"เธอใช้มุมมองของคนยุคหลังมาตัดสินนี่นา ของพวกนี้ในตอนนี้อาจจะดูไม่มีราคาค่างวดอะไรมากนัก แต่บางทีพวกมันอาจจะเป็นของสะสมที่เขารักและหวงแหน หรืออาจจะเป็นสมบัติส่วนตัวของเขาจริงๆ ก็ได้"
ก้อนหินเอ่ยทักท้วงขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง เมื่อเห็นเซี่ยเสี่ยวทำท่าทางไม่ยี่หระกับของกลางที่ยึดมาได้
เซี่ยเสี่ยวหยุดคิดตามคำพูดนั้นแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย
"ก็จริงของนาย ตัดความเป็นไปได้ข้อนี้ออกไปไม่ได้หรอก ถ้าหากนี่เป็นของสะสมที่เหอต้าโถวเก็บซ่อนเอาไว้จริงๆ เขาก็คงไม่มีทางเอาออกมาแบ่งปันให้ลูกน้องพวกนั้นได้เชยชมแน่ๆ"
ไม่นานนักเซี่ยเสี่ยวก็ได้รู้คำตอบที่แท้จริง ทางสถานีตำรวจได้ทำการสอบสวนจนรู้ถึงภูมิหลังของเหอต้าโถวอย่างละเอียด เดิมทีตระกูลของเหอต้าโถวเคยเป็นคฤหบดีผู้มั่งคั่งมาก่อน บรรพบุรุษของเขาร่ำรวยมหาศาล แต่ในช่วงปลายราชวงศ์ชิงกลับถูกทางการบุกเข้ายึดทรัพย์สิน ทว่ากระต่ายเจ้าเล่ห์ย่อมมีโพรงสำรอง บรรพบุรุษของเหอต้าโถวเป็นคนฉลาดเฉลียว จึงไม่ได้เก็บซ่อนสมบัติทั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน ทำให้ยังมีทรัพย์สินบางส่วนหลงเหลือตกทอดมาถึงรุ่นลูกหลาน
ในช่วงยุคสาธารณรัฐ เหอต้าโถวได้เข้าร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋งเพื่อช่วยรบต่อต้านญี่ปุ่น แต่ใครจะคาดคิดว่าสุดท้ายฝ่ายก๊กมินตั๋งจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับพรรคคอมมิวนิสต์
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ชีวิตส่วนตัวของเขาก็พังทลาย เหอต้าโถวถูกภรรยาสวมเขา เธอลอบคบชู้กับนายทหารก๊กมินตั๋งแล้วหนีตามกันไป มิหนำซ้ำยังใส่ร้ายป้ายสีว่าเขาเป็นไส้ศึก ทำให้เหอต้าโถวไม่มีที่ยืนในพรรคก๊กมินตั๋ง อีกทั้งยังหวาดกลัวว่าจะถูกพรรคคอมมิวนิสต์จับได้ เขาจึงทำได้เพียงเปลี่ยนชื่อแซ่แล้วผันตัวมาเป็นโจรปล้นชิงทรัพย์เพื่อความอยู่รอด
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เหอต้าโถวมีความเคียดแค้นชิงชังพวกข้าราชการเข้ากระดูกดำ ในใจของเขาเชื่อฝังหัวว่าพวกที่มียศถาบรรดาศักดิ์ไม่มีใครเป็นคนดีแม้แต่คนเดียว
บทสรุปสุดท้าย เหอต้าโถวและสมุนโจรทั้งหมดถูกศาลตัดสินจำคุกตามระเบียบ เหตุการณ์นี้ทำให้ชื่อเสียงของทีมการผลิตกวางหมิงโด่งดังไปทั่วทั้งอำเภอเพียงชั่วข้ามคืน เป็นการสร้างชื่อจากการต่อสู้เพียงครั้งเดียวที่สั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ ทางอำเภอได้ประกาศเกียรติคุณยกย่องความกล้าหาญของคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะพ่อลูกตระกูลเกา ชายหนุ่มฉกรรจ์ในหมู่บ้าน และที่สำคัญคือเซี่ยเสี่ยว ซึ่งถูกระบุชื่อชื่นชมเป็นกรณีพิเศษ
เซี่ยเสี่ยวถึงกับพูดไม่ออกเมื่อรู้เรื่องนี้ เธอรีบไปถามเกาเจี้ยซิงด้วยความสงสัย
"พี่รองเกา พี่เอาชื่อฉันไปพูดทำไมกัน"
"ปืนพวกนั้นเดิมทีก็เป็นของเธอ แล้วคนที่ช่วยชีวิตยุวปัญญาชนหญิงคนนั้นไว้ก็คือเธอไม่ใช่หรือไง ถ้าไม่ใช่เพราะปืนไม่กี่กระบอกที่เธอให้มา พวกเราก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะพวกมันได้ ทางทีมการผลิตก็แค่รายงานไปตามความเป็นจริงเท่านั้น"
เกาเจี้ยซิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางมองหน้าเธอก่อนจะเอ่ยแซว
"ทำไมล่ะ หรือว่าเธอไม่ชอบทำตัวเด่นดัง?"
