“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
เจิ้งเซี่ยงหงรีบร้อนผลักประตูพุ่งตัวเข้ามาในห้อง ทว่าสายตาของเธอกลับไปหยุดชะงักอยู่ที่ใบหน้าของลูกชายคนเล็ก ภาพที่เห็นทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับหลุดขำออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“พรืด!” เจิ้งเซี่ยงหงหัวเราะจนตัวงอ
ฝ่ายเกาเจี้ยซิงที่กำลังทำลับๆ ล่อๆ อยู่หน้ากระจกถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนโมโห เขาตะโกนเสียงดังลั่นห้องทันที
“ใครใช้ให้พวกแม่เข้ามาเนี่ย ออกไปเลยนะ รีบออกไปเดี๋ยวนี้!”
“โอเคๆ แม่จะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ” เจิ้งเซี่ยงหงพยายามหุบยิ้มแต่ก็ทำไม่สำเร็จ เธอนึกขำท่าทางของลูกชายที่กำลังเขินอายจนพาลโกรธกลบเกลื่อน จึงรีบรับปากส่งๆ ไปก่อน
เกาเจี้ยจื๋อที่ยืนอยู่ข้างหลังแม่มองน้องชายด้วยสายตาเอือมระอา ก่อนจะเอ่ยปากแซวขึ้นมาว่า
“แกคิดอะไรไม่ออกหรือไงถึงได้ทำแบบนี้ นี่มันของที่พวกผู้หญิงเขาใช้ทาหน้ากัน ผู้ชายอกสามศอกอย่างแกจะเอามาทาหน้าทำไมไม่ทราบ”
“ถ้าพวกพี่กล้าเอาเรื่องนี้ไปพูดข้างนอกนะ ผมจะตามไปคิดบัญชีให้ดู” เกาเจี้ยซิงชี้หน้าคาดโทษเสียงเขียว หลังจากนั้นเขาก็รีบดันหลังแม่และพี่ชายให้ออกไปพ้นประตู แล้วจัดการลงกลอนขังตัวเองไว้ในห้องทันที
เมื่อออกมาอยู่นอกห้องแล้ว เกาเจี้ยจื๋อกับเจิ้งเซี่ยงหงก็ได้แต่มองหน้ากันด้วยความอ่อนใจ
“แม่เห็นไหมล่ะ พอแม่ไม่ช่วยเจ้ารอง มันก็เลยจัดการตัวเองจนมีสภาพแบบนั้น เอาน้ำมันครีมตลับหอยของผู้หญิงมาทาหน้า นี่ใช่เรื่องที่ลูกผู้ชายเขาทำกันที่ไหน ถ้าใครรู้เข้าคงได้หัวเราะจนฟันร่วงแน่”
เจิ้งเซี่ยงหงปาดน้ำตาที่เล็ดออกมาจากการหัวเราะเมื่อครู่ทิ้งไป ก่อนจะปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้นเล็กน้อย
“เอาเถอะ รอให้เซี่ยเสี่ยวกลับมาหลังปีใหม่ค่อยว่ากันอีกที แล้วลูกก็อย่าไปว่าน้องมันเลย ตัวลูกเองก็ใช่ว่าจะดีกว่าเจ้ารองสักเท่าไหร่ อีกอย่างเรื่องทาครีมนี่ห้ามเอาไปพูดข้างนอกเด็ดขาดเชียวนะ น้องชายลูกเป็นพวกห่วงภาพลักษณ์จะตาย ถ้ามันโกรธขึ้นมาจริงๆ เดี๋ยวก็ได้ตีกันบ้านแตกหรอก”
เกาเจี้ยจื๋อไหวไหล่เบาๆ
“แม่วางใจเถอะน่า ผมไม่เอาไปป่าวประกาศหรอก ขืนมีคนรู้ว่าผมมีน้องชายทำตัวน่าขายหน้าแบบนี้ หน้าตาผมก็พลอยมัวหมองไปด้วยพอดี”
ได้ยินลูกชายคนโตพูดแบบนั้น เจิ้งเซี่ยงหงก็ถลึงตาใส่ทันควัน
“น่าขายหน้าตรงไหนกัน ก็แค่ทาครีมตลับหอยนิดๆ หน่อยๆ สมัยพวกแกยังเด็กพอหน้าแตกเพราะลมหนาว แม่ก็เอาไอ้นี่แหละทาให้จนหาย ตอนนั้นลูกเห็นแม่ทาให้เจ้ารองเยอะกว่า ลูกก็ยังทำท่าไม่พอใจ ร้องจะให้แม่ทาให้เยอะๆ เหมือนน้องอยู่เลยไม่ใช่หรือไง”
เกาเจี้ยจื๋อยกมือลูบหน้าตัวเองป้อยๆ พลางแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“งั้นแม่ก็คงทาให้ผมเยอะกว่าจริงๆ นั่นแหละ มิน่าล่ะผมถึงรู้สึกว่าผิวหน้าผมดีกว่าเจ้ารองตั้งเยอะ”
