สำหรับเซี่ยเสี่ยวในวัยสิบสามปี เรื่องรักใคร่ชอบพอยังเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากความคิดชนิดคนละโลก ร่างกายที่ผอมแห้งแรงน้อยนี้ยังต้องใช้เวลาอีกเป็นสิบปีกว่าจะโตเป็นสาวสะพรั่ง ถึงตอนนั้นค่อยมานั่งกลุ้มเรื่องหาคู่ก็ยังไม่สาย
ทว่าหยางเสวี่ยหัวกลับมองโลกในแง่ดีกว่านั้นมาก เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พวกเธออย่าเพิ่งเหมารวมไปสิ คนชนบทไม่ได้จะจ้องจับพวกเราทำเมียไปซะทุกคนหรอกนะ ฉันว่าเซี่ยเสี่ยวเป็นเด็กดี นิสัยก็น่ารัก เข้ากับป้าเจิ้งได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย ไม่แน่ว่าเขาอาจจะถูกชะตาอยากได้ไปเป็นลูกสะใภ้จริงๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้”
จังหวะนั้นซุนอวี้หัวเพิ่งเดินกลับมาจากห้องอาบน้ำพร้อมกะละมังในมือ พอได้ยินบทสนทนาเข้าก็แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “เหอะ พวกเธอวางแผนจะแต่งงานฝังรากอยู่ที่นี่กันแล้วหรือไง ไม่คิดจะหาทางกลับเข้าเมืองกันแล้วเหรอ”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดสาดเข้ากลางวงสนทนา ทุกคนในห้องเงียบกริบลงทันที ความจริงที่ทิ่มแทงใจทำให้บรรยากาศอึมครึม เพราะลึกๆ แล้วหญิงสาวจากเมืองใหญ่ทุกคนต่างก็โหยหาความเจริญและคิดถึงบ้านที่จากมากันทั้งนั้น
ลองไล่เรียงดูแล้ว เซี่ยเสี่ยวกับซุนอวี้หัวมาจากมหานครเซี่ยงไฮ้ หยางเสวี่ยหัวกับหวังอ้ายหัวมาจากเมืองหลวง เฝิงอิงมาจากเมืองเอช ส่วนต่งเหม่ยหัวมาจากเมืองที แต่ละคนล้วนมีพื้นเพจากสังคมเมืองที่สะดวกสบาย
หยางเสวี่ยหัว หวังอ้ายหัว ซุนอวี้หัว และเฝิงอิง ต่างก็เรียนจบชั้นมัธยมปลาย อายุอานามก็ปาเข้าไปสิบแปดสิบเก้ากันแล้ว ต่งเหม่ยหัวนั้นสิบเจ็ด ส่วนเซี่ยเสี่ยวเด็กสุดคือสิบสามปี
เฝิงอิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด “พวกเราจะยังมีโอกาสได้กลับไปจริงๆ เหรอ ทะเบียนบ้านก็ย้ายมาอยู่ที่นี่หมดแล้ว รุ่นพี่ที่มาก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นมีใครได้กลับไปสักคน เงียบหายกันไปหมด”
“นั่นสินะ... รุ่นแรกที่มาก็ลงเอยด้วยการแต่งงานมีลูกอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว”
