เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าช้าๆ เมื่อนึกถึงกู้เว่ยกั๋ว ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาเธอช่างดูเหมือนคุณชายผู้สูงศักดิ์เสียเหลือเกิน แม้กระทั่งในยามที่เขาพยายามจะจีบสาว ท่าทีของเขาก็ยังคงไว้ซึ่งความสุภาพนุ่มนวล เป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้ว ไม่มีความร้อนแรงหรือความกระตือรือร้นที่แสดงออกอย่างชัดเจน มันดูเรียบเรื่อย ไม่ยินดียินร้าย ราวกับว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ช่าง ความรู้สึกแบบนี้แหละที่ไม่สามารถกระตุ้นให้หัวใจของเซี่ยเสี่ยวเต้นแรงได้เลยแม้แต่น้อย มันราบเรียบจนน่าเบื่อ
ส่วนเกาเจี้ยซิงนั้น ยิ่งทำให้เซี่ยเสี่ยวต้องส่ายหน้าหนักกว่าเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาในตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องน่าอึดอัดใจไปเสียแล้ว มันไม่หลงเหลือความสบายใจและความเป็นกันเองเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป บรรยากาศระหว่างกันเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนที่บอกไม่ถูก
"พี่เสวี่ยหัว พี่กับเลขาธิการลี่เป็นยังไงบ้างแล้ว"
เซี่ยเสี่ยวเอ่ยถามขึ้นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
หยางเสวี่ยหัวรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
"พวกเธอทำไมถึงชอบจับคู่ฉันกับเลขาธิการลี่อยู่เรื่อยเลยนะ เราสองคนไม่ได้มีอะไรในกอไผ่กันสักหน่อย"
พูดจบหยางเสวี่ยหัวก็หันมามองหน้าอีกฝ่ายแล้วพูดต่อว่า
"หรือไม่เซี่ยเสี่ยวเธอก็ลองพิจารณาเลขาธิการลี่ดูบ้างสิ ฉันรู้สึกว่าเลขาธิการลี่เขาชื่นชมเธอมากเลยนะ"
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เซี่ยเสี่ยวก็ส่ายหน้าดิก สีหน้าของเธอฉายแววหวาดผวาอย่างเห็นได้ชัด รีบละล่ำละลักบอกปัดทันที
"เลขาธิการลี่ในสายตาของฉันน่ะ มีแต่ความเคารพนับถือและความยำเกรงเท่านั้นแหละ ไม่มีเรื่องชู้สาวปนอยู่เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว"
จะไม่ให้เธอรู้สึกแบบนั้นได้อย่างไร ในเมื่อชาติที่แล้วตอนที่เธอเรียนมหาวิทยาลัย ลี่เจิ้นชวนคนนั้นมีอายุปาเข้าไปเจ็ดสิบปีแล้ว
อายุขนาดนั้นรุ่นราวคราวเดียวกับปู่ของเธอในชาติก่อนเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าตอนนี้ลี่เจิ้นชวนจะยังหนุ่มแน่นและดูดีแค่ไหน แต่ภาพจำของชายชราผู้ทรงอิทธิพลคนนั้นก็ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเซี่ยเสี่ยวไปแล้ว จะให้เธอมามีความรู้สึกเชิงชู้สาวกับคนรุ่นปู่ได้อย่างไรกัน แค่คิดขนแขนก็ลุกชันไปหมดแล้ว
หยางเสวี่ยหัวมองดูปฏิกิริยาของเซี่ยเสี่ยวแล้วก็ได้แต่พูดไม่ออก เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยว่า
"เธอนี่นะ ไอ้นิสัยบ้าคนหน้าตาดีนี่ไม่รู้ว่าไปติดมาจากใคร ผู้ชายหน้าตาดีมันกินแทนข้าวได้หรือไงกัน"
"ได้สิพี่ ก็เอาไว้กินกับข้าวไง ช่วยให้เจริญอาหาร"
