“สายตาของเซี่ยเสี่ยวน่ะสูงจะตายไป หลิวไห่กั๋วเธอยังไม่แล บรรดาผู้ชายในบ้านพักยุวปัญญาชนตั้งมากมายก็ไม่อยู่ในสายตา ขนาดเลขาธิการลี่ เธอยังตัดใจโยนโอกาสให้หยางเสวี่ยหัวไปเสียดื้อๆ แล้วแบบนี้เจี้ยซิงจะเหลือความหวังอะไรอีก”
เจิ้งเซี่ยงหงเอ่ยปากวิเคราะห์สถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา ขณะนั่งทำงานฝีมืออยู่ในบ้าน
เกาเจี้ยจื๋อที่นั่งฟังอยู่ถึงกับพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยแย้งขึ้นมาว่า
“แม่ครับ เรื่องเซี่ยเสี่ยวไม่มองหลิวไห่กั๋วนี่เรื่องปกติมากเลยนะ สภาพแบบหลิวไห่กั๋วถ้าเซี่ยเสี่ยวชอบสิถึงจะแปลก แต่ว่านะ ขนาดเลขาธิการลี่กับพวกผู้ชายโสดในทีมการผลิตตั้งเยอะแยะ เซี่ยเสี่ยวก็ยังไม่ถูกใจใครสักคน แบบนี้เจี้ยซิงก็น่าจะพอมีลุ้นอยู่บ้าง หรือว่าแม่ไม่อยากให้เจี้ยซิงคบกับยุวปัญญาชนจริงๆ?”
คนเป็นแม่ถอนหายใจยาว วางมือจากงานตรงหน้าแล้วเงยหน้ามองลูกชายคนโต
“แม่แค่มองว่ายุวปัญญาชนพวกนี้ช้าเร็วก็ต้องกลับเข้าเมือง กลัวว่าถ้าพวกแกไปผูกพันด้วยแล้ว ถึงเวลาเขากลับไปจะรั้งไม่อยู่ จะกลายเป็นเจ็บปวดเปล่าๆ อีกอย่างแม่ดูแล้วเจี้ยซิงกับเซี่ยเสี่ยวไปกันยาก เจี้ยซิงภายนอกดูโตแต่ข้างในยังเด็กมาก นิสัยยังเอาแต่ใจ ผิดกับเซี่ยเสี่ยวที่อายุน้อยกว่าแต่ความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ ถึงเจี้ยซิงจะเป็นลูกแม่ แต่พูดกันตามตรงแม่ก็ยังรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรกับเซี่ยเสี่ยวอยู่ดี”
เจิ้งเซี่ยงหงเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงปลงตก
“แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเซี่ยเสี่ยวเกิดถูกใจเจี้ยซิงขึ้นมาจริงๆ แม่ก็ยินดี ไม่ขัดข้องหรอก เพียงแต่เรื่องของสองคนนี้ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า แม่ไม่อยากเข้าไปยุ่ง”
นางหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วเสริมขึ้นว่า
“เรื่องความรู้สึกมันบังคับกันไม่ได้ ปล่อยไปเถอะ เจี้ยซิงเองก็ต้องเติบโต ผ่านเรื่องราวพวกนี้ไปบ้างจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขุมรอบคอบขึ้น”
เกาเจี้ยจื๋อขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วงน้องชาย
“แต่แม่กับเซี่ยเสี่ยวสนิทกันขนาดนี้ ถ้าแม่ไม่ช่วยเป็นแม่สื่อให้ ด้วยนิสัยแบบเจี้ยซิง ต่อให้ชอบจนอกแตกตายก็คงไม่มีหวังหรอกครับ”
เจิ้งเซี่ยงหงส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“แม่ไม่ยุ่งหรอก ขืนเข้าไปยุ่งเรื่องมันจะเปลี่ยน ถ้าเจี้ยซิงกับเซี่ยเสี่ยวคบกันได้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่สำเร็จขึ้นมา ทีนี้แม่กับเซี่ยเสี่ยวจะมองหน้ากันไม่ติดเปล่าๆ จะพาลอึดอัดกันไปหมด”
“พูดไปพูดมา สรุปคือแม่ก็ไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของแม่กับเซี่ยเสี่ยวเสียไปสินะครับ แต่ถ้าแม่ชอบเซี่ยเสี่ยว เปลี่ยนสถานะเธอมาเป็นลูกสะใภ้แม่ไม่ดียิ่งกว่าเหรอ”
เกาเจี้ยจื๋อยังคงพยายามตะล่อม เพราะลึกๆ แล้วเขาก็เชียร์คู่นี้อยู่เหมือนกัน ส่วนหนึ่งเพราะเห็นว่าเซี่ยเสี่ยวเป็นคนดี เข้ากับแม่ของเขาได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้คงไม่มีแน่ๆ อีกส่วนหนึ่งคือเขารู้ว่าน้องชายตัวดีแอบมีใจให้เซี่ยเสี่ยวอยู่ เขาในฐานะพี่ชายก็อยากจะช่วยให้สมหวัง
เมื่อเห็นลูกชายคนโตยังตื๊อไม่เลิก เจิ้งเซี่ยงหงจึงเปลี่ยนเรื่องทันที
