ในเวลานี้สถานการณ์ทั่วประเทศกำลังเข้าขั้นวิกฤต พื้นที่เพาะปลูกหลายแห่งประสบปัญหาภัยแล้งจนไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว ส่งผลให้เกิดคลื่นผู้อพยพจำนวนมหาศาลหลั่งไหลไปทั่วทุกสารทิศ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข่าวลือหนาหูว่าพวกอาชญากรร้ายแรงที่ทางการกำลังต้องการตัวตามหมายจับ อาจจะแฝงตัวปะปนมากับกลุ่มผู้อพยพเพื่อหลบหนีเข้ามาในเขตนี้ด้วย
ข่าวลือที่แพร่สะพัดออกไปสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก ลำพังแค่พวกโจรขโมยพืชผลก็สร้างความหวาดกลัวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับกันอยู่แล้ว หากพวกโจรเหี้ยมโหดพวกนี้เข้ามารวมกลุ่มกับพวกมิจฉาชีพในพื้นที่ สถานการณ์คงเลวร้ายจนเกินจะจินตนาการ
อำเภอที่เซี่ยเสี่ยวอาศัยอยู่ถือว่าเป็นพื้นที่ทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญและห่างไกลสายตาของรัฐบาลกลาง หรือที่เรียกกันติดปากว่า 'ภูเขาสูง ฮ่องเต้อยู่ไกล' ทว่าในความห่างไกลนั้นกลับมีความอุดมสมบูรณ์ซ่อนอยู่ ภูเขาเขียวขจี สายน้ำใสสะอาด และผืนดินที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก แม้ในแต่ละปีจะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติบ้าง แต่เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น ๆ แล้ว ก็ถือว่าเบาบางกว่ามาก และไม่เคยถึงขั้นวิกฤตจนผู้คนอดอยาก
แต่ทว่าในยามนี้ที่โจรผู้ร้ายชุกชุม แถมยังมีคนแปลกหน้าจากต่างถิ่น ทั้งผู้อพยพที่หิวโหยและคนร้ายที่แฝงตัวเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในเขตอำเภอ ชาวบ้านร้านถิ่นต่างก็อกสั่นขวัญแขวน รู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง
เกาเจี้ยซิงมักจะเป็นคนแรก ๆ ที่นำข่าวสารจากโลกภายนอกเข้ามาบอกเล่าให้ทุกคนฟังเสมอ เหมือนอย่างในตอนนี้ที่เขาเพิ่งกลับเข้ามาพร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียด
“เมื่อคืนที่ตลาดมืดมีเรื่องกันอีกแล้ว ถึงขนาดตำรวจต้องยกกำลังกันออกมาเลยนะ ได้ยินว่ามีคนตายไปหลายศพ”
เซี่ยเสี่ยวเงยหน้ามองเกาเจี้ยซิงด้วยแววตาเป็นกังวล เธอไม่อยากให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถานที่อโคจรแบบนั้น จึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“พี่เจี้ยซิง พี่อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องพวกนั้นเลยนะ ตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมสอบดีกว่า”
ลึก ๆ แล้วเซี่ยเสี่ยวก็ยังคาดหวังให้เกาเจี้ยซิงเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้อง การมุ่งมั่นกับการเรียนและสอบเข้ามหาวิทยาลัยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังไม่มีการเปิดสอบ แต่ในอนาคตเมื่อมีการฟื้นฟูระบบการสอบเกาเข่า เขาก็จะมีพื้นฐานที่แน่นพอ และที่สำคัญ หากเขาเผลอเดินทางผิดจนมีชื่อติดอยู่ในบัญชีดำของรัฐบาล ถึงตอนนั้นต่อให้อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยแค่ไหน ก็คงหมดสิทธิ์