"ก็ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ได้ถูกจดบันทึกความดีความชอบครั้งใหญ่ มันก็ต้องเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว"
เซี่ยเสี่ยวหัวเราะแหะๆ ออกมาอย่างเก้อเขิน ถึงแม้ว่าในชาติก่อนเธอจะเคยได้รับทุนการศึกษาหรือเกียรติบัตรมาไม่น้อย แต่การที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณความดีความชอบครั้งใหญ่ระดับอำเภอแบบนี้ มันก็ทำให้เธอรู้สึกประหม่าและทำตัวไม่ถูกอยู่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม หลิวไห่ฮวาจากทีมการผลิตหงซิงกลับรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เธอคิดเข้าข้างตัวเองว่าหากพวกโจรเลือกที่จะไปปล้นทีมการผลิตหงซิงของเธอ เธอจะต้องทำผลงานได้โดดเด่นกว่าเซี่ยเสี่ยวอย่างแน่นอน และจะไม่มีทางให้เซี่ยเสี่ยวได้มาเชิดหน้าชูตาแย่งซีนแบบนี้
ในขณะเดียวกัน บรรดาโจรในพื้นที่อื่นๆ ต่างก็ไม่ยอมรับในความเก่งกาจของทีมการผลิตกวางหมิง พวกเขาพากันดูถูกว่าที่เหอต้าโถวพลาดท่าเสียทีเป็นเพราะฝีมืออ่อนหัดเกินไป ทำให้วงการโจรต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง
แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่าใครจะพูดยังไง ก็ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามเข้ามาลองดีกับทีมการผลิตกวางหมิงอีก แม้แต่จะคิดลงมือ ก็ยังต้องชั่งใจและหวาดระแวงอยู่หลายส่วน
"เซี่ยเสี่ยว เรามาแข่งกันหน่อยไหม"
หลิวไห่ฮวาพยายามหาเรื่องเซี่ยเสี่ยวทุกครั้งที่มีโอกาส เธอมักจะถ่อสังขารมาที่ทีมการผลิตกวางหมิงเพื่อท้าประลอง
"ไม่แข่ง"
เซี่ยเสี่ยวตอบกลับด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ เธอรู้สึกว่าหลิวไห่ฮวาเป็นคนที่มีตรรกะพังพินาศอย่างรุนแรง
"ที่ไม่กล้าแข่ง เพราะเธอกลัวล่ะสิ ความดีความชอบของเธอมันคงจะเป็นของปลอมสินะ" หลิวไห่ฮวาพูดยั่วยุ
"แล้วแต่เธอจะพูดเถอะ ยังไงฉันก็ไม่แข่งกับเธอ ฉันไม่ใช่ผู้ชายนะ จะให้มาทำตัวถึกทนเหมือนผู้ชายไปทำไม ฉันต้องการเป็นกุลสตรี ฉันอยากจะสวยๆ งามๆ ถ้าเธอเก่งจริงก็มาแข่งความเป็นกุลสตรี แข่งความสวยกับฉันสิ"
