ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกราวกับตัวเองเป็นหัวขโมยที่ช่วงชิงความสุขของเจ้าของร่างเดิมไป ทั้งยังฉกฉวยความรักความห่วงใยจากคนบ้านเซี่ยที่ควรจะเป็นของเจ้าของร่างนี้มาเป็นของตนเองหน้าตาเฉย
“น้องรอง ร้องไห้ทำไมล่ะ”
เสียงทุ้มของเซี่ยชุนหรงเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
เซี่ยเสี่ยวถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเสียแล้ว ทางด้านหลี่เหวินจวนผู้เป็นแม่ พอเห็นลูกสาวน้ำตาหยดแหมะก็พาลน้ำตาซึมตามไปด้วยพลางเอ่ยเสียงเครือ
“ลูกแม่ ลำบากแย่เลยใช่ไหม”
เซี่ยเว่ยกั๋วผู้เป็นพ่อเองก็มีสีหน้าหดหู่ไม่ต่างกัน เขาพิการที่ขาจึงทำได้เพียงพักรักษาตัวอยู่แต่ในบ้าน สภาพจิตใจที่เคยเข้มแข็งจึงดำดิ่งลงเพราะความรู้สึกด้อยค่าในตัวเอง
เมื่อเห็นว่าน้ำตาของตนเป็นต้นเหตุให้บรรยากาศในบ้านเศร้าหมอง เซี่ยเสี่ยวจึงรีบปาดน้ำตาทิ้งแล้วปรับสีหน้าให้สดใสขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้ม
“คนในทีมการผลิตดูแลหนูดีมากเลยจ้ะแม่ เพื่อนร่วมหอพักทุกคนก็นิสัยดีกันทั้งนั้น ถึงงานจะหนักไปบ้าง แต่พวกเราก็หาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ท่ามกลางความลำบากได้ ทีมการผลิตของเราได้รับคัดเลือกเป็นทีมตัวอย่างทุกปีเลยนะจ๊ะ”
เธอเลือกเล่าเฉพาะเรื่องดีๆ ให้ครอบครัวฟัง แต่จงใจปิดบังเรื่องโจรบุกปล้นเอาไว้ เรื่องบางอย่างที่ไม่ได้เขียนเล่าในจดหมาย เธอตั้งใจเอามาเล่าต่อหน้าก็เพื่อให้พ่อกับแม่สบายใจ
สายตาของเซี่ยเสี่ยวเหลือบไปมองขาของเซี่ยเว่ยกั๋ว สภาพเหมือนกับเฮ่อหงจวินไม่มีผิด เวลาเดินเหินต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุง สำหรับลูกผู้ชายคนหนึ่ง การที่ต้องกลายเป็นคนพิการขาเป๋ย่อมเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง
ทว่าเมื่อพิจารณาสีหน้าของพ่อในตอนนี้ เธอก็เบาใจลงเปราะหนึ่งเพราะดูเหมือนสุขภาพของพ่อจะยังแข็งแรงดีอยู่ สีหน้าดูมีเลือดฝาด หลี่เหวินจวนดูแลสามีได้ดีมาก เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายล้วนซักรีดจนเรียบกริบ สะอาดสะอ้าน ผมเผ้าหวีเรียบแปล้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย
หญิงสาวเดินเข้าไปที่ข้างเตียง ทอดสายตามองดูเซี่ยหัว น้องชายคนเล็กที่กำลังนอนหลับปุ๋ย เด็กน้อยหน้าตาน่ารัก เครื่องหน้าดูจิ้มลิ้มเกลี้ยงเกลา
“แล้วน้องรอง น้องสาม กับน้องสี่ไปไหนเหรอจ๊ะ” เซี่ยเสี่ยวเอ่ยถามหาพี่น้องคนอื่น
“แม่ให้พวกนั้นออกไปซื้อกับข้าวมาทำมื้อเย็นน่ะ” หลี่เหวินจวนตอบ
