บทที่ 100: ทางเลือก
แน่นอนว่าทุกคนในครอบครัวเจียงต่างก็รับปากเรื่องนี้เป็นอย่างดี มีเพียงเจี่ยงซิ่วเจินที่มองแม่เจียงแล้วก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ด้วยรู้ดีว่าแม่สามีของเธอนั้นเก่งกาจจริงๆ เพราะไม่ยอมปล่อยโอกาสแม้แต่นิดที่จะกล่อมความคิดคนอื่น แต่กระนั้นเรื่องที่ทั้งบ้านจะดีต่อซูหลันนั้น เธอไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะตัวเธอเองก็มองซูหลันเหมือนกับเป็นลูกสาวแท้ๆ คนหนึ่งเหมือนกัน
พ่อเจียงที่กำลังมองปึกธนบัตรใบย่อยกองหนาตรงหน้ากลับอดที่จะเอ่ยปากถามขึ้นมาไม่ได้ “เจ้าสาม ของ ‘สามหมุนหนึ่งเสียง’ ส่วนของซูหลันน่ะ ส่งไปที่ทำการไปรษณีย์แล้วหรือยัง”
พี่สามเจียงพยักหน้ารับ “ส่งไปแล้วครับ น่าจะไปถึงช้ากว่าพวกซูหลันสักสองสามวัน”
คำตอบนี้ทำให้พ่อเจียงเบาใจลงได้เปลาะหนึ่งก่อนจะถามต่อ “แล้ว... เรื่องเจิ้งเซี่ยงตงล่ะ”
พอสิ้นเสียงคำถามนั้น บรรยากาศภายในบ้านของครอบครัวเจียงก็เงียบสงัดลงถนัดตา เพราะตลอดทั้งวันที่ผ่านมา พวกเขาอยากจะถามเรื่องนี้ใจจะขาด แต่ก็หาจังหวะที่เหมาะสมไม่ได้สักที ครั้นเมื่อพ่อเจียงเป็นคนเปิดประเด็นขึ้นมา ทุกสายตาจึงหันไปมองพี่สามเจียงเป็นตาเดียวกัน
พี่สามเจียงจึงเริ่มเล่า “เจิ้งเซี่ยงตงตามน้องเล็กไปไม่ทันครับ เขาเลยคิดจะฆ่าตัวตาย โชคดีที่ผมกับพนักงานรถไฟช่วยกันลากตัวเขาขึ้นมาได้ทัน”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลดเสียงลงแล้วเล่าต่อ “แต่ว่า การกระทำของเจิ้งเซี่ยงตงมันสร้างความวุ่นวายให้กับสถานีรถไฟน่ะครับ เขาเลยถูกตำรวจจับตัวไปชั่วคราว ได้ยินมาว่าต้องถูกกักตัวไว้สักสองสามวันถึงจะปล่อยออกมา”
พอได้ยินแบบนั้น หัวใจของทุกคนในครอบครัวเจียงก็แทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แม่เจียงถึงกับถามด้วยน้ำเสียงแหลมสูง “ฆ่าตัวตายเหรอ แล้วคนเป็นอะไรมากไหม”
ถ้าเจิ้งเซี่ยงตงตายไปจริงๆ ล่ะก็ ลูกสาวของเธอต้องถูกตราหน้าว่าเป็นต้นเหตุให้คนตายแน่นอน แม้ว่าเจียงซูหลันจะไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อย แต่คนอื่นๆ ก็จะต้องพากันโทษเธออยู่ดี ว่าเธอเป็นพวกผู้หญิงสวยแต่โชคร้ายที่นำพาภัยพิบัติมาให้
พี่สามเจียงรีบอธิบาย “แต่ว่าเขาฆ่าตัวตายไม่สำเร็จครับ”
คำพูดนั้นทำให้แม่เจียงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “แม่ว่าแล้ว คนอย่างเจิ้งเซี่ยงตงน่ะแต่งงานด้วยไม่ได้หรอก อะไรนิดอะไรหน่อยก็ขู่จะฆ่าตัวตาย มีบ้านไหนเขาจะทนรับไหว ยังดีนะที่ลูกสาวแม่ได้แต่งงานกับจงเฟิง ย้ายไปอยู่ที่ไกลๆ”
พี่สามเจียงเป็นคนที่เห็นสภาพน่าเวทนาของเจิ้งเซี่ยงตงมากับตา เขาจึงอดที่จะพูดแทรกขึ้นมาไม่ได้ “แม่ครับ จริงๆ เจิ้งเซี่ยงตงก็น่าสงสารมากนะ แค่ 3 วันเท่านั้นเอง ผมของเขากลายเป็นสีขาวโพลนไปทั้งหัวแล้ว แถมร่างกายก็ผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก”
แค่ 3 วัน... เวลาเพียง 3 วันมันทำอะไรได้บ้าง มันสามารถเปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งไปได้อย่างสิ้นเชิง ทั้งเปลี่ยนผมที่เคยดำขลับของชายหนุ่มให้กลายเป็นสีขาวโพลนราวกับคนชรา และทำให้ชายหนุ่มที่เคยแข็งแรงสมบูรณ์ กลายเป็นคนที่ผอมโซเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก
คราวนี้ ทั้งบ้านครอบครัวเจียงก็เงียบกันไปหมด
“เจิ้งเซี่ยงตงคนนี้ก็รักมั่นคงเหมือนกันนะ” พี่สะใภ้สามอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาลอยๆ
คำพูดนั้นทำให้แม่เจียงต้องหันไปถลึงตาใส่ “ไอ้พวกที่รักมั่นคงแบบนี้ ใครอยากได้ก็เอาไปเถอะ แต่บ้านเราซูหลันเอาไว้ไม่ได้เด็ดขาด อะไรๆ ก็ขู่จะตายๆ ใครมันจะไปทนไหว ถ้าแต่งงานกันไป ตอนที่รักกันก็คงรักกันแบบฟ้าถล่มดินทลาย แต่ถ้าถึงเวลาที่ไม่รักกันแล้วล่ะ ผลที่ตามมามันจะเป็นยังไง”
พ่อเจียงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะเขาเป็นคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ผ่านโลกมาเยอะ เห็นคนมาก็มาก และมีประสบการณ์ชีวิตมาไม่น้อย เขาจึงอดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้ “แม่ของพวกเธอพูดถูก การแต่งงานใช้ชีวิตคู่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ การใช้ชีวิตคู่มันไม่จำเป็นต้องหวือหวาฟ้าถล่มดินทลาย แต่มันต้องการความมั่นคง ราบรื่น และสงบสุข มันต้องการคู่ชีวิตอีกครึ่งหนึ่งที่มีอารมณ์คงที่ แบบนั้นถึงจะประคับประคองกันไปได้ ถึงจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันต่อไปได้ ส่วนคนประเภทที่อารมณ์ไม่คงที่ คิดอะไรสุดโต่งรุนแรงน่ะ ห้ามรับมาเป็นเขยสะใภ้ และก็ห้ามแต่งงานด้วยเด็ดขาด”
ตอนที่ความสัมพันธ์ดีๆ ต่อกัน แน่นอนว่าอะไรมันก็ดีไปหมด แต่ถ้าถึงเวลาที่ความสัมพันธ์มันแย่ลงล่ะ คนที่แม้แต่ชีวิตของตัวเองยังไม่เห็นค่า เขาจะไปเห็นค่าชีวิตของคู่ตัวเองเหรอ ไม่มีใครรู้คำตอบนั้นเลย และที่สำคัญคือ เราไม่สามารถไปเสี่ยงพนันกับเรื่องแบบนี้ได้ ไม่อาจเสี่ยงดวงว่าต่อให้เขาไม่รักตัวเอง แต่เขาจะรักคู่ชีวิตของเขา
เมื่อพูดถึงตรงนี้ พ่อเจียงก็หันไปมองพวกลูกๆ หลานๆ รุ่นเล็กในบ้านพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “พ่อมีข้อเรียกร้องแค่ข้อเดียวสำหรับพวกเธอในการหาคู่ครองในอนาคต นั่นคือคนคนนั้นจะต้องเป็นคนที่มีอารมณ์มั่นคง และมีจิตใจดีงาม”
แม้ว่าพวกรุ่นเล็กๆ ของบ้านเจียงจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายลึกซึ้งนั้นเท่าไหร่นัก แต่พวกเขาก็พยักหน้ารับคำอย่างงงๆ ทว่ากลับกันเป็นพวกพี่ใหญ่เจียงและพี่น้องคนอื่นๆ ที่หันมามองหน้ากันไปมา และเริ่มขบคิดถึงเรื่องนี้
การที่ครอบครัวเจียงสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ไม่ได้วุ่นวายมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเหมือนบ้านอื่นๆ แถวนี้ มันก็เป็นเพราะว่าพวกเขาต่างก็ได้ภรรยาที่ดีไม่ใช่หรือยังไง
…
ที่บ้านสกุลเจียง
เจียงหมิ่นอวิ๋นกลับมาอยู่ที่บ้านได้ 2 วันแล้ว จนเจี่ยงลี่หงผู้เป็นแม่เลี้ยงเริ่มจะหมดความอดทน “หมิ่นอวิ๋น เธอควรจะรีบวางแผนอนาคตได้แล้วนะ การที่เธอเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย”
