บรรยากาศการฝึกฝนวิชาป้องกันตัวดำเนินไปอย่างดุเดือด ฝุ่นดินคลุ้งตลบไปทั่วลานกว้าง ทว่าท่ามกลางความเคร่งเครียด หลิวไห่ฮวากลับต้องยกมือขึ้นกุมขมับ ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นท่าทางของหลิวเยว่ หญิงสาวชาวกรุงผู้นี้ขยับตัวแต่ละทีเหมือนกลัวว่าเสื้อผ้าจะเปื้อนฝุ่น ยืนบิดไปบิดมาดูเก้ๆ กังๆ จนน่าหงุดหงิด
ในที่สุดหลิวไห่ฮวาก็ทนไม่ไหว เดินดุ่มๆ เข้าไปยืนเท้าเอวตรงหน้าอีกฝ่ายแล้วพูดเสียงดุ
"นี่สหายหลิว ช่วยตั้งใจหน่อยได้ไหม ท่าพวกนี้เรียนไว้ใช้เอาตัวรอดนะ ไม่ใช่มาเต้นระบำ ถ้าโจรมันบุกมาจริงๆ เธอจะมายืนทำตัวอ่อนปวกเปียกแบบนี้ไม่ได้นะ มันอันตราย"
หลิวเยว่หยุดชะงัก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางปัดฝุ่นตามแขนเสื้ออย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยม พร้อมปรายตาไปทางหยางเสวี่ยหัวเหมือนจงใจจะข่มกันเห็นๆ
"ไม่เห็นจะต้องเครียดขนาดนั้นเลยนี่คะ พี่หมิงเจ๋อเขาต้องปกป้องฉันได้อยู่แล้ว เขาคงไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายฉันหรอกน่า"
เซี่ยเสี่ยวที่ยืนพักเหนื่อยอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเข้าถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่กลอกตามองฟ้าอย่างเอือมระอา
ลั่วหมิงเจ๋อเนี่ยนะจะปกป้องใครได้?
ลำพังแค่เห็นเงาโจร หมอนั่นคงขาอ่อนวิ่งหนีหางจุกตูดเป็นคนแรกแล้วมั้ง ไม่รู้ว่าหลิวเยว่ไปเอาความมั่นใจผิดๆ แบบนี้มาจากไหน หรือหล่อนไม่รู้จริงๆ ว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ความสวยมันไม่ได้ช่วยกันกระสุนหรือกันมีดได้เลย ดีไม่ดีจะกลายเป็นตัวล่อเป้าเรียกภัยเข้าหาตัวเสียมากกว่า
เมื่อเห็นท่าทีลอยหน้าลอยตาของสาวงามจากเมืองหลวง หลิวไห่ฮวาก็ตัดสินใจงัดความจริงอันโหดร้ายออกมาพูดเพื่อกระตุ้นต่อมสำนึกของทุกคน
"พวกเธอฟังฉันนะ... รู้ไหมว่าทำไมที่ทีมการผลิตตงเฟิงถึงมีคนตายเยอะขนาดนั้น แล้วรู้ไหมว่าทำไมผู้หญิงหลายคนในหมู่บ้านนั้นถึงเลือกที่จะฆ่าตัวตายหลังจากเหตุการณ์สงบ"
คำถามนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดที่สาดโครมลงมากลางวงสนทนา บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบลงทันตา หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เอ่ยถามเสียงสั่น
"ทำไมเหรอสหายหลิว?"
หลิวไห่ฮวากวาดสายตามองทุกคน แววตาของเธอแข็งกร้าวขึ้นเมื่อเอ่ยความจริงที่แสนเจ็บปวด
"เพราะไอ้พวกสารเลวพวกนั้นมันไม่ได้แค่ปล้นของ แต่มันข่มขืนผู้หญิงด้วย ผู้หญิงพวกนั้นทนรับความอัปยศไม่ไหว ถึงได้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองไงล่ะ"
คำตอบของหลิวไห่ฮวาเปรียบเหมือนระเบิดที่ลงกลางวง ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวทำให้ทุกคนรู้สึกขนลุกซู่ เลือดในกายเย็นเฉียบเหมือนถูกแช่แข็ง แม้แต่หวังอ้ายหัวที่ปกติเป็นคนใจกล้ายังหน้าซีดเผือด รีบถามย้ำ
"เรื่องจริงเหรอไห่ฮวา? ทำไมพวกเราไม่เคยได้ข่าวเรื่องนี้เลย"
"เรื่องพรรค์นี้ใครเขาจะอยากเอามาพูดกัน มันเป็นเรื่องน่าอับอายจะตายไป" หลิวไห่ฮวาตอบเสียงเครียด "แต่ฉันบอกเลยนะว่าพวกโจรบางกลุ่มมันเลวระยำยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน"
เธอหันกลับไปจ้องหน้าหลิวเยว่ที่ตอนนี้ซีดเป็นกระดาษ "โดยเฉพาะผู้หญิงหน้าตาดีๆ ผิวพรรณผุดผ่องยิ่งต้องระวังตัวให้มาก พวกมันมักจะเล็งเป้าหมายไว้ก่อนเสมอ ฉันถึงบอกปากเปียกปากแฉะอยู่นี่ไงว่าให้ตั้งใจฝึก กันไว้ดีกว่าแก้ เข้าใจหรือยัง!"