เจิ้งเซี่ยงหงทำท่าถ่มน้ำลายใส่ลูกชายด้วยความหมั่นไส้
“ถุย! พ่อเจ้าประคุณรุนช่อง ไอ้พวกผู้ชายเจ้าสำอาง สองพี่น้องนิสัยเหมือนกันไม่มีผิด”
เกาเจี้ยจื๋อได้แต่หัวเราะแหะๆ อย่างอารมณ์ดี
ตัดภาพกลับไปภายในห้องนอน เกาเจี้ยซิงกำลังนั่งกุมขมับด้วยความกลัดกลุ้ม ทั้งอับอายที่ถูกคนในครอบครัวมาเห็นเข้าคาตา ทั้งรู้สึกกระดากใจที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ ตอนนี้เขารู้สึกหดหู่จนอยากจะมุดดินหนีไปให้พ้นๆ
ชายหนุ่มเงยหน้ามองตัวเองในกระจก ผิวหน้าดูขาวขึ้นมานิดหน่อยจริงๆ นั่นแหละ แต่พอคิดว่าสิ่งที่อยู่บนหน้าคือเครื่องประทินผิวของผู้หญิง เขาก็อยากจะรีบล้างมันออกให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอนึกถึงราคาและความยากลำบากกว่าจะได้มา ก็รู้สึกเสียดายของขึ้นมาอีก
เพราะแบบนี้ ตลอดทั้งวันเกาเจี้ยซิงจึงใช้ชีวิตด้วยความกระอักกระอ่วนใจ เก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ยอมก้าวขาออกไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว
กระทั่งตกเย็น เมื่อเกากั๋วเฉียงกลับมาจากทำงานและได้ฟังวีรกรรมของลูกชายคนเล็กจากปากภรรยา เขาก็ทำเสียงขึ้นจมูกด้วยความดูแคลน
“ช่างน่าภูมิใจเสียจริงนะ”
พอเห็นว่าสามีทำท่าจะเดินไปต่อว่าลูกชาย เจิ้งเซี่ยงหงก็รีบเข้าไปขวางไว้ทันที
“คุณไม่ต้องไปพูดอะไรแล้วนะ แค่นี้ลูกมันก็อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว ขืนคุณไปซ้ำเติมอีก เดี๋ยวลูกก็เตลิดหนีออกจากบ้านไปกันพอดี”
เกากั๋วเฉียงยอมหุบปากเงียบตามคำสั่งภรรยา แต่ก็มิวายบ่นพึมพำออกมา
“คุณก็เอาแต่ให้ท้ายลูกแบบนี้ ดูสิ ไม่รู้จักเรียนรู้อะไรดีๆ ดันไปเลียนแบบพฤติกรรมผู้หญิง” นี่เป็นครั้งแรกที่เกากั๋วเฉียงรู้สึกไม่สบอารมณ์กับการกระทำของลูกชายคนโปรด
เจิ้งเซี่ยงหงแค่นเสียงในลำคอเบาๆ ก่อนจะสวนกลับไปว่า
“คุณเป็นพ่อเขาแท้ๆ ทำไมไม่รู้จักสอนลูกล่ะ อีกอย่างลูกมันยังหนุ่มยังแน่น เพิ่งจะมีความรักครั้งแรกก็แบบนี้แหละ มัวแต่คิดถึงสาวแต่ไม่รู้วิธีจีบ มันก็ต้องมีความขัดเขินทำตัวไม่ถูกบ้างเป็นเรื่องธรรมดา”
“ไหนคุณบอกว่าสนิทกับยุวปัญญาชนเซี่ยไม่ใช่หรือไง หรือว่าคุณไม่อยากได้แม่หนูเซี่ยมาเป็นลูกสะใภ้” เกากั๋วเฉียงย้อนถาม
“ใครบอกว่าไม่อยากได้ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่านโยบายรัฐจะเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ วันดีคืนดีถ้ามีคำสั่งให้พวกยุวปัญญาชนกลับเข้าเมืองกันหมด แล้วลูกชายคุณจะทำยังไง เรื่องของหนุ่มสาวก็ปล่อยให้เขาจัดการกันเองเถอะ ฉันเป็นแม่จะเข้าไปยุ่มย่ามมากเกินไปมันก็ไม่ดี”
พูดจบ เจิ้งเซี่ยงหงก็ปรายตามองสามีพร้อมกับเอ่ยเย้าว่า
