หยางเสวี่ยหัวหันมองรุ่นน้องข้างกายด้วยสีหน้าไม่สบายใจ เธอลอบถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
“เสี่ยวเสี่ยว เธอไม่น่าไปพูดจายั่วยุหลิวเยว่แบบนั้นเลยนะ ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนที่จะยอมจบง่ายๆ ถ้าใครทำให้เธอไม่พอใจ เธอจะจำฝังใจแล้วหาทางเล่นงานคืนแน่ๆ”
คนฟังกลับไม่มีท่าทีหวาดหวั่นเลยสักนิด เซี่ยเสี่ยวฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจกลับไปให้รุ่นพี่สาวพลางตอบกลับเสียงใส
“ฉันไม่กลัวหล่อนหรอกค่ะพี่หยาง”
ในใจของเซี่ยเสี่ยวรู้เช่นเห็นชาติคนประเภทนี้ดี ต่อให้เธอทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว หลิวเยว่ก็ต้องขยันหาเรื่องมาให้เธออยู่ดี คนพรรค์นั้นถ้ายอมให้ข่มก็จะยิ่งได้ใจ สู้ตาต่อตาฟันต่อฟันไปเลยยังจะดีเสียกว่า หากอีกฝ่ายคิดจะเล่นงานเธอจริงๆ เธอก็พร้อมจะสวนกลับให้แสบสันไม่แพ้กัน
หลิวไห่ฮวาที่ยืนอยู่ไม่ไกลเหลือบมองเซี่ยเสี่ยวด้วยสายตาลึกซึ้งแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินหนีไปโดยไม่พูดไม่จา
เมื่อกลุ่มยุวปัญญาชนหญิงเดินกลับมาถึงบ้านพัก บรรยากาศภายในห้องนอนรวมก็คึกคักขึ้นมาทันตาเห็น แน่นอนว่าหัวข้อสนทนาจะเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้นอกจากวีรกรรมฝีปากกล้าของเซี่ยเสี่ยวเมื่อครู่
ต่งเหม่ยหัววางสัมภาระในมือลงแล้วรีบหันมาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เซี่ยเสี่ยว เธอพูดออกไปแบบนั้นกล้ามากเลยนะ ไม่กลัวว่าจะไม่มีใครมาขอแต่งงานเหรอ ผู้ชายที่ไหนได้ยินเข้าคงวิ่งหนีกันป่าราบ”
หยางเสวี่ยหัวพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นสิ เธอนี่ใจกล้าจริงๆ พูดเรื่องเตะผ่าหมากผู้ชายออกมาหน้าตาเฉย ต่อไปใครจะกล้าเข้ามาจีบ พอถึงเวลาต้องออกเรือนจริงๆ เธอจะทำยังไง”
เซี่ยเสี่ยวไหวไหล่ทำท่าไม่ยี่หระ เธอนั่งลงบนเตียงแล้วเอนตัวพิงผนังด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“ฉันไม่เห็นจะกลัวเลย อีกสิบปีค่อยแต่งงานก็ยังไม่สาย ตอนนี้ฉันยังไม่อยากคิดเรื่องพวกนั้นหรอกค่ะ ปวดหัวเปล่าๆ”
สำหรับเซี่ยเสี่ยวแล้ว การแต่งงานไม่ใช่เป้าหมายหลักในชีวิตตอนนี้ อีกอย่างเธอเองก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องลงหลักปักฐานใช้ชีวิตอยู่กับคนในชนบทแห่งนี้ รอให้ผ่านพ้นยุคสมัยแห่งความวุ่นวายไปอีกสิบปี ตอนนั้นเธอจะอายุประมาณสามสิบ สำหรับคนยุคนี้อาจจะมองว่าเป็นสาวทึนทึกขึ้นคาน แต่สำหรับเธอแล้ว วัยสามสิบคือช่วงวัยที่ผู้หญิงกำลังสวยสะพรั่ง มีความพร้อมทั้งวุฒิภาวะและฐานะ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องน่ากังวลตรงไหน
ดังนั้นเรื่องขึ้นคานจึงไม่อยู่ในสารบบความคิดของเธอแม้แต่น้อย
เซี่ยเสี่ยวขยับตัวหันหน้าเข้าหาทุกคน กวาดสายตามองเพื่อนร่วมห้องด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นหลายส่วน
“ฉันพูดจริงๆ นะคะ ถ้าพวกเราโชคร้ายไปเจอพวกอันธพาลหรือโจรชั่วที่คิดมิดีมิร้าย ให้หาจังหวะจัดการจุดยุทธศาสตร์ของมันเลย เตะเข้าไปเต็มแรง ยิ่งแรงยิ่งดี เอาให้มันจุกจนทำอะไรไม่ถูก แล้วเราค่อยอาศัยจังหวะนั้นหนี”
ซุนอวี้หัวขมวดคิ้วถามแทรกขึ้นมา “แล้วถ้าฝ่ายตรงข้ามตัวใหญ่และแข็งแรงกว่าเรามากล่ะ?”