“แกไม่ต้องไปห่วงเรื่องเจี้ยซิงมันหรอก มันยังเด็ก อีกไม่กี่ปีค่อยหาเมียก็ยังทัน ว่าแต่เรื่องของแกกับซุนอวี้หัวเถอะ ไปถึงไหนกันแล้ว อย่ามาทำเนียนเฉไฉนะ เล่ามาให้หมด”
คนเป็นแม่ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องรู้ราว เจิ้งเซี่ยงหงได้ยินข่าวลือเรื่องเกาเจี้ยจื๋อกับซุนอวี้หัวมาบ้าง และเห็นทั้งสองคนไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ปกติเธอไม่ค่อยอยากยุ่งเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของเด็กๆ แต่เห็นความสัมพันธ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของคู่นี้แล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้
เกาเจี้ยจื๋อเกาหัวแก้เขิน ยอมรับออกมาตรงๆ
“ก็... ผมกำลังตามจีบเขาอยู่ครับ ก็แค่นั้นแหละ”
เจิ้งเซี่ยงหงมองหน้าลูกชายแล้วส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความกังวล
“แม่ได้ยินว่าบ้านนั้นเขาเป็นลูกข้าราชการมีระดับไม่ใช่เหรอ เรามันแค่ชาวบ้านตาสีตาสา เขาคงไม่มองเราหรอกลูก แกไปชอบเขาแบบนี้ ระวังจะหาเรื่องใส่ตัว หาความทุกข์ใส่ใจเปล่าๆ”
“โธ่แม่... ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไงครับ อย่างน้อยผมก็หน้าตาพอไปวัดไปวาได้ ขยันทำมาหากิน”
เกาเจี้ยจื๋อพยายามแย้งเพื่อยืนยันความตั้งใจ
“ถ้าพวกเธออยู่แต่ในเมืองหลวง ผมคงหมดสิทธิ์ แต่ตอนนี้พวกเธอต้องย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นี่ กลับเข้าเมืองไม่ได้ ผมก็พอมีโอกาสลุ้นอยู่บ้าง ถึงยังไงผมก็อยากจะลองพยายามดูสักตั้ง จะได้ไม่เสียใจภายหลัง ต่อให้สุดท้ายเขาไม่เลือกผม ผมก็ไม่เสียดายครับ”
“เฮ้อ... สาวๆ ในหมู่บ้านเราก็มีตั้งเยอะแยะ คนหน้าตาดีๆ ก็มีไม่น้อย พวกแกสองพี่น้องนี่นะ ทำไมต้องไปปักใจชอบแต่สาวเมืองกรุงกันหมด”
เจิ้งเซี่ยงหงถอนหายใจยาวอย่างระอาใจ
“แต่ก็นะ สาวๆ ในหมู่บ้านเราเรียนหนังสือน้อย โลกทัศน์แคบ พอเอาไปเทียบกับพวกสาวยุวปัญญาชนจากในเมือง มันก็เลยดูเสียเปรียบไปหมด”
เกาเจี้ยจื๋อพยักหน้าเห็นด้วย สาวบ้านนาส่วนใหญ่ซื่อๆ ใสๆ แต่ด้วยค่านิยมของคนที่นี่ที่มักจะเห็นลูกชายดีกว่าลูกสาว บ้านที่ยากจนและห่างไกลความเจริญแบบนี้จึงแทบไม่มีผู้หญิงคนไหนได้เรียนหนังสือ พอคุยกันจริงๆ มันเลยคุยกันคนละภาษา เข้ากันยาก
เขาเองก็แอบมองซุนอวี้หัวมานานแล้ว ได้แต่เก็บความรู้สึกชอบไว้ในใจเงียบๆ เพราะรู้ตัวว่าไม่คู่ควร ไม่เคยกล้าแม้แต่จะคิดฝัน แต่หลังจากที่ซุนอวี้หัวเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายพูดคุยกับเขาก่อน หัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวของเกาเจี้ยจื๋อก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ประกอบกับรู้ว่ายุวปัญญาชนพวกนี้กลับเข้าเมืองไม่ได้ และต้องเลือกคู่ครองในทีมการผลิต เกาเจี้ยจื๋อจึงเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ในขณะเดียวกันนั้น ทางด้านของเกาเจี้ยซิง
ชายหนุ่มวิ่งกระหืดกระหอบไปจนถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน แต่เมื่อมองออกไปตามถนนดินลูกรังที่คดเคี้ยว กลับว่างเปล่าไร้เงาของคนและเกวียนวัว ร่างสูงยืนหอบหายใจด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะระบายอารมณ์ด้วยการเตะก้อนหินข้างทางกระเด็นไปไกล
พอกลับมาถึงบ้าน เจิ้งเซี่ยงหงเห็นสีหน้าลูกชายคนเล็กก็เดาได้ทันที
“ไม่ทันล่ะสิ?”