เซี่ยเสี่ยวถือโอกาสกวาดสายตาสำรวจสภาพภายในบ้าน แล้วก็ต้องลอบถอนหายใจในใจด้วยความตกตะลึง ห้องขนาดเพียงยี่สิบถึงสามสิบตารางเมตรกลับต้องใช้อาศัยอยู่รวมกันถึงเจ็ดชีวิต มันช่างคับแคบจนน่าอึดอัด ในบ้านมีเตียงสองชั้นวางอยู่สองหลัง ถ้าจะพูดให้เห็นภาพก็คือ ตอนนี้พอเธอกลับมาอยู่ด้วย รวมเป็นแปดชีวิต ต้องนอนเตียงละสองคนถึงจะพอดี
ถึงจะจัดการที่นอนได้ลงตัว แต่มันก็ยังเล็กและแออัดเกินไปอยู่ดี
“พี่ใหญ่ พี่ไม่มีหอพักเหรอ” เธอหันไปถามพี่ชาย
“มีสิ พวกพี่นอนรวมกันที่หอพักโรงงาน ส่วนใหญ่พี่ก็นอนที่นั่นแหละ นานๆ ทีถึงจะกลับมานอนบ้าน” เซี่ยชุนหรงตอบคลายข้อสงสัย
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับรู้ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ค่อยยังชั่ว หน่อย สมาชิกในบ้านจะได้ไม่ต้องเบียดเสียดกันจนเกินไป
ไม่นานนัก น้องสาวทั้งสามคนของเซี่ยเสี่ยวก็กลับมาถึงบ้าน แต่ละคนโตขึ้นมากจนผิดหูผิดตา ถ้าไปเจอกันข้างนอก เธอคงจำน้องๆ ไม่ได้แน่
เซี่ยจิ้ง น้องสาวคนรอง อายุ 14 ปี ปีนี้ขึ้นชั้นมัธยมต้นปีที่หนึ่ง
เซี่ยหง น้องสาวคนทึ่สาม อายุ 13 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า
และเซี่ยหลิน น้องสาวคนเล็ก อายุ 12 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่สี่
ส่วนเจ้าหนูเซี่ยหัว น้องชายคนสุดท้อง ปีนี้เพิ่งจะสองขวบ
“พี่ใหญ่กลับมาทั้งที ทำไมไม่รู้จักเรียกพี่เขา เอาแต่ยืนบื้อกันอยู่ได้ วันปกติเห็นบ่นคิดถึงกันนักหนา พอเจอตัวจริงเข้าหน่อยกลายเป็นใบ้กันไปหมดแล้วรึไง” หลี่เหวินจวนเอ่ยดุลูกสาวทั้งสามแบบไม่จริงจังนัก
“พี่ใหญ่...”
น้องสาวทั้งสามคนต่างอ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้
เซี่ยเสี่ยวส่งยิ้มบางๆ ให้พวกเธอ “น้องรอง น้องสาม น้องเล็ก”
“พี่ใหญ่ พี่ไปเป็นนางฟ้ามาเหรอคะ ทำไมถึงสวยขึ้นขนาดนี้” เซี่ยจิ้งรีบปรี่เข้ามาหา พี่สาวคนรองเอื้อมมือมาลูบแก้มเซี่ยเสี่ยวเบาๆ ด้วยแววตาชื่นชมปนอิจฉาเล็กๆ
เซี่ยหงเองก็รีบเสริมขึ้นมาบ้าง “ผิวพี่ใหญ่ดีจังเลย”
ส่วนเซี่ยหลิน น้องเล็กสุด ไม่พูดพร่ำทำเพลง โผเข้ากอดเอวพี่สาวแน่น “พี่ใหญ่ หนูคิดถึงพี่จังเลย”
“พี่ก็คิดถึงพวกเราเหมือนกัน”
เซี่ยเสี่ยวลูบศีรษะน้องสาวคนเล็กด้วยความเอ็นดู ท่ามกลางวงล้อมของน้องๆ และสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักของพ่อแม่และพี่ชาย ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งพลันไหลวาบเข้ามาในหัวใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสกับความสุขของคำว่าครอบครัวอย่างแท้จริง
พี่น้องบ้านเซี่ยแทบทุกคนถอดแบบจมูกโด่งและหน้าผากกว้างมาจากเซี่ยเว่ยกั๋ว ส่วนเครื่องหน้าที่เหลือล้วนได้มาจากหลี่เหวินจวน
“ลูกจะอยู่บ้านกี่วันล่ะคราวนี้” เซี่ยเว่ยกั๋วถามขึ้น
“ห้าวันจ้ะพ่อ”