“ถ้าสู้แรงไม่ได้ เราก็ต้องใช้สมองเข้าสู้” เซี่ยเสี่ยวอธิบายฉอดๆ เหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้
“แกล้งทำเป็นยอมโอนอ่อนผ่อนตามเพื่อลดความระแวงของมัน ทำให้มันตายใจ พอมันเผลอเมื่อไหร่ เราก็ทุ่มสุดแรงจัดการจุดตายให้มันร่วงไปเลย”
เฝิงอิงฟังแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
“พูดมันก็ง่าย แต่ถ้าเกิดพลาดท่าเสียทีถูกย่ำยีไปแล้ว ผู้หญิงอย่างเราจะยังมีหน้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง...”
คำพูดของเฝิงอิงทำให้บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที เซี่ยเสี่ยวเข้าใจดีว่าค่านิยมในยุคสมัยนี้ ความบริสุทธิ์ของผู้หญิงสำคัญยิ่งกว่าชีวิต คำครหาและน้ำลายคนสามารถฆ่าคนให้ตายทั้งเป็นได้
หากใครโชคร้ายถูกโจรข่มเหง แม้คนอาจจะเห็นใจบ้าง แต่ถ้าเป็นกรณีที่คบหากันแล้วพลาดพลั้ง หรือถูกฉุดคร่าจนเสียชื่อเสียง รอให้ถึงช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมที่รุนแรงขึ้น เรื่องพวกนี้อาจถูกหยิบยกมาโจมตีจนไม่มีที่ยืน
แต่เซี่ยเสี่ยวไม่ยอมให้ความคิดด้านลบแบบนั้นครอบงำเพื่อนๆ เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ทำไมจะอยู่ไม่ได้คะ ตายไปก็จบกัน แค่หนีปัญหา ถ้าคิดจะตายจริงๆ สู้เอาชีวิตรอดมาแก้แค้นไม่ดีกว่าเหรอ รอให้เราแก้แค้นไอ้ชั่วพวกนั้นสาสมก่อน แล้วค่อยมาคิดว่าจะอยู่หรือจะตาย แต่ฉันว่านะ ถ้าเราตายไปพร้อมกับศัตรู เกิดไปเจอกันในนรกอีก ไม่ยิ่งซวยซ้ำซ้อนเหรอคะ สู้มีชีวิตอยู่เสวยสุข ดูความพินาศของพวกมันไปดีกว่า”
คำพูดของเซี่ยเสี่ยวอาจจะฟังดูรุนแรงและแปลกประหลาดสำหรับคนยุคนี้ แต่แก่นแท้ของมันคือการให้กำลังใจให้ทุกคนรักชีวิตตัวเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การมีชีวิตอยู่ย่อมมีหนทางเสมอ การตายไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหา
หวังอ้ายหัวพยักหน้าช้าๆ สายตาเริ่มมีความหวัง “เซี่ยเสี่ยวพูดถูก สมองเธอฉลาดขึ้นทุกวันเลยนะ ฉันเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ตายไปก็สูญเปล่า สู้กัดฟันมีชีวิตอยู่ต่อดีกว่า ไอ้พวกคนชั่วพวกนั้นมันสมควรโดนลงโทษ ไม่ใช่เราที่ต้องมาแบกรับความอัปยศ”