เกาเจี้ยซิงแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงห้าวเป้งตามสไตล์ลูกผู้ชาย
“เธอนี่ซื่อบื้อจริง ๆ คนอย่างฉันรักอิสระจะตาย จะไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องพวกนั้นทำไม ถ้าพ่อรู้เข้าคงตีฉันตายคาไม้เรียว อีกอย่างนะ ฉันตั้งใจจะเป็นทหาร ไม่ได้อยากจะเป็นโจรซะหน่อย”
คำตอบของเขาทำให้เซี่ยเสี่ยวถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ฉันสังเกตมานานแล้วนะ คนที่นี่ชอบแทนตัวเองว่า 'เหล่าจือ' (ข้า/ฉันผู้ยิ่งใหญ่) กันจัง ไม่ว่าจะเด็กหรือแก่ก็ติดปากคำนี้กันหมด”
เกาเจี้ยซิงเลิกคิ้วมองเธอ ก่อนจะปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้นพลางลดเสียงลงเล็กน้อย
“เธออย่ามองโลกในแง่ดีเกินไปนัก ชาวบ้านในหมู่บ้านเราบางคนก็ไม่ได้ดีอย่างที่เธอคิดหรอกนะ เอาเป็นว่าฉันพูดแค่นี้แหละ พวกเธอเป็นผู้หญิงต้องระวังตัวให้มาก ๆ เข้าไว้”
“หมายความว่ายังไง?” เซี่ยเสี่ยวขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
“ฟังที่ฉันพูดไว้ก็พอ หัดมีไหวพริบซะบ้าง อย่าไปเชื่อใจใครสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวจะโดนหลอกเอา”
ทิ้งท้ายไว้เพียงปริศนา เกาเจี้ยซิงก็เดินจากไปโดยไม่ยอมอธิบายขยายความอะไรเพิ่ม ทิ้งให้เซี่ยเสี่ยวยืนงงเป็นไก่ตาแตก ไม่เข้าใจว่าเขาต้องการจะสื่อถึงใคร หรือเตือนเรื่องอะไรกันแน่
อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วเซี่ยเสี่ยวเป็นคนที่ระมัดระวังตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ในสถานการณ์แบบนี้ การจะหาอาวุธป้องกันตัวอย่างมีดพกสักเล่มไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากจะต้องใช้เงินแล้ว ยังต้องใช้คูปองอุตสาหกรรมซึ่งเธอไม่มีและหาไม่ได้ง่าย ๆ
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว ถ้าหากพวกโจรบุกเข้ามาจริง ๆ ทำไมเธอไม่ฉวยโอกาสนี้หาอาวุธจากพวกมันล่ะ? ดวงตาของเซี่ยเสี่ยวเป็นประกายขึ้นมาทันที ถ้าพวกโจรกล้าโผล่หัวมา เธอต้องหาทางยึดอาวุธของพวกมันมาให้ได้
“เกอเกอ ถ้าพวกโจรบุกมาจริง ๆ นายจะช่วยฉันจัดการพวกมันได้ไหม?” เซี่ยเสี่ยวส่งกระแสจิตถามจิตวิญญาณแห่งมิติ
“ก็ต้องดูสถานการณ์ก่อนนะ เธออย่าลืมสิว่าฉันเป็นแค่ก้อนหิน” เสียงของ 'ก้อนหิน' ตอบกลับมาแบบกวน ๆ
เซี่ยเสี่ยวถึงกับกลอกตามองบน “ทีงี้มายอมรับว่าตัวเองเป็นก้อนหินนะ ทีเมื่อก่อนใครกันที่โวยวายเวลาฉันเรียกว่าก้อนหิน”
“นี่เสี่ยวเสี่ยว ฉันสังเกตนะ พอเธอมีเรื่องจะขอร้องทีไร เรียกฉันว่า 'เกอเกอ' เสียงหวานเชียวนะ” ก้อนหินส่งเสียงฮึดฮัดในใจ
“เปล่าซะหน่อย ฉันก็บอกแล้วไงว่าปากมันพาไป อีกอย่างตอนนี้นายก็มีรูปร่างเป็นก้อนหินจริง ๆ แถมยังยอมรับเองด้วยว่าเป็นก้อนหิน ถ้าฉันจะเผลอเรียกผิดบ้างมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ” เซี่ยเสี่ยวแถจนสีข้างถลอก เธอไม่มีวันยอมรับหรอกว่าที่เรียกก้อนหินเพราะมันเรียกง่ายและติดปากกว่า
“ฉันไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเธอแล้ว เอาเป็นว่าห้ามเรียกฉันว่าก้อนหินก็พอ” ก้อนหินยื่นคำขาดอีกครั้ง
“โอเค ๆ ไม่เรียกก็ไม่เรียก” เซี่ยเสี่ยวรีบตัดบทก่อนจะวกกลับเข้าเรื่องสำคัญ “ที่ฉันจะถามก็คือ ถ้าพวกโจรบุกมา ฉันจะขอยืมใช้มิติในการซ่อนตัวได้ไหม แล้วนายก็ช่วยบอกตำแหน่งของพวกมันให้ฉันรู้ ฉันจะได้หาจังหวะจัดการโจมตีจากข้างหลัง เรามาร่วมมือกันขโมยอาวุธพวกโจรกันเถอะ”
ถ้าพวกโจรไม่มีอาวุธ พวกมันก็คงไม่กล้ามาซ่าหรือปะทะกับกลุ่มของเกาเจี้ยซิงและชาวบ้านตรง ๆ ยิ่งคิดเซี่ยเสี่ยวก็ยิ่งรู้สึกว่าแผนการนี้ยอดเยี่ยมที่สุด
แต่ข้อแม้สำคัญคือ เธอต้องลงมืออย่างเงียบเชียบที่สุด ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าเป็นฝีมือของเธอ
“แผนนี้ก็พอเป็นไปได้อยู่ แต่เธอต้องระวังตัวให้มาก ๆ ถ้าทำตามแผนอย่างรัดกุมก็คงไม่ถูกจับได้หรอก” ก้อนหินตอบตกลง
เมื่อได้รับคำยืนยันจากก้อนหิน ความมั่นใจของเซี่ยเสี่ยวก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที ใจกล้าถึงขนาดคิดไปไกลว่าอยากจะลองบุกเข้าไปในรังโจรเพื่อกวาดอาวุธทั้งหมดเข้ามิติให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ความคิดนั้นก็เป็นได้แค่ฝันกลางวัน เพราะเธอไม่รู้ว่ารังโจรตั้งอยู่ที่ไหน แถมตัวเธอเองก็ไม่มีวิชาแปลงร่าง ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าบุกเข้าไปแล้วโดนจับได้ คงกลายเป็นเรื่องใหญ่และนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวเองเปล่า ๆ
“นี่เกอเกอ แล้วเรื่องพลังงานหินล่ะ ถ้านายอยู่ห่างจากมันแค่ไหนถึงจะสัมผัสได้?” เซี่ยเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะวกกลับมาถามเรื่องที่ค้างคาใจ
“ไม่รู้สิ แต่ถ้าได้เจอกันจัง ๆ ฉันต้องรู้แน่นอน”
คำตอบของก้อนหินไม่ได้ช่วยให้กระจ่างขึ้นเลยสักนิด เซี่ยเสี่ยวได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่และเลิกคาดหวังกับเรื่องนี้ไปชั่วคราว
ในวันเดียวกันนั้น หลิวเจี่ยฟาง หัวหน้าทีมการผลิตหงซิง ได้เดินทางมาเยือนทีมการผลิตกวางหมิง เพื่อนำข่าวดีมาแจ้งแก่เกากั๋วเฉียง เพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพรัก
“พี่เกาครับ ผมมีข่าวมาบอก ตอนนี้พวกโจรมันก่อเหตุสำเร็จไปครั้งหนึ่งแล้ว ทางตำรวจกำลังไล่ล่ากดดันพวกมันอย่างหนัก ผมคิดว่าช่วงนี้พวกมันคงไม่มีเวลามายุ่งกับพวกเราหรอก พี่ไม่ต้องเครียดหรือกดดันตัวเองกับลูกทีมมากเกินไปนะครับ”
สิ้นเสียงของหลิวเจี่ยฟาง เกากั๋วเฉียงกลับส่ายหน้าช้า ๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง
“เราจะประมาทไม่ได้เด็ดขาดน้องหลิว ถ้าธัญญาหารที่เราอุตส่าห์ลงแรงปลูกมาทั้งปีโดนขโมยไปหมด พวกเราคงได้กินลมกินแล้งแทนข้าวแน่ ๆ ชาวบ้านตาดำ ๆ อย่างพวกเรามีแต่อาวุธเกษตรอย่างจอบเสียม หากพวกมันมีปืนผาหน้าไม้ขึ้นมา พวกเราจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ”
“พี่พูดถูกครับ” หลิวเจี่ยฟางพยักหน้าเห็นด้วย “ช่วงนี้ทีมของผมก็เร่งฝึกซ้อมกันทุกวัน ข้อเสนอของพี่เรื่อง 'ชาวบ้านทุกคนคือทหาร' เป็นความคิดที่ดีมาก น่าจะทำตั้งนานแล้ว พวกโจรสมัยนี้มันเหิมเกริมจริง ๆ งานการไม่ทำ หันมาเป็นโจรปล้นเขากิน ช่างน่ารังเกียจสิ้นดี”