ประโยคของหยางเสวี่ยหัวทำให้ความหวังที่ริบหรี่อยู่แล้วแทบจะมอดดับ ใบหน้าของทุกคนหมองลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ซุนอวี้หัวที่ปากกล้าเมื่อครู่ก็นั่งเงียบกริบ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เซี่ยเสี่ยวนั่งฟังเงียบๆ เธอรู้อนาคตดีกว่าใคร หากจะรอให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจนได้กลับเข้าเมือง ก็ต้องรอกันจนเหงือกแห้งอีกอย่างน้อยสิบเจ็ดสิบแปดปี แถมยังมีเงื่อนไขยิบย่อยอีกมากมายกว่าจะได้สิทธิ์นั้น
อย่าว่าแต่พวกพี่ๆ ที่อายุเกือบยี่สิบเลย ต่อให้อีกสิบกว่าปีข้างหน้า เซี่ยเสี่ยวเองก็คงกลายเป็นสาวทึนทึกวัยสามสิบเข้าไปแล้ว ยิ่งพวกหยางเสวี่ยหัวไม่ต้องพูดถึง ป่านนั้นคงอายุสามสิบกว่าและคงหนีไม่พ้นต้องแต่งงานมีลูก สร้างครอบครัวอยู่ที่ชนบทแห่งนี้ไปโดยปริยาย และเมื่อมีห่วงผูกคอเป็นสามีและลูก การจะทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับไปเริ่มต้นใหม่ในเมืองก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
ในความทรงจำเดิม เซี่ยเสี่ยวเคยดูละครที่เล่าถึงชีวิตยุวปัญญาชน เนื้อหาตีแผ่ความเจ็บปวดของยุคสมัยนี้ได้อย่างถึงแก่น มีฉากที่บางคนถึงขนาดยอมหย่าร้าง ทิ้งลูกทิ้งผัวเพื่อแลกกับตั๋วกลับบ้าน สิ่งที่สะเทือนใจเธอที่สุดจนจำได้ขึ้นใจคือท่อนเพลงที่ร้องว่า 'พ่อก็มีบ้าน แม่ก็มีบ้าน เหลือแค่ตัวฉันคนเดียว' มันเป็นคำถามที่ไร้คำตอบว่าทำไมโชคชะตาถึงโหดร้ายเพียงนี้
บรรยากาศในห้องเริ่มหดหู่เกินไปแล้ว เซี่ยเสี่ยวจึงตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง “เลิกคิดมากแล้วมากินวอลนัทกันเถอะค่ะ”
ต่งเหม่ยหัวเงยหน้าขึ้นมอง “เปลือกแข็งขนาดนี้ ต้องหาอะไรมาทุบก่อนถึงจะกินได้นะ”
“เดี๋ยวฉันจัดการเอง” หวังอ้ายหัวลุกไปหยิบไค้อนเล็กๆ ที่มุมห้องมา
เสียงทุบเปลือกวอลนัทดัง โป๊ก! โป๊ก! ช่วยทำลายความเงียบงันลงได้บ้าง ทุกคนในหอพักหยิบเนื้อวอลนัทเข้าปากเคี้ยว ซุนอวี้หัวก็นั่งกินเงียบๆ แต่แววตาเหม่อลอยคล้ายจิตใจไม่ได้อยู่กับเนื้อตัว
หยางเสวี่ยหัวหันมามองน้องเล็กด้วยความเอ็นดู “เซี่ยเสี่ยวกินเยอะๆ นะ พรุ่งนี้เธอยังต้องไปสู้รบกับไร่มันเทศอีกใช่ไหม”
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับ “ใช่ค่ะพี่ เก็บมันเทศเสร็จแล้วก็ต้องไปลุยดงข้าวโพดต่อ งานยาวเลยค่ะ”
ต่งเหม่ยหัวมองเซี่ยเสี่ยวด้วยสายตาอิจฉาเล็กน้อย งานเก็บมันเทศกับข้าวโพดถือว่าเบาแรงกว่างานอื่นมาก เธอขยับปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หยางเสวี่ยหัวชิงตัดบทขึ้นก่อน “ตั้งใจทำงานนะ อดทนเก็บคะแนนงานไป พอถึงตรุษจีนจะได้มีหน้ามีตากลับไปเยี่ยมบ้าน”