“เพราะงั้นเวลาออกไปข้างนอกพวกเราต้องระวังตัวให้มาก อย่าไปไหนมาไหนคนเดียว ฉันอยากให้ทุกคนปลอดภัยนะคะ” เซี่ยเสี่ยวยื่นมือไปกุมมือหยางเสวี่ยหัวไว้แน่น บีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความห่วงใย
ในใจของเธอกังวลเรื่องหยางเสวี่ยหัวเป็นพิเศษ เพราะรู้ดีว่าหลิวเยว่จ้องจะเล่นงานรุ่นพี่คนนี้อยู่ตลอดเวลา ตัวเซี่ยเสี่ยวเองมีมิติวิเศษเป็นไม้ตายเอาตัวรอดได้ แต่หยางเสวี่ยหัวไม่มีอะไรป้องกันตัวเลย
เมื่อคิดได้แบบนั้น เซี่ยเสี่ยวก็มองไปรอบๆ ห้อง ความรู้สึกรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมชะตากรรมก่อตัวขึ้นในใจ เธอไม่อยากเห็นใครในห้องนี้ต้องประสบเคราะห์กรรมร้ายแรง
หลังจากเหตุการณ์วันนั้น คำพูดของหลิวไห่ฮวาและเซี่ยเสี่ยวก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ผลที่ตามมาคือเหล่าหญิงสาวในทีมการผลิตเริ่มตื่นตัวกับการฝึกฝนร่างกายมากขึ้น ดูเหมือนทุกคนจะตระหนักถึงภัยอันตรายใกล้ตัว แต่ในขณะเดียวกัน สายตาของคนในหมู่บ้านที่มองมายังเซี่ยเสี่ยวก็เปลี่ยนไป
มันเป็นสายตาที่ผสมปนเปไประหว่างความทึ่ง ความกลัว และความขยาด
เซี่ยเสี่ยวรู้ตัวดีว่าวาจาเผ็ดร้อนของเธอทำให้ชาวบ้านตกใจ แต่เธอไม่นึกเสียใจสักนิด ต่อให้ไม่มีพวกโจรขโมยพืชผล ยุคไหนๆ ก็มีพวกหัวงูพวกโรคจิตแฝงตัวอยู่ การประกาศจุดยืนให้รู้ว่าเธอไม่ใช่เหยื่อที่เคี้ยวได้ง่ายๆ ย่อมดีกว่า
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่เซี่ยเสี่ยวกำลังเดินมุ่งหน้าไปทางบ้านตระกูลเกา ก็บังเอิญสวนทางกับกลุ่มเด็กน้อยวัยสี่ห้าขวบที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอยู่ พอเด็กพวกนั้นหันมาเห็นหน้าเซี่ยเสี่ยว หนึ่งในนั้นก็ชี้มือมาทางเธอแล้วตะโกนลั่นราวกับเจอผี
“เฮ้ย! ดูนั่นเร็ว! แม่เสือของทีมการผลิตมาแล้ว!”
“หนีเร็วพวกเรา! แม่เสือจะจับกินตับแล้ว! วิ่ง!”
สิ้นเสียงตะโกน เด็กกลุ่มนั้นก็วิ่งแตกฮือหายวับไปราวกับผึ้งแตกรัง ทิ้งให้เซี่ยเสี่ยวยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่กลางทางเพียงลำพัง
“...”