เกาเจี้ยซิงไม่ตอบคำถาม เดินหน้าบึ้งเข้ามานั่งลง เจิ้งเซี่ยงหงมองอาการซึมกะทือของลูกชายแล้วจึงค่อยๆ สอนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เจี้ยซิง ฟังแม่นะ สายตาของเซี่ยเสี่ยวน่ะสูง ถ้าแกคิดจะจีบเขาให้ติด อย่างน้อยแกต้องถีบตัวเองให้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยให้ได้ แกถึงจะมีแต้มต่อไปสู้กับพวกยุวปัญญาชนชายพวกนั้น เรามันคนบ้านนอกคอกนา จะไปจีบสาวเมืองกรุงน่ะ มันยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา”
เธอมองหน้าลูกชายที่ยังคงนั่งเงียบแล้วพูดต่อ
“เซี่ยเสี่ยวกับเพื่อนๆ เขามาจากเมืองใหญ่ ไม่ใช่แค่ตัวอำเภอเล็กๆ แบบบ้านเรา แม่เคยเข้าเมืองใหญ่มาครั้งหนึ่ง ความเจริญนี่คนละเรื่องกับมณฑลเราเลย ถ้าแกไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ แกจะเอาอะไรไปทำให้เซี่ยเสี่ยวประทับใจ แล้วดูนิสัยแกสิ ปากหนัก ปากไม่ตรงกับใจ ไม่รู้จักพูดจาเอาใจสาวเหมือนพี่ชายแก เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต แก้ไม่หายสักที ถ้าสภาพแบบนี้แกจีบเซี่ยเสี่ยวติดนะ แม่จะจุดประทัดฉลองให้เลยเอ้า”
คำพูดของแม่จี้ใจดำเข้าอย่างจัง เกาเจี้ยซิงโพล่งออกมาด้วยความอัดอั้น
“ยัยนั่นน่ะขี้งกแล้วก็เจ้าคิดเจ้าแค้นจะตาย! วันนั้นผมแค่พูดไปประโยคเดียวว่าวันหลังไม่ต้องมายุ่งวุ่นวาย หลังจากนั้นเธอก็เมินผม ไม่ยอมคุยกับผมอีกเลย”
เขายิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด รู้สึกว่าเซี่ยเสี่ยวช่างเป็นผู้หญิงที่เข้าใจยากและน่ารำคาญใจชะมัด
“ก็แม่บอกแล้วไงว่าแกน่ะปากเสียมาแต่ไหนแต่ไร พูดจาขวานผ่าซากแบบนั้น ใครเขาจะไปพอใจ เลิกคิดเรื่องเซี่ยเสี่ยวซะเถอะ ตั้งใจเรียนหนังสือให้เก่งๆ อีกไม่กี่ปีสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ มีงานมีการทำที่ดี ค่อยหาผู้หญิงดีๆ สักคนแต่งงานก็พอแล้ว”
พอแม่พูดจบ เกาเจี้ยซิงก็หน้าคว่ำทันที
“แม่ นี่แม่เป็นแม่แท้ๆ ของผมหรือเปล่าเนี่ย?”