พอหัวข้อสนทนาวนกลับมาเรื่อง ‘กลับบ้าน’ ประกายตาของทุกคนก็วูบไหวขึ้นมาอีกครั้ง เซี่ยเสี่ยวถามหยางเสวี่ยหัว “ฉันเพิ่งมาปีนี้คงยังไม่กลับหรอกค่ะ พี่เสวี่ยหัวล่ะคะ จะกลับบ้านช่วงตรุษจีนไหม”
หยางเสวี่ยหัวยิ้มเศร้าๆ พลางส่ายหน้า “มันไกลเกินไปน่ะ ค่ารถก็แพง เดินทางก็ลำบาก ฉันคงไม่กลับหรอก” เธอหันไปทางเพื่อนสนิท “แล้วเธอล่ะอ้ายหัว จะกลับบ้านไหม”
หวังอ้ายหัวส่ายหน้าช้าๆ “ปีหน้าค่อยกลับแล้วกัน เอาไว้ถึงตอนนั้นค่อยนัดกลับพร้อมเธอ”
สรุปแล้วปีนี้สมาชิกในหอพักไม่มีใครได้กลับบ้านไปฉลองปีใหม่กับครอบครัว ทุกคนต่างตั้งเป้าว่าจะกลับปีหน้า
สำหรับเซี่ยเสี่ยวที่เพิ่งจะมาเกิดใหม่ในร่างนี้ การกลับไปเซี่ยงไฮ้ตอนนี้เปรียบเสมือนการเดินเข้าแดนประหาร เธอไม่รู้นิสัยใจคอหรือความสัมพันธ์ในครอบครัวเดิมดีพอ ขืนกลับไปอาจจะโป๊ะแตกถูกจับได้ ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่ที่นี่ ขยันเขียนจดหมายกลับไปแสดงความกตัญญูให้ทางบ้านได้รับรู้ก่อนตรุษจีนก็น่าจะเพียงพอแล้ว
การอาบน้ำในหอพักต้องต่อคิวกันยาวเหยียด เซี่ยเสี่ยวเป็นคนสุดท้ายของวัน หลังจากตรากตรำทำงานหนักมาทั้งวัน พอหัวถึงหมอนและคุยกันได้ไม่กี่ประโยค เสียงลมหายใจสม่ำเสมอก็ดังขึ้นแทนบทสนทนา
เซี่ยเสี่ยวมีความกังวลใจบางอย่างจึงไม่ได้เข้าไปในมิติส่วนตัว เธอต้องระวังตัวแจ เพราะการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในห้องรวมแบบนี้เสี่ยงเกินไปที่จะทำให้คนอื่นสงสัย
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับความปวดร้าว เซี่ยเสี่ยวถูกปลุกให้ตื่นพร้อมกับความรู้สึกเหมือนร่างกายแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กล้ามเนื้อทุกมัดประท้วงความเจ็บปวดเหมือนเพิ่งผ่านการโดนรถบรรทุกบดขยี้ เธอสูดปากด้วยความทรมานขยับตัวแทบไม่ได้
หยางเสวี่ยหัวเห็นท่าทางนั้นก็หัวเราะออกมา “เมื่อคืนก่อนนอนเธอลืมบีบนวดแขนขาล่ะสิ ไม่นวดคลายกล้ามเนื้อ ตื่นมาก็ระบมแบบนี้แหละ ทนหน่อยนะ เดี๋ยวสักพักร่างกายก็ชินไปเอง”
หลังจากทุกคนทยอยออกไปแล้ว เซี่ยเสี่ยวอาศัยจังหวะปลอดคนแอบแวบเข้าไปในมิติ ดื่มน้ำพุวิเศษอึกใหญ่ลงคอ ความสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างบรรเทาความปวดเมื่อย แล้วเธอก็รีบวิ่งไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหาร
ระหว่างช่วงพักงานในไร่ เซี่ยเสี่ยวสบโอกาสขยับเข้าไปใกล้หญิงวัยกลางคนร่างท้วม “ป้าเจิ้งคะ ขอบคุณสำหรับวอลนัทนะคะ อร่อยมากเลย”