เซี่ยเสี่ยวอ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ทั้งขำทั้งโมโห นี่ภาพลักษณ์ของเธอในสายตาเด็กๆ กลายเป็นนางยักษ์นางมารไปแล้วหรือนี่ แค่ขู่จะเตะผ่าหมากโจร ไหงกลายเป็น ‘แม่เสือ’ ไปได้ล่ะเนี่ย
เมื่อเดินมาถึงบ้านตระกูลเกา เจิ้งเซี่ยงหงที่กำลังง่วนอยู่กับงานบ้านพอเห็นหน้าเซี่ยเสี่ยวก็รีบปรี่เข้ามาหาทันที
“เซี่ยเสี่ยว เอ้ย นังหนูคนนี้ เธอเนี่ยน้า... บางเรื่องมันก็พูดออกมาโต้งๆ ไม่ได้หรอกนะ เธอคงยังเด็กเกินไปถึงไม่รู้ความหนักเบา” ป้าเจิ้งบ่นอุบพลางส่ายหน้า
เซี่ยเสี่ยวเดาได้ทันทีว่าคงเป็นเรื่องข่าวลือที่กำลังดังกระฉ่อน “ป้าเจิ้งหมายถึงเรื่องนั้นเหรอคะ?”
“ก็รู้อยู่แก่ใจ อย่ามาทำไขสือ ป้าหมายถึงเรื่องที่เธอพูดกลางลานนั่นแหละ” เจิ้งเซี่ยงหงถลึงตาใส่ด้วยความระอาปนเอ็นดู
“พูดออกมาได้ไม่อายปาก ผู้ชายที่ไหนได้ยินเข้าก็ขวัญกระเจิงกันหมด แล้วแบบนี้เธอจะได้แต่งงานแต่งการกับเขาไหม”
“ไม่แต่งค่ะ” เซี่ยเสี่ยวตอบทันควันพร้อมส่ายหน้าดิก
“จะไม่แต่งได้ยังไง โตขึ้นก็ต้องมีคู่ครอง ถึงเวลาก็ต้องออกเรือน” เจิ้งเซี่ยงหงมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างจนใจ ไม่คิดว่าความคิดความอ่านของเซี่ยเสี่ยวจะหลุดโลกขนาดนี้
“หนูรู้ค่ะที่ป้าบอก แต่ตอนนี้หนูยังไม่คิดเรื่องนี้จริงๆ อีกสักสิบปีค่อยว่ากัน”
“ตายแล้ว สิบปี! ป่านนั้นก็กลายเป็นสาวแก่ทึนทึกพอดี เธอคิดอะไรของเธอเนี่ย” เจิ้งเซี่ยงหงร้องเสียงหลง ยกมือทาบอกด้วยความตกใจ
เซี่ยเสี่ยวเห็นท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนของอีกฝ่ายแล้วก็อดขำไม่ได้ เธอขยับเข้าไปใกล้เจิ้งเซี่ยงหง ทำท่าทางลับลมคมในแล้วกระซิบกระซาบ
“ป้าเจิ้ง หนูจะบอกความจริงให้นะ เพราะหนูไว้ใจป้าหรอกนะถึงบอก... จริงๆ แล้วปีนี้หนูเพิ่งจะอายุสิบสี่เองค่ะ”
“ห๊ะ!”