เซี่ยเสี่ยวตอบกลับหน้าตายพร้อมพยักหน้ายืนยันคำพูดตัวเอง ทำเอาหยางเสวี่ยหัวหลุดขำออกมาจนได้
"เธอยังเด็กนัก รูปร่างหน้าตาภายนอกพอแก่ตัวลงไปมันก็เหี่ยวย่นเหมือนกันหมดนั่นแหละ เอาแค่พอไปวัดไปวาได้ก็พอแล้ว ผู้ชายที่หน้าตาดีเกินไปมักจะไม่ค่อยน่าไว้ใจหรอกนะ คนหน้าตาดีใครๆ ก็ชอบ เธอชอบ คนอื่นเขาก็ชอบ ถ้าเกิดวันข้างหน้าผู้ชายคนนั้นทนต่อแรงยั่วยวนไม่ไหว ชีวิตแต่งงานก็จะมีปัญหาเอาได้"
เซี่ยเสี่ยวแย้งขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"พี่เสวี่ยหัว เรื่องผู้ชายเปลี่ยนใจหรือไปมีเมียน้อยเนี่ย มันไม่เกี่ยวกับหน้าตาหรอกนะพี่ ถ้าเราคิดว่าหาผู้ชายขี้เหร่ๆ แล้วเขาจะซื่อสัตย์เลยตกลงแต่งงานไป แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งไอ้ผู้ชายขี้เหร่คนนั้นดันรวยขึ้นมา แล้วไปหาเมียน้อย แบบนั้นมันไม่ยิ่งน่าเจ็บใจกว่าเหรอพี่"
สำหรับเซี่ยเสี่ยวแล้ว การที่ผู้ชายจะนอกใจหรือไม่นั้น มันไม่ได้อยู่ที่หน้าตา แต่มันอยู่ที่จิตสำนึกและสันดานดิบเบื้องลึก รวมถึงความมักมากในกามของคนคนนั้นมากกว่า
หยางเสวี่ยหัวจนปัญญาจะเถียงด้วย เพราะไม่ว่าจะยกเหตุผลอะไรมาพูด ก็ดูเหมือนจะแพ้คารมของเซี่ยเสี่ยวไปเสียทุกครั้ง
"พี่เสวี่ยหัว ฉันเข้าใจความหมายของพี่นะ พี่แค่อยากจะบอกว่าหาคนที่พอเหมาะพอสมกันก็พอแล้ว ไม่ใช่มองแต่รูปร่างหน้าตาภายนอก ต้องดูนิสัยใจคอข้างในด้วย"
เมื่อเห็นหยางเสวี่ยหัวพยักหน้าเห็นด้วย เซี่ยเสี่ยวจึงพูดต่อ
"แต่อย่างน้อยที่สุด ฉันก็ต้องหาคนที่ถูกใจฉันบ้างสิ อย่างน้อยเห็นหน้าแล้วต้องรู้สึกใจเต้น หรือไม่ก็ต้องไม่รู้สึกต่อต้านเวลาที่ต้องใกล้ชิดกัน ถ้าแค่เห็นหน้าก็ไม่อยากจะคุยด้วย แค่คิดว่าจะต้องจับมือก็อยากจะสะบัดทิ้ง หรือถ้าต้องจินตนาการว่าจะต้องนอนเตียงเดียวกันแล้วรู้สึกพะอืดพะอม พี่จะฝืนใจตัวเองไหวเหรอ"
ถ้าต้องฝืนใจขนาดนั้น มันคงไม่ใช่การใช้ชีวิตคู่แล้ว แต่มันคือการทรมานจิตใจกันชัดๆ
เรื่องนี้ทำให้นึกย้อนไปถึงสมัยที่เซี่ยเสี่ยวเรียนปริญญาโท มีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งหน้าตาและผิวพรรณจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ถูกเศรษฐีใหม่คนหนึ่งตามจีบ
ผู้ชายคนนั้นรูปร่างอ้วนเตี้ย ผิวดำคล้ำ หน้าตาบ้านๆ แต่ที่คอห้อยสร้อยทองเส้นโตเท่าโซ่รถจักรยานส่องแสงวูบวาบกระแทกตา อายุอานามก็น่าจะราวๆ สามสิบห้า ขับรถเบนซ์คันโก้ไปรับไปส่ง
เขาคนนั้นทุ่มเทตามจีบเพื่อนของเธออย่างหนัก แถมยังใจป้ำแบบสุดๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเซี่ยเสี่ยวบังเอิญได้ยินเพื่อนคนนั้นคุยกับคนอื่นในหอพัก
เพื่อนคนนั้นพูดว่า "พอเขาจับมือฉันนะ ฉันอยากจะสะบัดทิ้งแทบตาย เวลาต้องมานั่งกินข้าวเผชิญหน้ากัน ฉันนี่กินแทบไม่ลง ฉันชอบเงินเขานะ แต่ฉันไม่ได้ชอบคนของเขา"
ตอนนั้นเพื่อนอีกคนก็แย้งขึ้นมาว่า "เขาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ขนาดนั้นนี่นา แถมยังรวยขนาดนั้น อุตส่าห์ตามจีบเธอขนาดนี้ก็ถือว่าดีถมไปแล้ว ถ้าแต่งงานกับเขาไป เธอก็ได้เป็นคุณนายเศรษฐีเลยนะ พวกเราต่อให้เรียนจบไปทำงาน เงินเดือนเป็นหมื่น สู้ชีวิตแทบตายทั้งชาติก็ยังสบายไม่เท่าเธอเลย"