ความมั่นใจของหลิวเยว่เมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น ขาของเธอเริ่มสั่นระริก ไม่ใช่แค่หลิวเยว่เท่านั้น แต่บรรดาหญิงสาวในทีมการผลิตกวางหมิงและยุวปัญญาชนหญิงคนอื่นๆ ต่างก็เริ่มจินตนาการถึงภาพความโหดร้ายป่าเถื่อนเหล่านั้นด้วยความหวาดผวา
ซุนอวี้หัวขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างจากหยางเสวี่ยหัวที่ถอนหายใจยาว
"เฮ้อ... ถ้ามีที่หลบภัยที่ปลอดภัยจริงๆ ก็คงดีสิ"
"จะไปหลบที่ไหนได้" หลิวไห่ฮวาส่ายหน้าทันควัน "ข้างนอกวุ่นวายจะตายชัก หนีไปมั่วซั่วเผลอๆ จะไปเจอดีเข้า การรวมกลุ่มกันอยู่ในหมู่บ้านแบบนี้แหละปลอดภัยที่สุดแล้ว"
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้าเห็นด้วย การหนีเข้าป่าหรือไปตายเอาดาบหน้าในสถานการณ์ที่บ้านเมืองระส่ำระสายแบบนี้เสี่ยงเกินไป สำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว โลกภายนอกตอนนี้เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน
ทันใดนั้น ความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องไห้โฮ หลิวเยว่ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
"ฮือ... ฉันกลัว ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ฉันจะกลับบ้าน! ฮือ..."
ซุนอวี้หัวที่กำลังเครียดจัดหันขวับไปตวาดทันที "หุบปากเดี๋ยวนี้! จะร้องไห้ก็ไปร้องไกลๆ รำคาญเว้ย!"
ใครบ้างไม่อยากกลับบ้าน ใครบ้างอยากมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่ เสียงร้องไห้ของหลิวเยว่เหมือนไปสะกิดต่อมความน้อยเนื้อต่ำใจและความหวาดกลัวในใจของคนอื่นๆ ให้ปะทุขึ้นมา ทุกคนต่างจ้องมองหลิวเยว่ด้วยสายตาตำหนิ ร้องไห้ไปแล้วมันจะช่วยอะไรได้ ถ้าการร้องไห้แก้ปัญหาได้ ป่านนี้พวกเธอคงร้องจนน้ำท่วมหมู่บ้านไปแล้ว
วินาทีนั้น เซี่ยเสี่ยวเข้าใจคำเตือนของเกาเจี้ยซิงที่บอกให้ 'ระวังตัว' อย่างถ่องแท้ ที่แท้เขาก็หมายถึงเรื่องนี้นี่เอง ความโกรธแค้นพุ่งพล่านขึ้นมาในอกเมื่อนึกถึงพวกเดรัจฉานที่ทำเรื่องระยำกับผู้หญิง เธอขบกรามแน่น กำหมัดจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
ในยุคนี้ไม่มีขันทีแล้วก็จริง... แต่ถ้าใครกล้าทำตัวเป็นสัตว์นรก เธอนี่แหละพร้อมจะสนองคืนให้พวกมันกลายเป็นขันทีด้วยมือตัวเอง!
ความเดือดดาลทำให้เซี่ยเสี่ยวเผลอหลุดปากพูดสิ่งที่คิดออกมาเสียงดังฟังชัด
"ถ้ามีไอ้ชาติชั่วหน้าไหนกล้าทำแบบนั้นกับฉัน ฉันจะจับพวกมันตอนให้หมด!"
สิ้นเสียงประกาศก้อง บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสนิทราวกับป่าช้า ทุกสายตาจับจ้องมาที่เซี่ยเสี่ยวเป็นจุดเดียว หญิงสาวร่างเล็กเลิกคิ้วขึ้น กวาดตามองตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
"ทำไมคะ? ฉันพูดผิดตรงไหน ในเมื่อพวกมันอยากทำตัวเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ไม่สมควรจะมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่ จับตัดทิ้งแล้วโยนให้เป็ดกินไปซะก็สิ้นเรื่อง จะได้ไม่ต้องไปทำชั่วกับผู้หญิงคนไหนอีก"
"พูดได้ดี!" หวังอ้ายหัวเป็นคนแรกที่ได้สติ เธอตบมือฉาดใหญ่ด้วยความสะใจ "เซี่ยเสี่ยว เธอพูดถูกใจฉันจริงๆ!"