“ทำไมจะไม่ใช่แม่แท้ๆ ถ้าฉันไม่เบ่งออกมา แกจะมีปัญญามายืนเถียงฉอดๆ อยู่ตรงนี้ไหม” เจิ้งเซี่ยงหงสวนกลับทันควัน
“ก็แม่ไม่เห็นจะเข้าข้างผมเลยสักนิด”
เกาเจี้ยซิงบ่นอุบอิบ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเริ่มไปใส่ใจเซี่ยเสี่ยวตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นตอนที่เขาพูดจาไม่ดีจนเธอโกรธ หรือจะเป็นคืนนั้นที่แบกเธอขึ้นหลังกลับบ้าน หรือจะเป็นหลังจากที่เธอเริ่มทำเย็นชาใส่เขา
รู้แต่ว่าตอนนี้เกาเจี้ยซิงรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านไปทั้งตัว ในหัวมีแต่ภาพของเซี่ยเสี่ยววนเวียนอยู่เต็มไปหมด ทั้งที่คิดว่าเธอนิสัยไม่ดี ขี้งอน เจ้าคิดเจ้าแค้น แค่พูดผิดหูนิดเดียวก็ตัดสินประหารชีวิตไม่ยอมคบค้าสมาคมด้วย ทำเอาเขาอึดอัดใจจะตายอยู่แล้ว
“จะหาเมีย แกก็ต้องหาเองสิ ไม่ใช่แม่หา จะให้แม่ไปจีบแทนหรือไง ขนาดวิธีเอาใจผู้หญิงแกยังทำไม่เป็น แล้วจะมีหน้าไปชอบใครเขาได้”
เจิ้งเซี่ยงหงด่าลูกชายอย่างเหลืออด นึกอยากจะคว้าไม้ตีพริกมาเคาะกะโหลกหนาๆ นั่นสักทีสองที
เกาเจี้ยจื๋อที่นั่งฟังอยู่หัวเราะร่า
“เจี้ยซิง ข้อนี้แกต้องเรียนรู้นะ ดูอย่างหลิวไห่กั๋วสิ รายนั้นเขารู้วิธีเข้าหาผู้หญิง เสียอย่างเดียวแค่หน้าตาไม่ดี”
เกาเจี้ยซิงพยักหน้าเห็นด้วย เซี่ยเสี่ยวเป็นคนชอบคนหน้าตาดี หลิวไห่กั๋วไม่มีทางอยู่ในสายตาเธอแน่ๆ แต่ว่า... แล้วเขาล่ะ?
เกาเจี้ยซิงยกมือลูบหน้าตัวเอง เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกไม่มั่นใจในหนังหน้าของตัวเองขึ้นมา
พอหน้าของเฮ่อเสวียปิงที่ดูสำอางเกลี้ยงเกลาลอยเข้ามาในหัว เกาเจี้ยซิงก็เบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ หน้าตาจืดชืดเหมือนผู้หญิงแบบนั้น ไม่รู้เซี่ยเสี่ยวใช้อะไรมอง ถึงได้คิดว่าเขาหล่อสู้หมอนั่นไม่ได้
ทันใดนั้น เขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ จึงหันไปถามแม่
“แม่ ครีมตลับหอยที่ผมซื้อมาให้แม่คราวโน้น แม่เอาไปวางไว้ไหน?”
“อยู่ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง แกจะเอาไปทำไม?” เจิ้งเซี่ยงหงถามด้วยความสงสัย
“แม่ไม่ต้องยุ่งน่า”
เกาเจี้ยซิงตอบปัดๆ แล้วรีบเดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องนอนของแม่ทันที
เวลาผ่านไปพักใหญ่ เกาเจี้ยซิงก็ยังไม่ออกมา เกาเจี้ยจื๋อเห็นผิดสังเกตจึงเดินตามเข้าไปดูน้องชายในห้อง
ภาพที่เห็นทำเอาคนเป็นพี่ชายถึงกับตาโต ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นบ้าน
เกาเจี้ยซิงกำลังยืนอยู่หน้ากระจก ใบหน้าคมเข้มนั้นมันแผล็บและขาววอกไปด้วยครีมตลับหอยที่เจ้าตัวควักมาโบกจนหนาเตอะ
“ฮ่าๆๆๆๆ...”
เสียงหัวเราะของเกาเจี้ยจื๋อดังสะท้อนไปทั่วบ้านจนท้องคัดท้องแข็งกับความพยายามเสริมหล่อของน้องชาย
[จบบท]