“คุณเป็นพ่อ น่าจะมีประสบการณ์โชกโชนไม่ใช่หรือไง ทำไมไม่ลองไปถ่ายทอดวิชาจีบสาวให้ลูกชายสักสองสามกระบวนท่าล่ะ”
“พูดจาเหลวไหล ผมจะมีประสบการณ์อะไรที่ไหนกัน คุณก็รู้อยู่แก่ใจ”
คราวนี้กลายเป็นเกากั๋วเฉียงที่ต้องเป็นฝ่ายกระดากอายบ้าง เขารีบลุกพรวดพราดขึ้นจากเก้าอี้พลางแก้เก้อ
“ผมจะไปดูพวกวัวที่คอกหน่อยว่ากินหญ้าหรือยัง”
เจิ้งเซี่ยงหงมองตามแผ่นหลังของสามีที่เดินลิ่วๆ ออกไปแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ สองพ่อลูกคู่นี้ช่างถอดแบบกันมาไม่มีผิดเพี้ยน
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของเซี่ยเสี่ยวที่นั่งเกวียนเทียมวัวมาจนถึงตัวอำเภอ เธอจัดการเก็บจดหมายแนะนำตัวใส่กระเป๋าเสื้ออย่างมิดชิด อันที่จริงเธอไม่ได้มีความคิดที่จะควักเงินจ่ายค่ารถโดยสารเพื่อเดินทางไปยังสถานีรถไฟในตัวเมืองมณฑลเลยแม้แต่น้อย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าพลังของมิติยังพาเธอไปได้ไม่ไกลนัก เธอคงเลือกที่จะวาร์ปจากในมิติกลับไปโผล่ที่เมือง S ให้รู้แล้วรู้รอดไปแล้ว
หญิงสาวแอบหลบมุมเข้าไปในมิติ เมื่อกางแผนที่ดู พิกัดในแผนที่ก็เปลี่ยนไปตามตำแหน่งที่เธออยู่จริงๆ เทคโนโลยีของมิตินี้ช่างล้ำสมัยและน่าอัศจรรย์ใจเสียเหลือเกิน
น่าเสียดายที่ตอนนี้ระยะทำการของมิติยังสั้นนัก เซี่ยเสี่ยวจึงต้องใช้วิธีผลุบเข้าผลุบออกมิติอยู่หลายรอบกว่าจะเดินทางมาถึงตัวเมืองมณฑลได้ บรรยากาศของที่นี่ดูเคร่งครัดและเข้มงวดกว่าในตัวอำเภอเล็กๆ ที่เธอจากมามากนัก
เดิมทีเซี่ยเสี่ยวตั้งใจว่าจะลองเอาของในมิติออกมาขายดูบ้าง แต่พอเห็นสภาพการณ์ในตัวเมืองที่ดูตึงเครียดกว่าที่คิด แถมเธอยังไม่คุ้นเคยกับเส้นทางแถวนี้ จึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดที่จะเสี่ยงดวงไปก่อน
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้นั่งรถไฟในยุค 60 สภาพของรถไฟเก่าคร่ำครึส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวตลอดการเดินทาง เพียงแค่ก้าวเท้าขึ้นมาบนรถได้ไม่นาน เซี่ยเสี่ยวก็เริ่มนึกเสียใจเสียแล้ว ผู้คนบนรถแออัดยัดเยียดจนแทบไม่มีที่ยืน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ใครๆ ต่างก็เดินทางกลับบ้านไปฉลองปีใหม่กัน กลิ่นเหงื่อไคลผสมปนเปไปกับกลิ่นอาหารที่ผู้โดยสารนำมากิน คละคลุ้งจนน่าเวียนหัว
การเดินทางที่ยาวนานถึงสองวันหนึ่งคืนทำเอาเซี่ยเสี่ยวรู้สึกเหมือนร่างกายและจิตใจถูกทรมานอย่างแสนสาหัส เธอไม่กล้าแม้แต่จะข่มตาหลับ ต้องคอยตื่นตัวระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา ไหนจะกลิ่นเหม็นอับ ไหนจะเสียงพูดคุยหัวเราะต่อกระซิกของผู้คนรอบข้างที่ดังหนวกหูไม่หยุดหย่อน
สิ่งที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือการที่เซี่ยเสี่ยวพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดด้วยการสวมหมวกกดปีกต่ำลงมาปิดหน้าปิดตาเพื่อจะงีบหลับ โดยหวังพึ่งพาให้เจ้าก้อนหินช่วยดูต้นทางให้ แต่กลายเป็นว่าพฤติกรรมของเธอกลับไปสะดุดตาเจ้าหน้าที่รถไฟเข้าอย่างจัง