นับตั้งแต่วันนั้นที่เจียงหมิ่นอวิ๋นร้องไห้หนีกลับมาจากบ้านโจว เธอก็ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องไม่ยอมออกไปไหน
เจียงหมิ่นอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น “ถ้าน้าทนเห็นหน้าฉันไม่ไหว ฉันจะย้ายไปอยู่ที่พักปัญญาชนก็ได้”
ยังไงเสีย ที่นั่นก็ยังมีเตียงนอนของเธอเหลืออยู่ เพียงแต่ว่าที่พักปัญญาชนมีคนอยู่เยอะแยะมากมายและตัวเธอเองก็จัดอยู่ในกลุ่มคนที่โดดเด่นเป็นที่สนใจมาตลอด ดังนั้นการที่หนีกลับมาจากบ้านโจวทั้งน้ำตาในวันแต่งงานแบบนี้ มันทำให้เธอกลายเป็นตัวตลกของที่พักปัญญาชนไปแล้ว
เจี่ยงลี่หงร้อนใจจนแทบจะทึ้งผมตัวเอง “นี่เธอคิดว่าน้าทนเห็นหน้าเธอไม่ไหวเหรอ ที่น้าพูดแบบนี้ก็เพราะน้ากลัวว่าเธอจะขายไม่ออกต่างหากล่ะ หมิ่นอวิ๋น อายุปูนนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ เรื่องของเธอกับโจวเยว่หัวมันก็เกือบจะลงเอยกันด้วยดีอยู่แล้ว แต่เธอกลับหนีกลับมาคนเดียวแบบนี้ ต่อไปใครที่ไหนเขาจะกล้ามาแต่งงานกับเธออีก”
“รู้อย่างนี้น่าจะยอมตกลงแต่งงานกับโจวจงเฟิงที่อาหญิงของเธอแนะนำมาให้ตั้งแต่แรกก็ดีซะกว่า ป่านนี้เธอคงได้ขึ้นรถไฟเดินทางไปที่เกาะนั่นแล้ว สบายใจไปแล้ว”
อย่างน้อยๆ ก็คงไม่ต้องมาทนสายตาดูแคลนจากคนในทีมการผลิตแบบนี้
ในตอนนี้เจียงหมิ่นอวิ๋นเองก็มีความรู้สึกที่ซับซ้อนอธิบายไม่ถูก จะบอกว่าเสียดายก็ไม่ใช่ เพราะให้เธอแต่งงานกับโจวจงเฟิงแล้วต้องระหกระเหินไปลำบากที่เกาะนั่น เธอก็ไม่เต็มใจอยู่ดี แต่จะให้ตัดใจจากโจวเยว่หัวไปง่ายๆ แบบนี้ เธอก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้
“หมิ่นอวิ๋น ตกลงเธอคิดยังไงแน่ ถ้าสมมติว่าโจวเยว่หัวมาง้อรับเธอกลับไป เธอจะยอมกลับไปกับเขาไหม”
ในความคิดของเจี่ยงลี่หง ในเมื่อตกลงปลงใจกับโจวเยว่หัวแล้ว ก็ควรจะกลับไปใช้ชีวิตคู่กันให้ดีๆ ครอบครัวไหนบ้างที่จะไม่มีเรื่องกระทบกระทั่งกันเลย
เจียงหมิ่นอวิ๋นยังคิดไม่ตก เธอรู้สึกหงุดหงิดจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง
แต่เจี่ยงลี่หงก็ยังไม่หยุดพูด “ผู้หญิงที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่งน่ะ มันหาคนใหม่ยากนะ เธอกลับไปคิดทบทวนดูให้ดีๆ เถอะ น้ากลัวว่าถ้าเธอปล่อยโจวเยว่หัวหลุดมือไป เธอจะหาคนที่เงื่อนไขดีๆ แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”
ยังไม่ทันที่จะพูดจบประโยคดี เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก ทำเอาเจี่ยงลี่หงแสดงสีหน้าดีใจออกมาพลางลุกออกไปเปิดประตู ส่วนเจียงหมิ่นอวิ๋นเองก็รีบลุกออกจากผ้าห่ม แล้วจัดการแต่งหน้าแต่งตัวของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง
แต่ทว่า ผ่านไปเพียงครู่เดียว เจี่ยงลี่หงก็เดินนำใครบางคนเข้ามาด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก “หมิ่นอวิ๋นอยู่นี่แล้ว มีอะไรก็พูดกับเธอแล้วกัน แต่อย่านานเกินไปนะ”
เจียงหมิ่นอวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองตาม ก่อนจะพบว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับกลายเป็นผู้ชายที่เธอจำได้ว่าเป็นคู่ครองของเธอในชาติที่แล้ว... เกาสุ่ยเซิง
[จบบท]