เจิ้งเซี่ยงหงชะงักมือที่กำลังถอนหญ้า สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพลูกชายคนเล็กหอบวอลนัทกลับมาเมื่อวาน แล้วก็แอบยัดใส่กระเป๋าออกไปอีกกำมือหนึ่งผุดขึ้นมา เธอร้องอ๋อในใจทันที เจ้าลูกตัวดีเอาชื่อแม่ไปอ้างอีกแล้ว แต่เธอก็ฉลาดพอที่จะไม่ฉีกหน้าลูกชาย “อ้อ... เรื่องเล็กน้อยน่ะ วอลนัทไม่กี่ลูกเอง เอาไปกินเล่นเถอะบำรุงสมอง”
ไม่รู้ว่าเป็นอิทธิพลของน้ำพุวิเศษที่ดื่มไปเมื่อเช้าหรือเปล่า วันนี้เซี่ยเสี่ยวทำงานได้อย่างคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง เรี่ยวแรงดีไม่มีตก แม้เจิ้งเซี่ยงหงจะคอยช่วยแนะนำอยู่ข้างๆ แต่ฝีมือและพัฒนาการของเธอก็ดีกว่าเมื่อวานชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ
คราวนี้ไม่ใช่แค่เจิ้งเซี่ยงหงที่เอ่ยปากชม บรรดาป้าๆ น้าๆ ในทีมการผลิตต่างก็พากันชมเปาะว่าสาวน้อยคนนี้สู้งานดีจริงๆ มีเพียงหลี่เชิ่งเหม่ยที่ทำจมูกย่น ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ แม้จะไม่กล้าหาเรื่องตรงๆ แต่ก็อดแขวะลอยๆ ไม่ได้ “เหอะ ก็รอดูกันไปว่าจะขยันได้สักกี่น้ำ ไฟไหม้ฟางล่ะสิไม่ว่า”
หลี่เชิ่งเหม่ยถือเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเจิ้งเซี่ยงหงมาแต่ไหนแต่ไร อะไรที่เจิ้งเซี่ยงหงทำ หรือใครที่เจิ้งเซี่ยงหงเอ็นดู เธอก็พาลเหม็นขี้หน้าไปเสียหมด เซี่ยเสี่ยวที่ได้รับการดูแลดุจลูกหลานจากเจิ้งเซี่ยงหงจึงพลอยติดร่างแหโดนเขม่นไปด้วย
แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่คำชมและรอยยิ้มจากชาวบ้านทำให้เซี่ยเสี่ยวอารมณ์ดี เธอค้นพบว่าผู้หญิงในหมู่บ้านนี้ไม่ได้น่ากลัวหรือคบยากอย่างที่จินตนาการไว้ นอกจากมนุษย์ป้าบางประเภทแล้ว ส่วนใหญ่ก็ล้วนซื่อสัตย์ จริงใจ และมีน้ำใจไมตรี
ตกดึก ณ บ้านสกุลเกา
แสงตะเกียงน้ำมันวูบไหว เจิ้งเซี่ยงหงเดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องนอนของลูกชายคนเล็ก จ้องหน้าเขาเขม็งแล้วยิงคำถาม “เมื่อคืนแกแอบเอาวอลนัทไปให้เซี่ยเสี่ยวใช่ไหม”
เกาเจี้ยซิงทำหน้าตาย ไม่สะทกสะท้าน “แม่ก็รู้อยู่แล้วนี่ จะถามทำไม”
เจิ้งเซี่ยงหงหรี่ตาลง ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ลูกชายราวกับจะจับผิด “แก... ไม่ได้คิดอะไรกับเซี่ยเสี่ยวใช่ไหม”
“แม่! เป็นบ้าเหรอ คิดอะไรของแม่เนี่ย” เกาเจี้ยซิงถลึงตามองแม่ ทำเสียงหงุดหงิดกลบเกลื่อน
