ท่ามกลางแปลงนาอันกว้างใหญ่ เซี่ยเสี่ยวสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งเข้าหากันระหว่างหัวหน้าหลี่และป้าเจิ้ง ชนิดที่ว่าถ้ามีใครจุดไม้ขีดไฟแถวนี้คงได้เกิดระเบิดตูมตามแน่ ขนาดคนตาบอดคลำช้างยังดูออกเลยว่าสองคนนี้เป็นคู่แค้นระดับตำนาน
ยิ่งเห็นพฤติกรรมเหน็บแนมชาวบ้านของหัวหน้าหลี่ คะแนนความนิยมในใจเซี่ยเสี่ยวก็ดิ่งลงเหว จากความทรงจำร่างเดิมที่เคยบอกว่าหัวหน้าฝ่ายสตรีคนนี้เป็นคนใจดีรักพวกพ้อง ตอนนี้ภาพฝันเหล่านั้นแตกเพล้งไม่เหลือชิ้นดี สุภาษิตที่ว่า "รู้หน้าไม่รู้ใจ" นี่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยจริงๆ
แม้จะมีการเมืองในทุ่งนา แต่เพื่อความยุติธรรมแบบสังคมนิยม เซี่ยเสี่ยวก็ได้รับส่วนแบ่งงานเท่ากับคนอื่นเป๊ะๆ โชคดีที่ได้ป้าเจิ้งยื่นมือเข้ามาช่วย ไม่อย่างนั้นลำพังแรงมดงานของเธอคงทำไม่เสร็จแน่
กว่าจะลากสังขารผ่านวันนี้ไปได้ เซี่ยเสี่ยวก็รู้สึกเหมือนกระดูกสันหลังจะแยกออกจากกัน เอวแทบเคล็ด หายใจทางปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำอยู่บนคันนา
หัวหน้าหลี่เห็นสภาพสะบักสะบอมของเซี่ยเสี่ยวก็เบะปากมองด้วยสายตาดูแคลน แต่ในเมื่อภารกิจลุล่วง หล่อนก็หาเรื่องตำหนิไม่ได้ ทำได้แค่ส่งสายตาเหยียดหยามทิ้งท้ายแล้วเดินสะบัดก้นจากไป
เซี่ยเสี่ยวทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับสายตาพรรค์นั้น เขาไม่ชอบขี้หน้าเรา เรื่องอะไรเราต้องเอาหน้าไปแนบก้นเย็นเฉียบของเขาให้เสียอารมณ์
"ขอบคุณค่ะป้าเจิ้ง ถ้าไม่ได้ป้าช่วย วันนี้หนูคงต้องนอนเฝ้าแปลงนาแน่ๆ" เซี่ยเสี่ยวพูดจากใจจริง ถ้าไม่ได้เครื่องทุ่นแรงมนุษย์อย่างป้าเจิ้ง เธอคงไม่รอด
"โธ่เอ๊ย ขอบอกขอบใจอะไรกัน คนกันเองทั้งนั้น หนูตัวแค่นี้จะไปมีแรงงัดข้อกับดินกับหญ้าได้สักเท่าไหร่เชียว ป้ายังมีแรงเหลือก็ช่วยๆ กันไป แต่จำไว้นะ สุดท้ายแล้วตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนะลูก" พูดจบป้าเจิ้งก็ถอนหายใจยาว แววตาวูบไหวลงเล็กน้อย "ลูกสาวป้าแต่งงานไปอยู่หมู่บ้านอื่นกันหมดแล้ว ป่านนี้คงท้องโย้แต่ยังต้องก้มหน้าทำงานในนา ถ้าแต่งอยู่ในทีมการผลิตเดียวกัน ป้ายังพอจะกางปีกปกป้องได้บ้าง"