เซี่ยเสี่ยวปรายตามองหลิวไห่ฮวาด้วยความรำคาญขั้นสุด
"นี่เธอหาว่าฉันเป็นผู้ชายงั้นเหรอ?" หลิวไห่ฮวาตาโต จ้องหน้าเซี่ยเสี่ยวเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ฉันยังไม่ได้พูดสักคำ"
เซี่ยเสี่ยวตัดบทเสียงเรียบ
"เธออยู่ให้ห่างจากฉันหน่อยเถอะ ฉันกับเธอก็ไม่ได้สนิทกันสักนิด อย่ามาวุ่นวายแถวนี้ได้ไหม"
"เธอกลัวฉันล่ะสิ หึ คนตัวเตี้ยม่อต้ออย่างเธอน่ะ ฉันใช้มือเดียวก็จับเหวี่ยงไปมาเหมือนลูกไก่ได้แล้ว"
หลิวไห่ฮวาไม่พูดเปล่า ยังทำท่าทางแกว่งแขนประกอบคำพูดอย่างภูมิใจในพละกำลังของตัวเอง
คนบ้าชัดๆ เซี่ยเสี่ยวเลือกที่จะไม่ต่อล้อต่อเถียงกับคนประเภทนี้อีก
"เซี่ยเสี่ยว เธอมันคนขี้ขลาด เธอไม่คู่ควรกับเกียรติบัตรความดีความชอบนั่นหรอก" หลิวไห่ฮวายังคงตะโกนด่าทอไม่เลิก
"หลิวไห่ฮวา เธอหยุดบ้าสักทีได้ไหม ที่นี่คือทีมการผลิตกวางหมิง ไม่ใช่ทีมการผลิตหงซิง ไม่ใช่ที่ที่เธอจะมาวางก้ามทำตัวเป็นเจ้าถิ่นได้ ถ้าเธอคิดว่าตัวเองเก่งนักก็ไปไล่จับโจรโน่น เซี่ยเสี่ยวจะเก่งหรือไม่เก่งมันก็เป็นเรื่องของเขา เกี่ยวอะไรกับเธอด้วย"
หวังอ้ายหัวทนดูไม่ไหวจึงออกหน้าปกป้อง เมื่อก่อนพวกเธอต่างคนต่างอยู่ น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง อีกทั้งพวกเธอเป็นยุวปัญญาชนต่างถิ่น ส่วนหลิวไห่ฮวาเป็นถึงลูกสาวหัวหน้าทีมการผลิตเพื่อนบ้าน เป็นคนเจ้าถิ่น พวกเธอจึงไม่อยากจะไปมีเรื่องมีราวกับคนในพื้นที่โดยไม่จำเป็น
แต่พฤติกรรมของหลิวไห่ฮวาในตอนนี้มันล้ำเส้นจนน่ารำคาญเกินไปแล้ว
หยางเสวี่ยหัวก็ช่วยสมทบอีกแรง
"เชิญเธอกลับไปได้แล้ว ที่นี่ไม่ต้อนรับเธอ เธอรบกวนเวลาพักผ่อนของพวกเรา"
"ฉันก็แค่จะมาขอท้าแข่งกับเซี่ยเสี่ยว ถ้าเธอไม่กล้าแข่งกับฉัน ก็พิสูจน์ได้ว่าผลงานของเธอเป็นของลวงโลก" หลิวไห่ฮวายังคงดื้อด้านยืนยันคำเดิม
เซี่ยเสี่ยวฟังแล้วรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะหาอะไรแข็งๆ มาฟาดหน้าคนพูดไม่รู้เรื่องสักที
"เธอคิดว่าเธอเป็นใครกันยะ? ยัยพวกดีแต่ใช้กำลังแต่ไร้สมอง เธอคิดว่าแค่ใช้แรงควายเข้าแลกจะสู้พวกโจรได้เหรอ มันต้องใช้สมองด้วย เข้าใจไหม!"