“สหาย รบกวนขอดูจดหมายแนะนำตัวหน่อยครับ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบนรถไฟเดินตรงเข้ามาถาม
เซี่ยเสี่ยวทำหน้างุนงงขณะหยิบจดหมายแนะนำตัวยื่นให้ อีกฝ่ายรับไปพลิกดูอย่างละเอียด สลับกับมองหน้าเธอด้วยความสงสัย
“คุณเป็นยุวปัญญาชนจากทีมการผลิตกวางหมิงจริงๆ เหรอครับ”
“ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนเมือง S กำลังจะกลับบ้านไปฉลองปีใหม่” เซี่ยเสี่ยวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เจ้าหน้าที่ซักถามรายละเอียดอีกสองสามประโยค เซี่ยเสี่ยวขี้เกียจจะอธิบายยืดเยื้อจึงล้วงเอาใบประกาศเกียรติคุณและใบรับรองต่างๆ จากในย่ามออกมาโชว์ให้ดูเสียเลย เมื่อเห็นหลักฐานครบถ้วน เจ้าหน้าที่จึงยอมคืนจดหมายแนะนำตัวให้และเดินจากไป
เซี่ยเสี่ยวยังไม่ทันจะหายงง ก็ได้ยินเสียงคนข้างๆ กระซิบกระซาบนินทากันเบาๆ
“ที่แท้ก็กลับบ้านปีใหม่ ไอ้เราก็นึกว่าเป็นสายลับซะอีก”
“แต่พอแม่หนูคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา หน้าตาสะสวยใช้ได้เลยนะ”
เซี่ยเสี่ยวถึงกับพูดไม่ออก นี่เธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับเพียงเพราะนั่งเงียบๆ อย่างนั้นหรือ
หญิงสาวถอนหายใจยาว ถ้าขืนเธอไปร่วมวงพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกับคนพวกนั้น ก็คงไม่วายถูกมองว่าเป็นคนไม่สำรวมอีก ดีที่เธอมีเอกสารยืนยันตัวตนครบถ้วน ไม่อย่างนั้นคงถูกจับข้อหาเป็นสายลับไปแล้วแน่ๆ ยุ่งยากชะมัด
ในที่สุดรถไฟก็แล่นมาถึงชานชาลา เซี่ยเสี่ยวเดินลงจากรถพร้อมกับสูดหายใจเข้าเต็มปอดด้วยความโล่งอก เธอสาบานกับตัวเองเลยว่าขากลับเธอจะไม่ยอมนั่งรถไฟอีกเป็นอันขาด มันช่างทรมานสังขารเกินไป ต่อให้ต้องใช้วิธีมุดเข้ามิติแล้วค่อยๆ กระดึบกลับไปทีละนิดเธอก็ยอม อย่างน้อยในมิติก็ยังสบายตัวกว่าแถมยังประหยัดค่าเดินทางอีกด้วย
เซี่ยเสี่ยวหิ้วกระเป๋าเดินทางพลางทบทวนที่อยู่ในใจ เธอวางแผนว่าจะหาที่ลับตาคนเพื่อแอบเข้าไปในมิติ แล้วค่อยหาเส้นทางกลับบ้าน
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนชะเง้อคอซ้ายแลขวาเหมือนกำลังมองหาใครสักคน ดูท่าทางคงจะมารอรับญาติที่สถานีรถไฟ
แต่สิ่งที่ทำให้เซี่ยเสี่ยวต้องหยุดมองจนตาค้าง ก็คือใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้น
ทำไมเขาถึงได้หน้าตาเหมือน ‘เหล่าต่ง’ หรือเจ้านายเก่าในชาติที่แล้วของเธอตอนสมัยหนุ่มๆ ขนาดนี้ บริษัทของเธอเคยติดรูปถ่ายสมัยหนุ่มๆ ของท่านประธานต่งตอนอายุสามสิบสี่สิบเอาไว้ เธอจึงจำเค้าโครงหน้าได้แม่นยำ
ถึงแม้ชายหนุ่มตรงหน้าจะดูอ่อนเยาว์กว่าในรูปมาก แต่โครงหน้านั้นเหมือนกันราวกับแกะมาจากพิมพ์เดียวกันไม่มีผิด
[จบบท]