เพื่อนสาวคนนั้นจึงตอบกลับมาว่า "ก็นั่นน่ะสิ ถ้าฉันไม่ตกลงแต่งกับเขา... เฮ้อ ช่างเถอะ เดี๋ยวพอตกกลางคืนปิดไฟมืดๆ มันก็มองไม่เห็นอะไรแล้ว กัดฟันทนๆ เอาเดี๋ยวก็ผ่านไป"
เซี่ยเสี่ยวในตอนนั้นได้ฟังแล้วก็ได้แต่พูดไม่ออก ยิ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งเธอได้ยินเพื่อนคนนั้นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า "ถ้าเกิดเขารีบตายเร็วๆ ก็ดีสิ ฉันจะได้ฮุบสมบัติก้อนโต แล้วเอาเงินไปเลี้ยงเด็กหนุ่มๆ หน้าตาดีๆ"
เจอแบบนี้เข้าไปเซี่ยเสี่ยวถึงกับใบ้กิน เพื่อนคนนี้เห็นผู้ชายเป็นคนโง่หรืออย่างไร เงินทองของคนรวยเขาก็ไม่ได้หามาได้ง่ายๆ เหมือนลมพัดใบไม้ร่วงเสียหน่อย ตอนนั้นเธอยังเคยลองสมมติตัวเองดูว่า ถ้าเป็นเธอจะทำอย่างไร
คำตอบคือเซี่ยเสี่ยวรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที ถ้าต้องอยู่กับผู้ชายที่แค่เห็นหน้าก็รู้สึกต่อต้านขนาดนั้น เธอไม่มีทางฝืนใจตัวเองได้แน่ๆ
ทางด้านหยางเสวี่ยหัวเองก็ส่ายหน้าเช่นกัน
"แบบนั้นมันเหมือนตกนรกทั้งเป็นชัดๆ ฉันอยากหาคนที่เข้ากันได้ทางจิตวิญญาณมากกว่า"
พอหยางเสวี่ยหัวพูดจบ เซี่ยเสี่ยวก็หัวเราะออกมา
"พี่เสวี่ยหัว พี่เรียกมาตรฐานสูงกว่าฉันอีกนะ การจะหาคู่แท้ที่สื่อใจถึงกันได้ในโลกนี้น่ะมันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก ต่อให้โชคดีได้เจอ ก็ใช่ว่าเขาจะเป็นคู่ของเราเสมอไป"
พูดมาถึงตรงนี้ เซี่ยเสี่ยวก็วกกลับมาถามอีกครั้ง
"แล้วพี่คิดว่าเลขาธิการลี่เป็นคนยังไงบ้าง"
หยางเสวี่ยหัวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
"เลขาธิการลี่น่ะเหรอ เขาเป็นคนดีนะ คุยด้วยแล้วสนุกดี แต่ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่มีความลึกซึ้งมากเกินไป จนเดาใจไม่ถูกเลยว่าเขาคิดอะไรอยู่"
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้าเห็นด้วย ถ้าเป็นคนที่ใครๆ ก็มองออกง่ายๆ เขาคงไม่มีทางก้าวขึ้นไปเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองในอนาคตได้อย่างแน่นอน
ในปีนี้ เซี่ยเสี่ยวตัดสินใจว่าจะกลับไปฉลองปีใหม่ที่เมือง S จึงได้ยื่นใบลาต่อหัวหน้าทีมการผลิต
เนื่องจากเซี่ยเสี่ยวไม่ได้กลับบ้านมาหลายปีแล้ว ทางหน่วยเหนือจึงอนุมัติใบลาให้อย่างรวดเร็ว เมื่อถือจดหมายแนะนำตัวและใบอนุญาตเดินทางไว้ในมือ ความคิดที่จะต้องกลับไปเจอกับ "ครอบครัว" ของร่างเดิมก็ทำให้เซี่ยเสี่ยวรู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย
แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว เธอไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านเลยสักครั้ง ถ้ายังไม่กลับไปอีกก็คงจะดูผิดวิสัยลูกกตัญญูจนเกินไป
"เซี่ยเสี่ยว เธอจะกลับวันนี้เลยเหรอ"
ซุนอวี้หัวเอ่ยถามขึ้น
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปถามกลับ
"แล้วพี่อวี้หัวล่ะ ปีนี้จะกลับบ้านไหม"
