู่ในเมืองกันทั้งนั้น ถึงจะลำบากบ้างแต่การอยู่ในเมืองก็ยังสบายกว่าการมาใช้แรงงานในชนบทแบบนี้อยู่ดี พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ละคนจึงเริ่มรู้สึกสะท้อนใจ
จริงๆ แล้วตามเกณฑ์ของครอบครัวเจ้าของร่างเดิม เซี่ยเสี่ยวจะต้องถูกส่งตัวมาชนบทไม่ช้าก็เร็ว แต่ไม่ควรจะเป็นตอนอายุสิบสามปีแบบนี้ อย่างน้อยก็น่าจะยื้อเวลาไปได้อีกสักสองสามปี
หลังจากคุยกับเพื่อนร่วมห้องเสร็จ เซี่ยเสี่ยวก็เริ่มลงมือเขียนจดหมายตอบกลับทางบ้าน เริ่มจากถามไถ่สุขภาพของปู่กับย่า แล้วก็ถามถึงเรื่องการเรียนของน้องสาวคนรองกับน้องสาวคนท่ีสาม รวมถึงน้องเล็กด้วย เธอกำชับให้พวกตั้งใจเรียน
หากอยากช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านจริงๆ ก็ต้องขยันเรียนให้เก่งๆ จนสอบข้ามชั้นได้ แบบนั้นถึงจะช่วยประหยัดค่าเทอมได้จริง
เมื่อผ่านพ้นช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมไปแล้วก็จะมีการฟื้นฟูระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือ 'เกาเข่า' ขึ้นมาอีกครั้ง เซี่ยเสี่ยวหวังว่าน้องสาวทั้งหลายจะตั้งใจเรียนให้จบอย่างน้อยชั้นมัธยมต้น หรือถ้าให้ดีก็จบมัธยมปลายไปเลย ถึงตอนนั้นจะได้มาสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน
พอห่วงใยน้องๆ เสร็จ เธอก็เขียนแสดงความห่วงใยพ่อแม่ ถามถึงน้องที่ยังไม่คลอด และไม่ลืมกำชับไปถึงพี่ชายกับอาหยง เตือนเรื่อง 'อย่าทำตัวรวยจนเป็นที่สะดุดตา' เพื่อไม่ให้คนอื่นอิจฉา ท้ายที่สุดก็บอกให้ทุกคนดูแลรักษาสุขภาพ เป็นอันจบจดหมายหนึ่งฉบับ
“ลายมือของเซี่ยเสี่ยวสวยขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ” เฝิงอิงเหลือบตามองแล้วเอ่ยชม
เซี่ยเสี่ยวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก โชคดีที่เธอแอบเอาตั๋วอาหารและเงินแนบไปในจดหมายแล้วเก็บเข้ามิติไปก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นขืนวางทิ้งไว้ หรือเผลอทำหล่นให้ใครเห็นคงเป็นเรื่องใหญ่ ของมีค่าพวกนี้เธอไม่สามารถให้เพื่อนร่วมห้องหรือคนในทีมการผลิตรู้เห็นได้เด็ดขาด
“ลายมือพี่เฝิงอิงสิคะถึงจะเรียกว่าสวยจริง ทั้งพี่ซุนอวี้หัว พี่หยางเสวี่ยหัว พี่หวังอ้ายหัว หรือแม้แต่ต่งเหม่ยหัว ลายมือสวยๆ กันทั้งนั้น ลายมือฉันเทียบพวกพี่ไม่ติดหรอกค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวไม่ได้แกล้งยอ แต่รูมเมตของเธอแต่ละคนคัดลายมือกันได้สวยจริงๆ
เช้าวันต่อมา เซี่ยเสี่ยวออกไปลงแรงทำนากับคนอื่นๆ ตามปกติ พอเลิกงานเธอก็รีบปลีกตัวเข้าป่าไปวางกับดัก
วันนี้เธอตั้งใจจะเข้าเมืองไปส่งจดหมาย แต่พอเดินออกมาจากเขตที่พักของทีมการผลิตได้ไม่ไกล เธอก็เจอกับเกาเจี้ยซิงเข้าพอดี
“พี่เกาเจี้ยซิง จะเข้าเมืองเหรอคะ” เซี่ยเสี่ยวเอ่ยทัก
ช่วงนี้โรงเรียนปิดเทอม เกาเจี้ยซิงเลยกลับมาช่วยงานที่ทีมการผลิต แต่พอเลิกงานเขาก็มักจะหายตัวไปทันที เซี่ยเสี่ยวเลยไม่แน่ใจว่าเขากำลังจะกลับบ้านหรือจะออกไปข้างนอก