เซี่ยเสี่ยวสัมผัสได้ถึงหัวอกคนเป็นแม่ที่ห่วงลูกสาวจับใจ แต่เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตื้นลึกหนาบางของบ้านสกุลเกา เลยได้แต่เงียบไว้
"ไปเถอะ ไปเติมพลังกัน" ป้าเจิ้งกวักมือเรียก
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้าหงึกๆ เดินตามไปที่โรงอาหาร นี่จะเป็นครั้งแรกที่เธอจะได้ลิ้มรส "ข้าวหม้อใหญ่" ในตำนาน ซึ่งต่างจากโรงอาหารโรงเรียนในความทรงจำลิบลับ มองลงไปในหม้อแทบไม่เห็นวิญญาณน้ำมัน อย่าว่าแต่เนื้อสัตว์เลย
ถึงจะเหนื่อยจนไส้กิ่ว แต่พอตักโจ๊กใสแจ๋วกับผักป่าดองเค็มปี๋เข้าปากไปได้ครึ่งชาม เซี่ยเสี่ยวก็เริ่มกลืนไม่ลง ลิ้นที่เคยชินกับอาหารดีๆ ในชาติก่อนมันประท้วงหนักมาก
"กินเข้าไปลูก ไม่กินจะเอาแรงที่ไหนไปสู้รบปรบมือกับงานพรุ่งนี้ ของกินหายาก ห้ามกินทิ้งกินขว้างเด็ดขาด" ป้าเจิ้งที่นั่งข้างๆ เร่งยิกๆ
เซี่ยเสี่ยวลอบถอนหายใจ ยุคนี้การกินเหลือคืออาชญากรรมทางศีลธรรมชัดๆ เธอต้องปรับตัวให้ได้ จะมาทำตัวเป็นคุณหนูเรื่องมากไม่ได้เด็ดขาด ถึงป้าเจิ้งจะบ่นว่าเธอกินเหมือนแมวดม แต่เซี่ยเสี่ยวก็ได้แต่ยิ้มแห้ง อ้างว่ากระเพาะเล็กตามตัว
บรรยากาศในโรงอาหารคึกคัก บางคนก็หอบปิ่นโตมาใส่อาหารกลับไปกินที่บ้าน สายตาของเซี่ยเสี่ยวเหลือบไปเห็นลุงหัวหน้าทีมการผลิต นั่งกินข้าวอยู่กับลูกชายทั้งสอง เกาเจี้ยจื๋อและเกาเจี้ยซิง
"ป้าเจิ้งคะ พี่เกา... เอ่อ เกาเจี้ยซิงเขาเรียนหนังสืออยู่ไม่ใช่เหรอคะ ทำไมต้องมาตรากตรำทำงานกับทีมการผลิตด้วยล่ะ" เซี่ยเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะกระซิบถาม
ป้าเจิ้งวางตะเกียบลงแล้วอธิบาย "เลิกเรียนก็ต้องมาช่วยงานสิลูก เด็กในเมืองอย่างพวกหนูโชคดีมีตั๋วปันส่วนธัญพืชกินกันตาย แต่ลูกหลานชาวนาอย่างพวกเรา ถ้ามือไม่พายก็ไม่มีข้าวกินนะ"
คำตอบของป้าเจิ้งทำเอาเซี่ยเสี่ยวหน้าชา ความจริงของชีวิตชนบทกระแทกใจเข้าอย่างจังจนเธอพูดไม่ออก
พอกินอิ่ม (แบบฝืนๆ) เซี่ยเสี่ยวก็ลากสังขารกลับหอพัก เพื่อนร่วมห้องอย่างพวกหยางเสวี่ยหัวต่างก็หิ้วปิ่นโตกลับมากินที่ห้องกันหมด ซุนอวี้หัวหนีไปอาบน้ำแล้ว พอเห็นเซี่ยเสี่ยวกลับมา สภากาแฟย่อยๆ ก็เริ่มทำงานทันที
เซี่ยเสี่ยวเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง ในทีมการผลิตแคบๆ แบบนี้ ความลับไม่มีในโลกหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าข่าวก็กระจายไปทั่วทุ่งแล้ว