“อยู่แค่ไม่กี่วันก็ต้องไปอีกแล้วเหรอ” หลี่เหวินจวนบ่นอุบ สีหน้าฉายแววผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
เซี่ยเว่ยกั๋วรีบปรามภรรยา “ลูกมีงานมีการต้องทำ กลับมาอยู่ได้ตั้งห้าวันก็ดีถมไปแล้ว”
“นั่นสิคะ ยังไงหนูก็รู้แล้วว่าบ้านอยู่ที่ไหน วันหลังหนูจะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ” เซี่ยเสี่ยวรีบพูดปลอบใจแม่
ขณะมองดูใบหน้ายิ้มแย้มของคนในครอบครัว ในใจของเซี่ยเสี่ยวกลับครุ่นคิดไปถึงภาพนิมิตในงานประจำปีที่เธอเคยเห็น น้องสาวสองคนที่ปรากฏในภาพนั้น เธอไม่รู้ว่าเป็นใครในสามคนนี้ ระหว่างเซี่ยจิ้ง เซี่ยหง หรือเซี่ยหลิน นั่นหมายความว่าในอนาคต หนึ่งในพวกเธอจะต้องเผชิญกับอันตราย
รวมถึงน้องชายตัวน้อยอย่างเซี่ยหัวด้วย เธอเคยได้ยินเหล่าต่งพูดถึงแค่น้องสาวสองคน ไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงน้องชายเลยสักครั้ง
หัวใจของเซี่ยเสี่ยวบีบรัดแน่นขึ้นมาทันที ตอนนี้เธอถือว่าทุกคนในบ้านเซี่ยคือครอบครัวของเธอจริงๆ เธอไม่อยากเห็นใครต้องประสบเคราะห์กรรม และไม่พร้อมจะสูญเสียใครไปทั้งนั้น
“ลูกมีแฟนหรือยัง” จู่ๆ หลี่เหวินจวนก็โพล่งถามขึ้น
สิ้นเสียงคำถาม ทุกสายตาในบ้านก็พุ่งเป้ามาที่เซี่ยเสี่ยวเป็นตาเดียว เซี่ยจิ้งรีบเสริมขึ้นทันที “พี่ใหญ่สวยขนาดนี้ ต้องมีหนุ่มๆ มาจีบตรึมแน่เลย”
จากการสังเกตของเซี่ยเสี่ยว แม้ชื่อของเซี่ยจิ้งจะแปลว่าเงียบสงบ แต่บุคลิกจริงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เธอเป็นเด็กสาวที่ร่าเริงและค่อนข้างจะแก่นแก้ว
ในทางกลับกัน น้องเล็กอย่างเซี่ยหลินดูจะเรียบร้อยกว่า ส่วนเซี่ยหง น้องคนกลางนั้นดูห้าวหาญราวกับเด็กผู้ชายและมีนิสัยโผงผาง
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าปฏิเสธ “ยังหรอกจ้ะ หนูก็ยังเด็กอยู่ อีกสักเจ็ดแปดปีค่อยคิดเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย”
เซี่ยเว่ยกั๋วพยักหน้าเห็นด้วย “ไม่ต้องรีบร้อนหรอกลูก ตอนนี้บ้านเมืองนโยบายเป็นยังไงก็ยังไม่รู้แน่ชัด ไม่แน่ว่าวันหน้าลูกอาจจะได้ย้ายกลับเข้ามาทำงานในเมืองก็ได้”
“ใช่ๆ กลับมาหาแฟนในเมืองดีกว่า” หลี่เหวินจวนสนับสนุนความคิดนี้ เธอไม่คิดว่าลูกสาวจะไปเจอผู้ชายฐานะดีอะไรในชนบทห่างไกลแบบนั้น ถึงแม้ในทีมการผลิตจะมีพวกยุวปัญญาชนจากหลายที่มารวมตัวกัน แต่คนเป็นแม่ย่อมไม่อยากให้ลูกสาวต้องแต่งงานไปไกลหูไกลตา
“เอาไว้ค่อยว่ากันเถอะจ้ะ พี่ใหญ่เองก็ยังไม่ต้องรีบหรอก” เซี่ยเสี่ยวหันไปพูดกับพี่ชาย
ตอนนี้เซี่ยชุนหรงเพิ่งจะอายุสิบเก้า แถมสภาพบ้านยังแออัดขนาดนี้ ถ้าพี่ชายแต่งงานพาเมียเข้ามาอยู่ แล้วถ้ามีลูกกันอีก ความขัดแย้งในบ้านคงจะปะทุขึ้นไม่หยุดหย่อนแน่