เกากั๋วเฉียงถอนหายใจยาว “ยุคสมัยนี้ ใคร ๆ ก็ลำบากกันทั้งนั้น แต่มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไปเบียดเบียนคนอื่น”
“นั่นสิครับ ถ้าแน่จริงทำไมไม่ไปปล้นพวกคนรวยล่ะ ดันมารังแกชาวบ้านจน ๆ อย่างเรา” หลิวเจี่ยฟางบ่นอุบอย่างเหลืออด
“เอาเป็นว่าทุกคนช่วยกันระวังตัวไว้ดีที่สุด ถ้าทางทีมของนายมีปัญหาอะไร ให้ส่งคนมาบอกฉันได้เลย ทีมกวางหมิงยินดีไปช่วยเต็มที่”
คำพูดหนักแน่นของเกากั๋วเฉียงทำให้หลิวเจี่ยฟางรู้สึกซาบซึ้งใจ เขาตบไหล่รุ่นพี่เบา ๆ ก่อนจะตอบรับด้วยเสียงดังฟังชัด
“ได้เลยครับพี่เกา ผมรอคำนี้อยู่พอดี พูดตามตรงนะพี่ ผมนับถือพี่มาตลอด หลายวันมานี้ผมนอนไม่หลับเลย ถึงจะเกณฑ์คนมาฝึกแล้วแต่ในใจก็ยังหวั่น ๆ อำเภอตอนนี้ก็วุ่นวาย คงหวังพึ่งทางการไม่ได้มาก อาวุธเราก็น้อย จะไม่ให้กังวลได้ยังไงไหว”
“กลัวอะไร สมัยก่อนพวกเราสู้กับพวกกุ้ยจื่อ (ทหารญี่ปุ่น) ยังไม่เคยกลัว แล้วจะมากลัวอะไรกับโจรแค่ไม่กี่คน” เกากั๋วเฉียงเอ่ยปลุกใจ สายตาฉายแววมุ่งมั่นของอดีตทหารผ่านศึก
หลิวเจี่ยฟางได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา “จริงของพี่ ไอ้พวกกุ้ยจื่อโหดกว่านี้ตั้งเยอะ เรายังไล่มันกลับบ้านเก่าไปได้ พอได้คุยกับพี่แบบนี้ ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะเลยครับ งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะ ทิ้งทีมไว้นานไม่ได้ ถ้าทางพี่มีเหตุฉุกเฉินอะไรก็ส่งคนไปบอกผมนะ ผมจะรีบยกพวกมาช่วยทันที”
“ตกลง” เกากั๋วเฉียงจับมือลาหลิวเจี่ยฟาง ก่อนจะเดินไปส่งสหายรุ่นน้องจนลับสายตา
สองวันถัดมา เก๋อไล่จื่อ พร้อมด้วยหลิวไห่กั๋วและหลิวไห่ฮวา ก็เดินทางมาที่ทีมการผลิตกวางหมิง โดยอ้างว่าจะมาขอเรียนรู้วิธีการป้องกันโจรจากทางนี้
ก่อนหน้านี้ที่หลิวไห่ฮวายังไม่มา กลุ่มของเซี่ยเสี่ยวและสาว ๆ ในหมู่บ้านได้ฝึกซ้อมกับเกาเจี้ยจื๋อมาหลายวันแล้ว ทุกคนตั้งใจฝึกกันอย่างขะมักเขม้น มีการจับคู่ซ้อมต่อสู้กันบ้างเป็นครั้งคราว
แต่พอหลิวไห่ฮวาก้าวเข้ามาในสนามฝึก สถานการณ์ก็พลิกผันทันที แม่สาวแกร่งคนนี้จัดการคว่ำกลุ่ม 'กองกำลังหญิง' ของทีมกวางหมิงจนราบเป็นหน้ากลอง ภายในเวลาไม่นาน ไม่มีผู้หญิงคนไหนในหมู่บ้านกวางหมิงที่สามารถต่อกรกับหลิวไห่ฮวาได้เลยแม้แต่คนเดียว
แม้ว่าเมื่อเทียบกับผู้ชายแล้ว หลิวไห่ฮวาอาจจะยังเป็นรองอยู่บ้าง แต่ในบรรดากลุ่มผู้หญิงด้วยกัน เธอคือยืนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ความได้เปรียบของเธอไม่ได้มาจากทักษะวิทยายุทธ์ล้ำเลิศอะไร แต่มาจากรูปร่างที่สูงใหญ่บึกบึนและพละกำลังที่มหาศาล ท่าทางการต่อสู้ของเธอดูคล่องแคล่วว่องไวราวกับคนที่เจนจัดในสนามรบ เห็นได้ชัดว่าเธอเติบโตมากับการใช้กำลัง
มิน่าล่ะ เธอถึงเคยคุยโวว่าเก๋อไล่จื่อเป็นคู่มือที่พ่ายแพ้ให้เธอมาตลอด ที่แท้เธอก็มี 'กระสอบทราย' ส่วนตัวให้ฝึกซ้อมมือมาตั้งแต่เด็กนี่เอง
[จบบท]