"ฉันได้ยินมาว่า เมื่อก่อนหัวหน้าหลี่เล็งผู้บัญชาการกองพลไว้ แม่ของฝ่ายชายก็เปิดไฟเขียวแล้วแท้ๆ แต่จู่ๆ เจิ้งเซี่ยงหงก็โผล่มาปาดหน้าเค้กคว้าตำแหน่งภรรยาทหารไปครองซะงั้น ได้ข่าวว่าท้องสามท้องแรกได้ลูกสาวหมด แม่สามีเลยไม่ปลื้ม เพิ่งจะมาเชิดหน้าชูตาได้ตอนมีลูกชายสองคนหลังนี่แหละ ส่วนหัวหน้าหลี่น่ะเหรอ ถึงจะแต่งกับคนขาเป๋ แต่สามีแกเครดิตดีนะ เป็นถึงอดีตนายทหาร มีเส้นสายในกรมตำรวจ ลูกชายสองคนก็เป็นทหารหมด" ต่งเหม่ยหัวเปิดประเด็นเมาท์อย่างออกรส
หยางเสวี่ยหัวรีบเบรก "พูดแบบนี้ไม่ถูกนะสหายต่ง ลุงหัวหน้ากับหัวหน้าหลี่ไม่ได้คบหาดูใจกันสักหน่อย ป้าเจิ้งจะเรียกว่าปาดหน้าเค้กได้ยังไง ถ้าลุงหัวหน้ามีใจให้หัวหน้าหลี่จริง ป่านนี้ป้าเจิ้งคงไม่ได้แต่งหรอก ระวังปากหน่อยเถอะ ถ้าเรื่องถึงหูป้าเจิ้ง เธอจะซวยเอา"
หวังอ้ายหัวหัวหน้ากลุ่มเสริมขึ้นทันที "หยุดนินทาว่าร้ายคนอื่นได้แล้ว สหายต่ง เธอต้องระวังคำพูดคำจาให้มาก การวิจารณ์คนอื่นลับหลังมันผิดหลักการนะ"
ต่งเหม่ยหัวยู่ปาก ถึงจะเงียบเสียงลงแต่ดูท่าทางแล้วยังคันปากอยากเมาท์ต่อไม่หาย
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าในใจ นิสัยแก้ยากแบบต่งเหม่ยหัว สักวันคงได้ภัยเพราะปาก
ทันใดนั้น เสียงตะโกนเรียกชื่อเธอก็ดังมาจากหน้าหอพัก "เซี่ยเสี่ยว! มีคนมาหา!"
เซี่ยเสี่ยวเดินงงๆ ออกไป พอเห็นร่างสูงใหญ่ของเกาเจี้ยซิงยืนทะมึนอยู่ก็แปลกใจ "พี่เกา? มีธุระอะไรกับฉันเหรอ"
ความหน้าหนาของเซี่ยเสี่ยวนี่ต้องยกนิ้วให้ ชาติก่อนอายุปาไปยี่สิบกว่า มาตอนนี้ต้องมาเรียกเด็กหนุ่มวัยรุ่นว่า "พี่" ได้อย่างลื่นไหล ก็ช่วยไม่ได้ เกาเจี้ยซิงตัวโตอย่างกับยักษ์ปักหลั่นแถมหน้าตาก็ดูแก่เกินวัย ขืนไม่เรียกพี่ คงรู้สึกเหมือนกำลังปีนเกลียว
"แม่ฉันฝากมา" เกาเจี้ยซิงยื่นถุงผ้าใบย่อมมาตรงหน้า
เซี่ยเสี่ยวเปิดดูข้างใน ตาก็ลุกวาว "วอลนัทป่า! ป้าเจิ้งให้ฉันทำไมคะเนี่ย เก็บไว้ทานเองเถอะค่ะ ฉันเกรงใจ"
เกาเจี้ยซิงมองหน้าเธอด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่ "เอาไปบำรุงสมอง"
พูดจบพ่อหนุ่มหน้าตายก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้เซี่ยเสี่ยวยืนแข็งทื่อเป็นหินอยู่ตรงนั้น
"..." บำรุงสมอง? นี่เขาหลอกด่าฉันว่าโง่ใช่ไหม!