ซุนอวี้หัวส่ายหน้าปฏิเสธ
"ปีที่แล้วฉันกลับไปแล้ว ปีนี้คงไม่กลับหรอก"
หวังอ้ายหัวที่นั่งอยู่ด้วยกันก็พูดแทรกขึ้นมา
"ตอนที่คนอื่นเขากลับกัน เซี่ยเสี่ยวเธอก็ไม่ยอมกลับ พอปีนี้ไม่มีใครเขากลับกัน เธอดันจะกลับซะอย่างนั้น"
เซี่ยเสี่ยวได้แต่ยิ้มรับบางๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร
หยางเสวี่ยหัวจึงพูดเสริมขึ้นมาว่า
"หนทางมันไกลเกินไป การเดินทางก็ลำบากยากเข็ญเหลือเกิน เอาจริงๆ นะ พอได้กลับไปแล้วฉันก็ไม่อยากจะกลับมาที่นี่อีก แต่พออยู่ที่นี่ก็กลัวการเดินทางกลับไป นึกแล้วก็ท้อ แต่ถ้าไม่กลับเลยก็คิดถึงบ้านอีก"
คำพูดของหยางเสวี่ยหัวเหมือนไปสะกิดโดนใจดำของทุกคนเข้าอย่างจัง ต่งเหม่ยหัวจึงบ่นอุบอิบขึ้นมาบ้าง
"อย่าว่าแต่เดินทางจากทีมการผลิตไปถึงตัวอำเภอเลย แค่จากอำเภอไปสถานีรถไฟในตัวจังหวัดก็ต้องนั่งรถโยกเยกตั้งห้าชั่วโมงเข้าไปแล้ว จากนั้นต้องต่อรถไฟไปลงที่สถานีบ้านเกิดอีกสองวันสองคืน แล้วยังต้องนั่งรถต่ออีกชั่วโมงสองชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน คิดแล้วเหนื่อยแทบขาดใจ"
"นั่นสิ ของเหม่ยหัวอยู่ทางใต้ยังดีกว่าหน่อย บ้านเธออยู่ใกล้กว่าเซี่ยเสี่ยวตั้งเยอะ พวกเราที่บ้านอยู่เมืองหลวงสิไกลกว่ามาก พวกที่ต้องกลับไปทางเหนือนี่ นึกถึงตอนเดินทางไปกลับรอบหนึ่งแล้วสยองเลย" หวังอ้ายหัวผสมโรง
เซี่ยเสี่ยวนั่งฟังเพื่อนๆ บ่นกันพรางคิดคำนวณเส้นทางการเดินทางของตัวเองในใจ แม้จะรู้ว่าลำบาก แต่เธอก็ยังอยากจะลองสัมผัสบรรยากาศการนั่งรถไฟในยุคนี้ดูสักครั้ง
ก่อนจะออกเดินทาง เซี่ยเสี่ยวแวะไปที่บ้านตระกูลเกาเพื่อบอกลา
"ทำไมรีบไปนักล่ะ เจี้ยซิงไม่อยู่พอดี ไม่อย่างนั้นจะได้ให้เขาไปส่งที่อำเภอ" เจิ้งเซี่ยงหงเอ่ยถามด้วยความเสียดาย
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเกรงใจ
"ไม่เป็นไรจ้ะป้า ทางทีมการผลิตจัดเกวียนวัวไปส่งฉันขึ้นรถที่อำเภอแล้วจ้ะ"
"งั้นก็เดินทางปลอดภัยนะลูก มาอยู่ที่นี่ตั้งกี่ปีแล้ว มันก็ถึงเวลาต้องกลับไปเยี่ยมบ้านบ้าง พ่อแม่ของหนูคงคิดถึงแย่แล้ว"
เจิ้งเซี่ยงหงกำชับด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะเดินออกมาส่งเซี่ยเสี่ยวที่หน้าประตูบ้านพร้อมกับคำอวยพรอีกยืดยาว
หลังจากนั้นไม่นาน เกาเจี้ยซิงก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาที่บ้าน
"แม่! เซี่ยเสี่ยวไปแล้วเหรอ"
เขาตะโกนถามแม่เสียงหลง
"ก็ไปแล้วน่ะสิ แม่ยังบ่นอยู่เลยว่าเสียดายที่แกไม่อยู่ จะได้ให้ไปส่งน้อง แกก็นะ ดันไม่อยู่ตอนสำคัญพอดี" เจิ้งเซี่ยงหงตอบลูกชาย
เกาเจี้ยซิงไม่รอฟังอะไรอีกแล้ว ร่างสูงของเกาเจี้ยซิงพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูที่หลุดจากคัน ทิ้งให้ผู้เป็นแม่ยืนมองตามหลังแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เกาเจี้ยจื๋อที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ก็อดบ่นไม่ได้
"แม่ แม่ก็น่าจะช่วยเจ้าเจี้ยซิงมันหน่อย ดูสภาพมันสิ ผมเห็นแล้วยังกลุ้มใจแทนเลย"
[จบบท]