เกาเจี้ยซิงส่ายหน้า มองมาที่เธอแล้วถามกลับ “แล้วเธอล่ะ จะไปไหน”
“ฉันจะเข้าเมืองไปส่งจดหมายค่ะ”
“แค่ส่งจดหมายต้องเข้าเมืองเองเลยเหรอ ฝากคนที่เข้าเมืองไปส่งที่ไปรษณีย์ก็ได้นี่” เขาแนะนำ
“ฉันกะว่าจะไปซื้อของด้วยน่ะค่ะ เลยว่าจะไปเอง” เซี่ยเสี่ยวตอบพร้อมกับโบกมือลา แต่แล้วสมองก็แล่นปราด นึกแผนบางอย่างขึ้นมาได้ “พี่เกาเจี้ยซิงคะ ฉันวางกับดักไว้ในป่า ตรงที่เดิมที่เราเคยไปวางด้วยกัน ถ้าพี่ว่างช่วยไปดูให้หน่อยได้ไหมคะ ฉันกลัวว่าจะกลับมาไม่ทัน”
“อืม” เกาเจี้ยซิงรับคำสั้นๆ
เซี่ยเสี่ยวไม่พูดพร่ำทำเพลงต่อ รีบขอตัวเดินแยกออกมาทันที
เกาเจี้ยซิงมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นเหมือนอยากจะตะโกนเรียกเพื่อพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบแล้วเดินกลับเข้าหมู่บ้านไป
พอเดินออกมาจนแน่ใจว่าไกลพอสมควรแล้ว เซี่ยเสี่ยวก็กระซิบถามก้อนหินในใจ
“เกอเกอ แถวนี้มีคนอยู่ไหม ถ้าฉันจะแวบเข้ามิติตอนนี้จะมีใครเห็นหรือเปล่า”
“มีคน ทางเนินเขาด้านซ้ายมือเธอมีคู่รักคู่หนึ่ง ในป่าข้างหน้านั่นก็มีอีกคู่”
เซี่ยเสี่ยวถึงกับเหงื่อตก เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใครจริงๆ ต้องยอมรับว่าช่วงนี้หนุ่มสาวในทีมการผลิตดูจะมีความรักเบ่งบานกันเยอะเหลือเกิน ตอนทำงานก็เห็นจับคู่ช่วยกันทำมาหากิน เข้าป่าไปก็ยังเจอ ไม่นึกเลยว่าขนาดตรงนี้ยังอุตส่าห์มาจู๋จี๋กันได้
เธอทำได้แค่แสร้งมองตรงไปข้างหน้าแล้วเดินเลี่ยงออกมาให้ไกลกว่าเดิม จนกระทั่งมั่นใจว่าปลอดคนจริงๆ ถึงได้หายวับเข้าไปในมิติ
พอเข้ามาในมิติ เซี่ยเสี่ยวไม่ได้ตรงดิ่งเข้าเมืองทันที แต่เลือกวาร์ปจากในมิติไปยังจุดที่วางกับดักบนภูเขาเสียก่อน
เมื่อมาถึงจุดที่วางกับดัก เธอก็จัดการเอากระต่ายป่าสองตัวจากในมิติออกมาใส่ไว้ในกรงดักที่วางทิ้งไว้ เสร็จเรียบร้อยแล้วถึงค่อยวาร์ปเข้าตัวเมือง
ก่อนจะไปส่งจดหมาย เธอแวะไปที่บ้านของหญิงสาวแม่ลูกอ่อนคนนั้น แต่เคาะประตูอยู่นานก็ไม่มีคนมาเปิด ดูท่าทางคงจะย้ายบ้านไปแล้ว
เซี่ยเสี่ยวถอนหายใจด้วยความผิดหวัง นึกว่าจะได้ลูกค้าประจำแล้วเชียว ดูเหมือนช่องทางนี้จะยังไม่มั่นคง สงสัยคงต้องพึ่งพาเกาเจี้ยซิงต่อไป
หลังจากเดินเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองสักพัก เธอก็กลับเข้ามาในมิติแล้วมุ่งหน้าไปที่ถ้ำหมี
ลูกหมีดำสองตัวนั้นโตเร็วมาก ตัวสูงกว่าเซี่ยเสี่ยวไปแล้ว พอพวกมันเห็นเธอมาก็รีบเข้ามาดมฟุดฟิดสำรวจกลิ่น ก่อนจะกระโดดโลดเต้นดีใจ
“ต้าสยง เอ้อร์สยง” เซี่ยเสี่ยวฉีกยิ้มกว้างพลางส่งเสียงเรียก
เธอเคยดูการ์ตูนเรื่อง 'คู่หูหมีเดือดป่วนป่า' ที่มีหมีสองตัวชื่อสยงต้ากับสยงเอ้อร์ ถึงแม้ในการ์ตูนจะเป็นหมีสีน้ำตาล แต่เจ้าสองตัวตรงหน้าเป็นหมีดำ เธอเลยตั้งชื่อให้พวกมันว่า 'ต้าสยง' กับ 'เอ้อร์สยง' แทน
เมื่อเทียบกับพ่อหมีแม่หมีแล้ว ดูเหมือนเจ้าลูกหมีสองตัวนี้จะสนิทกับเซี่ยเสี่ยวมากกว่า พอเห็นหน้าเธอ ได้กลิ่นเธอ ก็แสดงท่าทางร่าเริงมีความสุขออกมาทันที
[จบบท]