พอกลับเข้าห้อง เพื่อนฝูงก็กรูเข้ามามุงราวกับเห็นของแปลก "อะไรน่ะๆ"
"ป้าเจิ้งให้วอลนัทมาน่ะ" เซี่ยเสี่ยวตอบเสียงอ่อย
"หือ? ป้าเจิ้งจะให้วอลนัทเธอทำไม" ต่งเหม่ยหัวทำตาโต
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้า แต่ในใจเธอมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าไม่ใช่ป้าเจิ้งหรอกที่เป็นตัวตั้งตัวตี ต้องเป็นไอ้หนุ่มเกาเจี้ยซิงนั่นแหละ เขายังฝังใจเรื่องที่เธอเคยถือหินไปคะยั้นคะยอให้เขาลอง "เข้ามิติ" แน่ๆ เขาคงฟันธงไปแล้วว่าสมองเธอได้รับการกระทบกระเทือน ต้องรีบใช้วอลนัทกู้คืนระบบด่วน
เซี่ยเสี่ยวอยากจะกรีดร้อง นี่เธอถูกเด็กเมื่อวานซืนมองว่าเป็นคนปัญญาอ่อนไปแล้วเหรอเนี่ย!
เฝิงอิงเริ่มวิเคราะห์ "เซี่ยเสี่ยว หรือว่า... ป้าเจิ้งจะเล็งเธอไว้เป็นลูกสะใภ้? ถึงได้ประคบประหงมขนาดนี้ วอลนัทป่านี่ของหายากเลยนะ"
ประโยคนี้เหมือนโยนฟืนเข้ากองไฟ ต่อมเผือกของสาวๆ ในห้องทำงานทันที ใครๆ ก็รู้กิตติศัพท์ความใจดีของป้าเจิ้ง แต่การเปย์ของหายากให้ยุวปัญญาชนมาใหม่แบบนี้ มันชวนให้จิ้นไปไกลจริงๆ
ต่งเหม่ยหัวรีบดับฝัน "เป็นไปไม่ได้หรอก! ถ้าป้าเจิ้งจะหาเมียให้ลูกชาย แกไม่มองเซี่ยเสี่ยวหรอก คนบ้านนอกเวลาเขาเลือกสะใภ้ เขาดูที่เรี่ยวแรง ก้นต้องใหญ่ จะได้ลูกดกๆ ดูสภาพเซี่ยเสี่ยวสิ ผอมกะหร่องแบบนี้ สอบตกมาตรฐานสะใภ้ชาวนาตั้งแต่หน้าประตูแล้ว"
ต่งเหม่ยหัวสแกนร่างกายเซี่ยเสี่ยวหัวจรดเท้า แล้วส่ายหน้าอย่างเวทนา
หวังอ้ายหัวกับเฝิงอิงพยักหน้าเห็นด้วย เออ จริงของมัน
เซี่ยเสี่ยวถูกสายตาโลมเลียเชิงวิพากษ์สรีระของต่งเหม่ยหัวเล่นงานจนขนลุก เลยสวนกลับไปว่า "จ้าๆ งั้นต้องหุ่นแบบเธอนี่แหละ ถึงจะถูกใจแม่ผัวที่สุด เป๊ะปังอลังการ!"
ต่งเหม่ยหัวผู้ภูมิใจในสะโพกอันผายกว้างและใบหน้าอิ่มเอิบมีราศีเศรษฐี ยืดอกรับคำชม (ประชด) นั้นอย่างภาคภูมิใจ ใช่แล้ว หุ่นแบบเธอนี่แหละ พิมพ์นิยมแม่ผัวยุค 70 ตัวจริงเสียงจริง!
[จบบท]