เจิ้งเซี่ยงหงจ้องตากลับอย่างไม่ยอมลดละ “บอกมาตามตรงนะเจ้าลูกชาย ไม่อย่างนั้นร้อยวันพันปีแกไม่เคยสนใจใคร อยู่ดีๆ จะเอาวอลนัทไปประเคนให้เซี่ยเสี่ยวทำไม แถมยังอ้างชื่อฉันอีก แกเป็นคนใจดีมีเมตตาขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ฮะ”
คนเป็นแม่ย่อมรู้นิสัยลูกดีที่สุด เจ้านี่มันเป็นหัวโจกประจำหมู่บ้านมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย เรื่องตีรันฟันแทงหรืองานแบกหามน่ะไว้ใจได้ แต่เรื่องเรียนหนังสือกับเรื่องละเอียดอ่อนอย่างการเอาใจผู้หญิงนี่ติดลบ ปกติแค่ยืนเฉยๆ สาวๆ ก็กลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้แล้ว แต่นี่ถึงกับรู้จักเอาของกินไปกำนัลสาว เจิ้งเซี่ยงหงประหลาดใจจนต้องซักฟอก
คิดไปคิดมา ลูกชายเธอก็อายุสิบหกย่างสิบเจ็ดแล้ว จะเริ่มมีความรักหรือชอบพอกับสาวสักคนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่พอเป้าหมายเป็นเซี่ยเสี่ยว ภาพส่วนสูงที่แตกต่างกันราวกับเสาไฟฟ้ากับหลักกิโลเมตรก็ผุดขึ้นมาในหัว เจิ้งเซี่ยงหงทำหน้าบอกบุญไม่รับทันที
“แกชอบผู้หญิงตัวเตี้ยๆ แบบนั้นเหรอ” เจิ้งเซี่ยงหงถามย้ำ พลางคำนวณในใจว่าเซี่ยเสี่ยวจะยังสูงขึ้นได้อีกสักกี่เซนติเมตร
ตัวเธอเองสูงแค่ร้อยหกสิบ สามีก็ร้อยเจ็ดสิบห้า ถือว่ามาตรฐาน แต่เจ้าลูกชายคนเล็กนี่ไม่รู้ไปกินปุ๋ยสูตรไหนมา ตัวสูงใหญ่ยังกับยักษ์ปักหลั่น เวลาจะคุยด้วยทีไร เธอต้องแหงนคอตั้งบ่าจนปวดต้นคอไปหมด
“นั่งลงเดี๋ยวนี้! คุยกับแม่ต้องมายืนค้ำหัวทำไม ฉันเมื่อยคอ!” เจิ้งเซี่ยงหงตวาดแว้ด
เกาเจี้ยซิงถอนหายใจ ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงอย่างเสียไม่ได้ เขาทำหูทวนลมกับคำถามเรื่องสาวๆ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อเอาตัวรอด “แม่... ถ้าแม่ว่างนักก็ไปช่วยเย็บกางเกงให้พ่อหน่อยไป วันนี้พ่อทำงานท่าไหนไม่รู้ เป้ากางเกงขาดเป็นรูเบ้อเริ่ม ดีนะที่ฟ้ามืดแล้ว ไม่งั้นคงได้โชว์ของดีให้คนงานเห็นกันหมด”
“หา! ตายจริง ทำไมพ่อแกไม่บอกฉันตั้งแต่แรกล่ะตาคนนี้นี่” เจิ้งเซี่ยงหงได้ยินดังนั้นก็ลืมเรื่องจับผิดลูกชายไปเสียสนิท รีบกุลีกุจอออกไปหากางเกงสามีมาซ่อมแซมก่อนที่น้ำมันตะเกียงจะหมด
เกาเจี้ยซิงมองแผ่นหลังของแม่ที่รีบเดินออกไปแล้วก็พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด ยกมือปาดเหงื่อที่หน้าผาก เฮ้อ... แม่นะแม่ จ้องจับผิดอยู่ได้ เกือบไปแล้วไหมล่ะ
[จบบท]