“พี่ชายลูกควรจะเริ่มมองหาได้แล้ว” หลี่เหวินจวนแย้งขึ้นมาทันควัน “บ้านเราจนขนาดนี้ ถ้าไม่รีบหาเมียตอนที่ยังหนุ่มยังแน่น แก่ตัวไปไม่มีเงิน จะยิ่งหาเมียยากเข้าไปใหญ่”
“ผมยังไม่อยากคิดเรื่องนี้หรอกแม่ ผู้ชายรอให้อายุสักยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดค่อยแต่งงานก็ยังไม่สาย” เซี่ยชุนหรงตอบปัด
แต่ดูเหมือนหลี่เหวินจวนจะไม่ยอมรับความคิดนั้น เธออยากให้ลูกชายรีบหาคู่ครองเสียตั้งแต่ตอนนี้ กลัวว่าถ้าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนแก่ตัว แถมยังจนกรอบ จะไม่มีผู้หญิงคนไหนชายตาแล
“นั่นมันสำหรับผู้ชายที่มีความพร้อม แต่บ้านเราต้นทุนไม่ดี ก็ต้องรีบชิงลงมือก่อนสิ” ผู้เป็นแม่ยังคงยืนกราน
เซี่ยชุนหรงเลือกที่จะเงียบ ไม่ต่อความยาวสาวความยืด เพราะตอนนี้ใจเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับเรื่องหาคู่เลยสักนิด
เซี่ยจิ้งเปลี่ยนเรื่องคุย “พี่ใหญ่ ที่นั่นดีไหม ถ้าหนูโตขึ้น หนูจะขอไปเป็นยุวปัญญาชนที่เดียวกับพี่ จะได้ไปอยู่เป็นเพื่อนพี่ไง”
เซี่ยหงรีบผสมโรง “ดูพี่ใหญ่สิ ไม่เห็นเหมือนคนที่เพิ่งกลับมาจากบ้านนอกเลย ดูผู้ดีกว่าคนในเมืองเสียอีก ต่อไปถ้าฉันต้องไปเป็นยุวปัญญาชน ฉันก็จะไปอยู่กับพี่ใหญ่เหมือนกัน”
เซี่ยเสี่ยวหลุดขำออกมา “พวกเธอตั้งใจเรียนหนังสือไปก่อนเถอะ จะไปเป็นยุวปัญญาชนได้อย่างน้อยก็ต้องเรียนจบมัธยมต้นนะ”
“โกหก พี่ใหญ่ยังเรียนไม่จบมัธยมต้นเลย”
จู่ๆ เซี่ยหลิน น้องสาวคนเล็กก็โพล่งขึ้นมากลางวง
“ปากเสีย! เรื่องแบบนี้พูดมั่วซั่วได้ที่ไหนกัน!”
ไวเท่าความคิด หลี่เหวินจวนรีบพุ่งเข้าไปตะปบปากลูกสาวคนเล็กไว้แน่น ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงที่ก้นของเซี่ยหลินดังเพียะๆ หลายที
“แง!” เซี่ยหลินร้องไห้จ้าด้วยความเจ็บและความตกใจ
เซี่ยเว่ยกั๋วขมวดคิ้วมุ่น “ต้องสอนแกให้รู้จำ จะได้ไม่เที่ยวไปพูดจาซี้ซั้วข้างนอก”
เซี่ยเสี่ยวรีบเข้าไปดึงตัวน้องสาวคนเล็กมากอดปลอบ “แม่จ๋า เดี๋ยวหนูคุยกับน้องเอง ตอนนั้นน้องยังเล็กคงยังไม่เข้าใจเรื่องราวเท่าไหร่ ตอนนี้โตแล้วพูดกันดีๆ น้องก็น่าจะเข้าใจเหตุผลนะจ๊ะ”
เรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดที่แพร่งพรายออกไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นงานการที่เซี่ยชุนหรงทำอยู่อาจจะมีปัญหา ตามหลักการแล้วพี่ชายคนโตควรจะเป็นคนลงไปชนบท แต่ร่างเดิมของเธอสวมรอยไปแทน เพื่อให้พี่ชายได้ทำงานในเมืองเลี้ยงดูครอบครัว
ถ้ามีใครรู้เข้าว่าเธอเรียนไม่จบ และมีการสลับตัวกันไปทำงาน พี่ชายอาจจะถูกไล่ออกและโดนส่งไปใช้แรงงานที่ชนบทแทน
หากเป็นเช่นนั้น สถานการณ์การเงินของบ้านเซี่ยที่ย่ำแย่อยู่แล้ว คงจะยิ่งวิกฤตหนักเข้าไปอีก
[จบบท]