เจิ้งเซี่ยงหงเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน จ้องมองพิจารณารูปร่างหน้าตาของเซี่ยเสี่ยวอย่างละเอียดอีกครั้ง ตั้งแต่หัวจรดเท้า
“มิน่าล่ะ... ถึงว่าตัวเล็กนิดเดียว ทางบ้านเธอคิดยังไงถึงส่งเด็กตัวเท่านี้มาลำบากตรากตรำในชนบท... เฮ้อ ช่างน่าสงสารจริงๆ”
ความดุเมื่อครู่หายวับไปทันที แทนที่ด้วยความเวทนาสงสารจับใจ เด็กอายุสิบสามสิบสี่ต้องจากบ้านมาไกลขนาดนี้ มาทำงานหนักในทีมการผลิต มันช่างโหดร้ายเหลือเกินสำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ
“แล้วนี่... ประจำเดือนมาหรือยังล่ะเรา?” เจิ้งเซี่ยงหงถามด้วยความเป็นห่วงตามประสาผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้า “ยังเลยค่ะ”
“ไม่เป็นไรๆ ป้าเองก็มาตอนสิบห้า ไม่ต้องกังวลไป” พูดจบเจิ้งเซี่ยงหงก็คว้าข้อมือเซี่ยเสี่ยวมาจับชีพจรดูอย่างชำนาญ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “ชีพจรเดินดี ร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีอะไรน่าห่วง”
“ขอบคุณค่ะป้า” เซี่ยเสี่ยวฉีกยิ้มกว้าง ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น แสดงว่าน้ำพุวิเศษในมิติช่วยบำรุงร่างกายเธอได้ผลจริงๆ ช่วงนี้เธอก็รู้สึกเหมือนกันว่าตัวเองสูงขึ้นมานิดหน่อยแล้ว
“ติดอยู่ที่ส่วนสูงนี่แหละ ต้องหมั่นวิ่งหมั่นกระโดดเยอะๆ จะได้ตัวยืด อาหารการกินในทีมการผลิตก็ไม่ค่อยจะมี เนื้อหนังมังสาเลยไม่ค่อยติดกระดูก อยากสูงต้องพยายามหน่อยนะ”
“หนูทราบแล้วค่ะ จะพยายามนะคะ” เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับคำแนะนำด้วยความซาบซึ้ง
หลังจากคุยสัพเพเหระกับเจิ้งเซี่ยงหงอยู่พักใหญ่ เซี่ยเสี่ยวก็เอ่ยถามถึงเป้าหมายที่มาในวันนี้
“ป้าเจิ้งคะ พี่รองเกาอยู่บ้านไหมคะ?”
ช่วงนี้โรงเรียนเปิดภาคเรียนแล้ว เกาเจี้ยซิงเลื่อนชั้นขึ้นมัธยมต้นปีสาม ชีวิตประจำวันของเขาจึงวนเวียนอยู่กับการไปโรงเรียนและกลับบ้าน แต่พอมีเวลาว่าง เขาก็มักจะพากลุ่มวัยรุ่นชายในหมู่บ้านออกลาดตระเวนไปทั่ว ไม่ว่าจะปลาในแม่น้ำ นกตามต้นไม้ หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อยบนภูเขา ล้วนเสร็จพวกเขาทั้งนั้น ทำให้ชาวบ้านพลอยได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์กันบ้างเป็นครั้งคราว
“อยู่จ้ะ อยู่ในห้องนั่นแหละ เข้าไปหาได้เลย” เจิ้งเซี่ยงหงชี้ไม้ชี้มือไปทางห้องลูกชายอย่างไม่คิดมาก เพราะเห็นว่าเซี่ยเสี่ยวยังเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้าขอบคุณแล้วเดินตรงไปที่ห้องของเกาเจี้ยซิง ทันใดนั้นเสียงของ ‘เจ้าก้อนหิน’ ก็ดังขึ้นในหัว
“เสี่ยวเสี่ยว เมื่อกี้เกาเจี้ยซิงได้ยินที่เธอคุยกับแม่ของเขาหมดแล้วนะ”
“อ้อ” เซี่ยเสี่ยวรับคำในใจอย่างไม่ตื่นเต้น ก็แค่เรื่องอายุกับเรื่องประจำเดือน ไม่ใช่ความลับคอขาดบาดตายอะไรสักหน่อย อีกอย่างเขาจะได้รู้ไว้ว่าเธอยังเด็ก ไม่ใช่สาวรุ่นที่พร้อมจะให้ใครมาจีบ
เมื่อผลักประตูเดินเข้าไปในห้อง ก็เห็นเกาเจี้ยซิงนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะหนังสือ เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอแล้วเลิกคิ้วถาม
“มีธุระอะไรอีก?”
เซี่ยเสี่ยวไม่รอช้า เดินไปรินน้ำใส่แก้วให้ตัวเองและเผื่อแผ่ไปให้เจ้าของห้องด้วย ก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามเขาอย่างคุ้นเคยราวกับเป็นบ้านตัวเอง
“พี่รองเกา ช่วงนี้สถานการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้างคะ ตลาดมืดยังวุ่นวายอยู่ไหม?”
[จบบท]