คำด่าของเซี่ยเสี่ยวทำให้หลิวไห่ฮวาโกรธจนหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่คอปูดโปน
"ฝากไว้ก่อนเถอะ พ่อของหลิวเยว่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เดี๋ยวให้พ่อของเธอสั่งยกเลิกความดีความชอบของเธอซะเลย"
เซี่ยเสี่ยวไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ
"ก็ตามสบาย เชิญกลับไปได้แล้ว ไม่ส่งนะ"
หลิวไห่ฮวากระทืบเท้าเดินจากไปด้วยความเจ็บใจ
"ทำไมถึงมีเรื่องของหลิวเยว่เข้ามาเกี่ยวด้วยอีกล่ะ?" หยางเสวี่ยหัวถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ช่างพวกนั้นเถอะ น่าเบื่อจะตายไป" เซี่ยเสี่ยวตอบปัดๆ
"แต่เซี่ยเสี่ยว เธอต้องระวังตัวไว้หน่อยนะ หลิวไห่ฮวาดูเป็นคนไม่ยอมใคร ส่วนหลิวเยว่นั่นยิ่งเจ้าคิดเจ้าแค้น" หยางเสวี่ยหัวเตือนด้วยความเป็นห่วง
"พี่เสวี่ยหัวไม่ต้องห่วงหรอก ฉันใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ในทีมการผลิต พวกนั้นทำอะไรฉันไม่ได้หรอก"
ถ้าพวกนั้นกล้ามาหาเรื่องเธอจริงๆ เธอก็จะไม่ยอมอยู่เฉยๆ ให้พวกนั้นรังแกฝ่ายเดียวแน่
เซี่ยเสี่ยวใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาปีกว่าแล้ว เริ่มคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตที่นี่ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผ่านเหตุการณ์ต่อสู้กับโจรมาหรือเปล่า ความกล้าของเธอถึงได้เพิ่มพูนขึ้นมากขนาดนี้
เธอได้รับจดหมายจากทางบ้านอีกฉบับ เนื้อความในจดหมายบอกว่าทุกคนทางบ้านสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง
ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวติดต่อกับทางบ้านผ่านทางจดหมายเท่านั้น ครั้งนี้พี่ชายของเธอเขียนมาถามในจดหมายด้วยว่าปีนี้จะกลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้านไหม
ปีนี้เซี่ยเสี่ยวก็ยังคงตัดสินใจไม่กลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้าน ตัวเธอในตอนนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเจ้าของร่างเดิมค่อนข้างมาก ช่วงเวลานี้เธอยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับครอบครัวของเจ้าของร่างเดิม
แม้ในใจลึกๆ เธอจะนับถือพวกเขาเป็นครอบครัวของเธอเองแล้ว แต่ความกังวลก็ยังเกาะกินใจ เธอกลัวว่าจะถูกจับได้ กลัวความลับจะแตก
คนอื่นอาจจะดูไม่ออก แต่คนในครอบครัวที่เลี้ยงดูกันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย พ่อแม่ที่ให้กำเนิด พี่ชายและน้องสาวที่โตมาด้วยกัน เซี่ยเสี่ยวไม่กล้าเสี่ยง
ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวเริ่มตัวสูงขึ้นกว่าเดิมบ้างแล้ว แต่ประจำเดือนของเธอก็ยังไม่มาสักที นี่ก็ปลายปีแล้ว ปีหน้าเธอก็จะอายุสิบห้าเต็ม เรื่องนี้ทำให้เธออดกังวลเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของตัวเองไม่ได้
วันหนึ่ง เซี่ยเสี่ยวแอบนำไก่ป่าสองตัวออกมาวางไว้ในกับดักสัตว์ที่ทำทิ้งไว้ จากนั้นก็วิ่งไปตามหาเกาเจี้ยซิง เมื่อขายได้เงินแล้ว เธอจะแบ่งส่วนแบ่งให้เขาเล็กน้อย ในครั้งแรกที่ได้เงินยี่สิบหยวน เซี่ยเสี่ยวเก็บไว้เองทั้งหมด แต่ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ไม่ว่าจะได้ไก่ป่าหนึ่งตัวหรือสองตัว บางครั้งถ้าเกาเจี้ยซิงเป็นคนวางกับดัก เซี่ยเสี่ยวก็จะแอบเอาไก่ป่าจากมิติมาเพิ่มในกับดักของเขาอีกตัวหนึ่ง
พื้นที่ตรงนั้นถูกเกาเจี้ยซิงมองว่าเป็นทำเลทอง และกลายเป็นจุดนัดพบที่เป็นความลับระหว่างเขากับเธอ
ทุกครั้งที่เกาเจี้ยซิงเข้าไปดูที่กับดัก หากพบว่ามีไก่ป่าหรือกระต่ายติดอยู่ เขาจะรีบเก็บกวาดแล้วออกจากป่าทันทีโดยไม่ให้ใครเห็น
[จบบท]