"ความคิดนี้เข้าท่าแฮะ" หลิวไห่ฮวามองเซี่ยเสี่ยวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ราวกับเพิ่งค้นพบเพชรเม็ดงามในกอหญ้า "ใช่... ต้องทำให้พวกมันไม่สามารถเป็นผู้ชายได้อีกต่อไป อยากเป็นสัตว์นักใช่ไหม ก็ให้มันเป็นไปให้สุดทาง จะเก็บความเป็นชายไว้ทำซากอะไร"
หยางเสวี่ยหัวพยายามส่งสายตาปริบๆ ให้เซี่ยเสี่ยวเป็นเชิงเตือน แต่เซี่ยเสี่ยวแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ ถามกลับตาใส
"พี่เสวี่ยหัว เป็นอะไรหรือเปล่าคะ เจ็บตาเหรอ?"
"พรืด!" หลายคนกลั้นขำไม่อยู่จนหลุดหัวเราะออกมา
"อะแฮ่ม!"
เสียงกระแอมไอที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้วงสนทนาชะงักกึก เซี่ยเสี่ยว หวังอ้ายหัว และหลิวไห่ฮวาหันขวับไปมอง ก็พบว่ามีกลุ่มผู้ชายยืนรวมตัวกันอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมในกลุ่มนั้นยังมีคนจากทีมการผลิตอื่นปะปนอยู่ด้วย
บรรดาชายหนุ่มเหล่านั้นต่างมองมาที่เซี่ยเสี่ยวด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงปนสยดสยอง โดยเฉพาะเกาเจี้ยซิงที่ยืนอ้าปากค้าง มองเธอราวกับเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดหลุดมาจากต่างดาว
เซี่ยเสี่ยวแทบอยากจะยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วมุดดินหนี อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ ว่า 'ซวยแล้ว!' ดันให้พวกผู้ชายมาได้ยินประโยคเด็ดเข้าจนได้ ป่านนี้ในใจพวกเขาคงตราหน้าว่าเธอเป็น 'แม่เสือสาว' ผู้โหดเหี้ยมไปแล้วแน่ๆ
แต่ในเมื่อคำพูดมันหลุดออกจากปากไปแล้ว จะให้กลืนน้ำลายตัวเองก็เสียฟอร์มแย่ เซี่ยเสี่ยวจึงยืดตัวตรง เชิดหน้าสู้สายตาพวกผู้ชายเหล่านั้นอย่างไม่เกรงกลัว ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เป็นสาวโหดก็ยังดีกว่าเป็นเหยื่ออันโอชะให้ใครมารังแก
"สหายเซี่ยช่าง... เอ้อ... ห้าวหาญจริง ๆ ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย"
เก๋อไล่จื่อเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเจือแววทึ่งปนสยอง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าคำพูดโหดเหี้ยมขนาดนี้จะหลุดออกมาจากปากของหญิงสาวตัวเล็กๆ หน้าตาจิ้มลิ้มอย่างเซี่ยเสี่ยวได้
สำหรับผู้ชายแล้ว 'กล่องดวงใจ' นั้นสำคัญยิ่งชีพ เปรียบเสมือนศักดิ์ศรีและชีวิตจิตใจ การได้ยินผู้หญิงประกาศก้องว่าจะ 'ตอน' ทิ้งหน้าตาเฉย มันช่างเป็นเรื่องที่สยองขวัญสั่นประสาทจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว ภาพลักษณ์ของเซี่ยเสี่ยวในสายตาพวกผู้ชายเปลี่ยนไปทันที จากสาวน้อยน่ารักกลายเป็นบุคคลอันตรายระดับสีแดงที่ห้ามล่วงเกินเด็ดขาด
"ก็ต้องดูด้วยว่าเป็นคนประเภทไหน ถ้าเป็นคนดีเราก็ดีด้วย แต่ถ้าเป็นพวกเดรัจฉานจะไปปรานีมันทำไมคะ ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน ช่วงเวลาวิกฤตก็ต้องใช้วิธีการที่เด็ดขาดแบบนี้แหละค่ะ" เซี่ยเสี่ยวตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ แต่แฝงความจริงจัง
กลุ่มชายฉกรรจ์มองท่าทางมุ่งมั่นและแววตาเอาจริงของเซี่ยเสี่ยวแล้วก็รู้สึกหนาวสันหลังวาบขึ้นมาดื้อๆ หลายคนเผลอหุบขาเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
"อะ... เอ่อ ผมขอตัวก่อนนะ"
"ฉะ... ฉันก็เหมือนกัน ไปล่ะ"
พริบตาเดียว พวกผู้ชายก็พากันสลายตัวหายวับไปราวกับผึ้งแตกรัง เหลือไว้เพียงกลุ่มผู้หญิงที่มองเซี่ยเสี่ยวด้วยความเลื่อมใส หวังอ้ายหัวยกนิ้วโป้งให้เธอทั้งสองข้าง
"สุดยอดไปเลยเซี่ยเสี่ยว เธอเห็นไหม พวกผู้ชายวิ่งหนีกันป่าราบเลย"
"หน้าไม่อาย! เป็นสาวเป็นนางกล้าพูดจาน่าบัดสีแบบนี้กลางวันแสกๆ ได้ยังไง" หลิวเยว่ที่เพิ่งหยุดร้องไห้รีบฉวยโอกาสเหน็บแนมทันที หวังจะกู้หน้าคืน
เซี่ยเสี่ยวหันไปส่งยิ้มหวานเคลือบยาพิษให้หลิวเยว่ "ฉันน่ะรักนวลสงวนตัวอยู่แล้วค่ะ แต่คนบางคนที่ไม่รู้จักยางอายน่ะ ระวังตัวไว้เถอะ ถ้าโจรมันโผล่มาจริง ๆ ก็ลองให้พี่ชายหมิงเจ๋อของเธอปกป้องดูละกัน หรือไม่เธอก็ลองเรียกโจรว่า 'พี่ชาย' ดูสิ เผื่อความสวยของเธอจะทำให้ 'พี่ชายโจร' ใจอ่อนยอมปล่อยเธอไปก็ได้นะ"
จบประโยค เซี่ยเสี่ยวยังแกล้งขยิบตาให้หลิวเยว่ทีหนึ่ง เรียกเสียงหัวเราะครึกครื้นจากรอบข้างได้เป็นอย่างดี เพราะทุกคนต่างรู้กิตติศัพท์ความช่างออเซาะของหลิวเยว่ดี
"ฝากไว้ก่อนเถอะ! ฉันไม่มีวันปล่อยเธอไว้แน่" หลิวเยว่กรีดร้องด้วยความโกรธจัด กระทืบเท้าเร่าๆ ก่อนจะวิ่งหนีไปอีกทาง
หยางเสวี่ยหัวส่ายหน้าเบาๆ เดินเข้ามาตบไหล่เซี่ยเสี่ยว "เธอไม่น่าไปยั่วโมโหหล่อนเลย ยัยนั่นเจ้าคิดเจ้าแค้นจะตาย"
"ฉันไม่กลัวหล่อนหรอกค่ะ" เซี่ยเสี่ยวฉีกยิ้มกว้างอย่างสดใสให้หยางเสวี่ยหัว เธอหมั่นไส้ความดัดจริตของหลิวเยว่มานานแล้ว ถ้าคิดจะมาหาเรื่องกัน เธอก็พร้อมจะตอกกลับให้หน้าหงายเหมือนกัน
หลิวไห่ฮวามองเซี่ยเสี่ยวด้วยสายตาลึกซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินแยกตัวออกไปเงียบๆ
...
เมื่อกลุ่มยุวปัญญาชนกลับมาถึงบ้านพัก ต่งเหม่ยหัวก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง "เซี่ยเสี่ยว เธอพูดแรงขนาดนั้นจริงๆ นะ ไม่กลัวว่าจะไม่มีใครกล้ามาขอแต่งงานเหรอ"
หยางเสวี่ยหัวก็เสริมขึ้นมาอีกคน "นั่นสิ เธอนี่ใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ เห็นไหมว่าพวกผู้ชายกลัวจนหัวหดกันหมดแล้ว ทีนี้จะทำยังไงล่ะ"
"ไม่เห็นต้องกลัวเลยค่ะ อีกสักสิบปีค่อยแต่งงานก็ยังไม่สาย ตอนนี้ฉันยังไม่คิดเรื่องพวกนั้นหรอก เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่า" เซี่ยเสี่ยวตอบอย่างสบายใจเฉิบ
เธอมองการณ์ไกลไปกว่านั้นมาก อีกสิบปีข้างหน้ายุคสมัยก็จะเปลี่ยนไป การปฏิรูปและเปิดประเทศจะทำให้สังคมเปิดกว้างขึ้น ถึงตอนนั้นเธอจะอายุสามสิบ ซึ่งสำหรับคนยุคนี้อาจจะมองว่าเป็นสาวทึนทึกขึ้นคาน แต่สำหรับคนที่มีจิตวิญญาณจากอนาคตอย่างเธอ อายุสามสิบเพิ่งจะเป็นช่วงเริ่มต้นชีวิตที่แท้จริงด้วยซ้ำ เรื่องขึ้นคานจึงไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องเก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
[จบบท]